โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เผาสะพาน VS ส่งต่อความเป็นพิษ ฟีดแบ็กหัวหน้า-ออฟฟิศเก่า ไม่ใช่การ ‘เผาสะพาน’ เสมอไป

TODAY

อัพเดต 20 ธ.ค. 2566 เวลา 13.59 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2566 เวลา 06.59 น. • workpointTODAY

ความเชื่อที่ว่า เมื่อเราตัดสินใจลาออกแล้วหากยังต้องการทำงานในสายงานเดิมต่อไป จงอย่าพูดให้ร้ายหรือวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำงานและอดีตหัวหน้า เพราะนั่นเท่ากับคุณกำลังตัดโอกาส หรือที่เรียกว่า ‘เผาสะพาน’ ทันที การจบกับออฟฟิศเดิมแบบสวยๆ ผูกมิตรต่อกันเข้าไว้จะดีกับอนาคตที่สุด

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่านภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดใหญ่จบลง ปรากฏการณ์ ‘ลาออกครั้งใหญ่’ ได้เกิดขึ้นทั่วโลก บรรยากาศทางความคิดของคนทำงานเริ่มเปลี่ยนไป

หลายคนตระหนักได้ว่า การอดทนทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ทำงานที่เราเกลียด หรือมีหัวหน้าแสน toxic ช่างไม่คุ้มค่ากับสุขภาพจิตที่แย่ลงเอาเสียเลย ลำดับความสำคัญในชีวิตเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มค้นหาความหมายในชีวิตมากขึ้น คนทำงานรู้สึกวิตกกังวลกับการเผาสะพานน้อยลง

ทั้งยังมองด้วยว่า การฟีดแบ็กอย่างตรงไปตรงมาไม่ใช่การเผาสะพาน แต่เป็นการแสดงความเคารพต่อตนเอง ทั้งยังได้หยุดส่งต่อความเป็นพิษเพื่อเอาตัวเองออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเหล่านี้ด้วย

[ ‘เผาสะพาน’ อุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง ทำพนักงานเฉยเมย หวั่นกระทบถึงตัวเอง ]

สำนวน ‘เผาสะพาน’ หรือ ‘Burning your bridges’ มีที่มาจากยุทธวิธีทางการทหารของกองทัพทหารโรมัน ว่ากันว่า ทหารเหล่านี้จะทำการเผาสะพานที่ข้ามมาเพื่อเป็นการ ‘ทำลาย’ ทางเลือกของตัวเอง ผลักดันการเดินหน้าแบบไม่มีการถอยหลังกลับ

และเมื่อการเผาสะพานถูกนำมาใช้ในบริบทของการทำงานจึงหมายถึงการทำลายความสัมพันธ์ไปจนถึงจุดที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม เสียชื่อเสียงในแวดวงการทำงาน ไปจนถึงสูญเสียคอนเนกชันที่จะช่วยต่อยอด ‘Career path’ ให้ดำเนินต่อไปได้

บทความจากเว็บไซต์ ‘บีบีซี’ (BBC) ยกตัวอย่างกรณีของ ‘แอบบี้’ หญิงสาวที่เคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการนิตยสาร

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่งเธอเข้าร่วมประชุมระดมความคิดสำหรับโปรเจกต์ใหม่ แต่กลายเป็นว่า ทุกครั้งที่ต้องการแสดงความคิดเห็นเธอไม่เคยได้พูดจนจบ ถูกขัดจังหวะอยู่บ่อยครั้ง

กระทั่ง ‘แอบบี้’ ตัดสินใจพูดกลางวงประชุมขึ้นมาว่า “Can I just finish my thought?” หรือ “ฉันขอพูดจบก่อนได้ไหม?” หลังจากนั้นเธอถูกเมินเฉยจากเพื่อนร่วมงาน และสามวันให้หลังฝ่ายบุคคลโทรหาเพื่อแจ้งข่าวร้ายว่า เธอโดนไล่ออกแล้ว

ในกรณีอื่นๆ ที่ดูจะเป็นการ ‘เผาสะพาน’ อย่างชัดเจน อาทิ ลาออกโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า พูดถึงหัวหน้าในทางที่ไม่ดีในที่สาธารณะ ฯลฯ เข้าข่ายการเผาสะพานชัดเจนอยู่แล้ว

แต่กับ ‘แอบบี้’ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมองค์กรมองต่างออกไป เนื่องจากปัจจุบันคนเริ่มพูดถึงปัญหาด้านลบในที่ทำงานมากขึ้น ยกเรื่องใต้พรมขึ้นมาอภิปรายกันอย่างตรงไปตรงมา

ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างความเสียหายต่ออาชีพการงานน้อยลง นอกจากจะไม่ใช่การ ‘เผาสะพาน’ แล้ว การกระทำเช่นนี้ยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ทำงานให้ดีกับทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้นด้วย

‘เอริน กัลลาเกอร์’ (Erin Gallagher) ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาองค์กรในสหรัฐฯ ระบุว่า เดิมทีแนวคิดของการ ‘เผาสะพาน’ มีไว้เพื่อปกป้องคนทำงานและอนาคตของพวกเขา แต่กลายเป็นว่า ในบางกรณีมันกลับถูกใช้ปกป้ององค์กรและพฤติกรรมของนายจ้างที่ไม่ดีได้เช่นกัน

ความกลัวต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทำให้พนักงานที่แม้จะเห็นถึงความผิดปรกติกลับเลือกที่จะ ‘นิ่งเงียบ’ ทำให้สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

เธอสรุปว่า แนวคิดการเผาสะพานเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร ผู้บริหารระดับสูงไม่อาจรับรู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในองค์กรได้เลย

[ เผาสะพาน VS หยุดส่งต่อความเป็นพิษ ]

‘คริสเตน’ (Kristen) พนักงานหญิงผู้พิการที่เคยถูกเลือกปฏิบัติจากนายจ้างเล่าว่า เธออดทนต่อสิ่งที่นายจ้างกระทำทั้งการดูแคลนด้วยคำพูดรวมถึงสวัสดิการที่ไม่เป็นธรรม จนท้ายที่สุดเธอตัดสินใจลาออก และเลือกที่จะไม่ทำลายความสัมพันธ์กับบริษัทเดิม

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอกลับรู้สึกเสียใจต่อการตัดสินใจที่จะ ‘นิ่งเฉย’ ในครั้งนั้น คริสเตนมองว่า เธอไม่ได้สนับสนุนตัวเองอย่างเต็มที่ทำให้สูญเสียความมั่นใจ และไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่

‘กัลลาเกอร์’ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาองค์กรบอกว่า เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ หลายคนเลือกที่จะ ‘รักษาสะพาน’ ไว้

แต่กลายเป็นว่า เวลาผ่านไปสิ่งเหล่านั้นยังติดเป็นปมในใจเพราะมองว่า ขาข้างหนึ่งของตนเองได้ก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นพิษแล้ว

‘กัลลาเกอร์’ ระบุว่า อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องกลับมารื้อสร้างสำนวนเผาสะพานเสียใหม่ พร้อมทั้งตั้งคำถามกลับว่า เรายังต้องการที่จะสร้างสะพานเชื่อมต่อกับสถานที่แสนท็อกซิคเหล่านั้นไว้หรือไม่ และเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นพิษด้วยรึเปล่า

ด้านผู้เขียนหนังสือ ‘Remotivation: The Remote Worker’s Ultimate Guide to Life-Changing Fulfilment’ ให้ความเห็นว่า ในทางกลับกันมีนายจ้างบางส่วนที่เคารพประสบการณ์เชิงลบของพนักงาน ทำให้เมื่อคนทำงานแบ่งปันเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกับนายจ้างใหม่ก็ดูจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กรด้วยซ้ำไป

โดยเป็นการแชร์ประสบการณ์อย่างตรงไปตรงมาที่ปราศจากการมุ่งเน้นสาธยายถึงความแค้นส่วนตัว หรือการดูถูกดูแคลนนายจ้างคนเก่าซ้ำๆ เพราะนั่นไม่ได้สร้างมูลค่าอื่นใดให้แก่คุณหรือที่ทำงานใหม่เลย

ทว่า สิ่งที่ต้องไม่ลืมละพึงระลึกไว้เสมอ คือ คนที่สามารถควบคุมเรื่องเล่า และวิธีขับเคลื่อนเส้นทางอาชีพการงานได้ไม่ใช่นายจ้าง ไม่ใช่เจ้าของสะพานที่ไหน แต่คือตัวเราเอง ความเคารพและสนับสนุนตนเองสำคัญต่อการขับเคลื่อนชีวิตมากที่สุด

ที่มา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...