โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สงครามกลางเมือง ชิงราชบัลลังก์ อา-หลาน เปิดศึกกันเองนาน 6 เดือน

Khaosod

อัพเดต 27 พ.ย. 2566 เวลา 15.50 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2566 เวลา 15.50 น.

สงครามกลางเมือง ชิงราชบัลลังก์ อา-หลาน เปิดศึกกันเองนาน 6 เดือน

เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ เป็นหนึ่งในขุนนางที่มีบทบาทสําคัญในการกรุยทางขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301) กษัตริย์องค์ที่ 31 แห่งราชอาณาจักรอยุธยา โดยช่วยชิงราชสมบัติจากพระราชโอรส สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ

สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ มีพระราชโอรสรวม 3 พระองค์ คือ เจ้าฟ้านเรนทร์ หรือกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ เจ้าฟ้าอภัย และ เจ้าฟ้าปรเมศร เมื่อเจ้าฟ้าทั้งสามเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว สมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงแสดงพระราชประสงค์ที่จะให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอได้รับราชสมบัติต่อจากพระองค์

พระราชประสงค์ดังกล่าว ย่อมไม่เป็นที่พอพระทัยของกรมพระราชวังบวรฯ อันเป็นปฐมเหตุแห่งการหวาดระแวงและคุมเชิงกันขึ้นระหว่าง “วังหลวง” กับ “วังหน้า” และเป็นสาเหตุให้เจ้าฟ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ต้องปลีกพระองค์ออกผนวช ทั้งนี้ เพราะทรงเห็นว่า พระราชบิดาได้รับราชสมบัติเพราะกรมพระราชวังบวรฯ ถวาย เมื่อสิ้นรัชกาลแล้ว ก็สมควรคืนราชสมบัตินั้นให้แก่กรมพระราชวังบวรฯ ตามเดิม

แต่แล้ว สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ก็ตรัสมอบราชสมบัติพระราชทานแก่ เจ้าฟ้าอภัย ซึ่งกรมพระราชวังบวรฯ ไม่ทรงยินยอม จะทรงยินยอมก็ต่อเมื่อยกราชสมบัติให้กับกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ (เจ้าฟ้านเรนทร์) ซึ่งขณะนั้นยังทรงผนวชอยู่

ฝ่ายเจ้าฟ้าอภัยเมื่อพระราชบิดายกราชสมบัติให้แล้ว ก็เตรียมพร้อมเปิดศึกกับกรมพระราชวังบวรฯ ในทันที โดยกะเกณฑ์กําลังพลจากวังหลวงยกไปตั้งค่ายตั้งแต่ฝั่งตะวันตกของคลองประตูข้าวเปลือก ลงไปจนถึงคลองประตูจีนทางตอนใต้ของเกาะเมืองศรีอยุธยา ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ก็เคลื่อนกําลังจากวังหน้ามาตั้งค่ายอยู่ตามแนวคลองประตูข้าวเปลือกฟากตะวันออกทั้ง 2 ฝ่าย มีการยิงปะทะกันประปราย แต่ก็ยังเป็นไปในลักษณะคุมเชิงกันอยู่

ทันทีที่สมเด็จพระเจ้าท้ายสระเสด็จสวรรคต วังหลวงกับวังหน้าก็เปิดฉากทําสงครามเต็มรูปแบบ แม้ว่าวังหน้าจะมีกําลังน้อยกว่า แต่ในช่วงแรกก็สามารถรุกไล่เข้าตีจนทหารจากวังหลวงแตกร่นไม่เป็นขบวน แต่การถอยร่นของวังหลวงกลับกลายเป็นการถอยไปตั้งหลัก เพราะเมื่อเป็นฝ่ายรวบรวมกําลังพลได้ก็บุกเข้าตีตอบโต้ จนวังหน้าค่อยๆ แตกพ่ายไปทีละค่ายสองค่าย

แต่ในช่วงวิกฤตการณ์ที่จวนเจียนจะแพ้อยู่แล้วนั้น ขุนชํานาญบริรักษ์ ก็ปรากฏตัวขึ้นในประวัติศาสตร์แห่งการตะลุย รับอาสาขอนํากําลังทหารออกรบเป็นครั้งสุดท้าย โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า หากตัวตายในที่รบแล้วจึงค่อยเสด็จหนี

“ครั้งนั้นพระธนบุรีมาอาสาเจ้าฟ้าอภัย ยกพลทหาร 500 ข้ามคลองสะพานช้างเข้าตีค่ายวังหน้าแตกได้ 2 ค่าย 3 ค่าย รบพุ่งกันเป็นสามารถ พระมหาอุปราชรู้เหตุนั้น ตกพระทัยปรารภจะหนีไป จึงปรึกษาด้วยข้าราชการว่า ทหารเราฝีมืออ่อนกว่าเขารักษาค่ายไม่ได้ เห็นจะรับเขามีอยู่ เราจะคิดประการใด

ขุนชํานาญจึงกราบทูลพระกรุณาว่า พระองค์อย่ากลัวอย่าเพ่อหนีก่อน ข้าพระพุทธเจ้าจะขออาสาถวายชีวิต จะขอตายก่อนพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าจะถวายบังคมลาออกไปรบกับข้าศึก บัดนี้ ทรงพระกรุณาโปรดให้ม้าเร็วตามออกไปคอยดูข้าพระพุทธเจ้ารบกับข้าศึก ถ้าเห็นข้าพระพุทธเจ้าตายในที่รบแล้ว ให้ม้าใช้กลับมาจงเร็ว กราบทูลพระกรุณาให้ทราบ พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระพุทธเจ้านี้ตายแล้วจึงหนี ถ้าข้าพระพุทธเจ้ายังไม่ตายอย่าเพ่อหนีก่อน

หลังจากประกอบวีรกรรมเผด็จศึกวังหลวงจนแตก พลัดกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางแล้ว ภารกิจต่อไปของขุนชํานาญฯ ก็คือ การติดตามไล่ล่า เจ้าฟ้าอภัย และเจ้าฟ้าปรเมศร ซึ่งหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในป่าแถบตําบลบ้านเอกราช จนในที่สุดก็สามารถตามไปจับกุมทั้ง 2 พระองค์มาถวายกรมพระราชวังบวรฯ และเมื่อสอบสวนเอาความได้แล้ว ก็โปรดให้นําเจ้าฟ้าทั้งสองไปสําเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ตามราชประเพณี

กรมพระราชวังบวรฯ ได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301) ส่วนข้าราชการวังหน้าที่ประกอบวีรกรรมในครั้งนั้นก็ล้วนแต่ได้แจ้งเกิด ได้รับโปรดเกล้าฯ อวยตําแหน่งให้สูงขึ้นเป็นลําดับ

ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...