เทียบฟอร์มผลตอบแทน 3 ช่องทางลงทุนทองคำ แบบไหนคุ้มสุด!
ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง ก็ทำให้นักลงทุนหลายคนเลือกที่จะหันหลังให้กับตลาดทุนหรือโยกย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและความผันผวนต่ำ ซึ่งแน่นอนว่า “ทองคำ” จึงถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน
แต่อย่างไรก็ดี สำหรับการลงทุนในทองคำปัจจุบันก็มีช่องทางการลงทุนหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง กองทุนรวมทองคำ และบริษัทจดทะเบียนที่ค้าทองคำหรือหุ้น ฉะนั้นทาง Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2566 ของทั้ง 3 ช่องทาง มานำเสนอกันในครั้งนี้
โดยเริ่มกันที่สินทรัพย์หลักอย่าง ทองคำแท่ง ที่ราคาขายอ้างอิงจากต้นปี 2566 ที่ราคา 29,850 บาท มาจนปัจจุบัน (ณ วันที่ 14 ธ.ค.66) ราคาขายทองคำแท่งก็ได้มีขยับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้มาอยู่ที่ระดับราคา 33,850 บาท หรือการปรับตัวขึ้นกว่า 13.06%
ด้านบทวิเคราะห์ของกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จํากัด ภาพรวมราคาทองไทยยังคงอยู่ในแนวโน้มทิศทางขาขึ้น และมีโอกาสขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมได้ที่ระดับ 34,400 บาทภายในปีหน้า จากนโยบายการเงินของเฟดที่จะคลายมากขึ้น หลังภาวะเงินเฟ้อเริ่มกลับเข้าใกล้ที่ระดับเป้าหมาย 2% จึงไม่มีความจําเป็นที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง
ขณะที่กองทุนรวมทองคำ เราได้หยิบยกกองทุนเปิดเค โกลด์-C ชนิดสะสมมูลค่า หรือ K-GOLD-C(A) ด้วยผลตอบแทนสูงที่สุดในกลุ่มนับจากต้นปีหรือให้ผลตอบแทนกว่า 18.22% ซึ่งมีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอย่าง SPDR Gold Trust เป็นกองทุนหลัก
สำหรับนโยบายการลงทุนของกองทุนหลักนั้น จะมุ่งเน้นการเข้าลงทุนในทองคำแท่งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำแท่งในตลาดโลก
และสุดท้ายอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนก็คือการลงทุนในหุ้นบริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA ที่จะประกอบธุรกิจตั้งแต่ค้าปลีกทองรูปพรรณ เครื่องประดับเพชรและอัญมณี ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นที่มีบริการแบบครบวงจร ซึ่งราคาหุ้นจากต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 14 ธ.ค. 66) ได้ปรับตัวลดลงกว่า 18.24% ลงมาอยู่ที่ 14.80 บาท
โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด ให้คำแนะนำ “เข้าเก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 17.72 บาท เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 4/66 มีโอกาสเติบโต ด้วยเทศกาลเฉลิมฉลองทำให้รับผลบวกโดยตรงจากความต้องการสินค้าที่มากขึ้น บวกกับราคาทองคำที่สูงขึ้นช่วยหนุนให้ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงก่อนหน้าฟื้นตัว