โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอิร์ธฐา อติรุจ’ เมื่ออาชีพหมอถึงจุดสิ้นสุด เพราะการทำงานจริงไม่เหมือนภาพที่วาดฝันไว้

Dek-D.com

อัพเดต 29 พ.ย. 2566 เวลา 19.12 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2566 เวลา 19.11 น. • DEK-D.com
กว่าจะมาเป็น ‘เอิร์ธฐา’ อย่างทุกวันนี้ จากนักเรียนมัธยมที่ตัดสินใจเรียนต่อคณะแพทย์ สู่หมอจบใหม่ที่ตัดสินใจลาออก ระหว่างเส้นทางการเรียนและการทำงานในสายอาชีพนี้จะเป็นเช่นไร ครั้งนี้ SparkD ชวนน้อง ๆ มาหาคำตอบร่วมกันผ่านคำบอกเล่าจากประสบการณ์จริงของผู้ที่คล

. . . . . . . . .

“ลาที่ดีคือลาออก เสียงคัดค้านอาจบอกว่า เราทำให้หมอหลายคนลาออก แต่ถ้าบ้านน่าอยู่ และระบบดีจริง ๆ ก็ไม่มีใครอยากลาออกหรอก ตอนนี้ผู้คนรับรู้ถึงปัญหา และมีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้น”

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สร้างความสั่นคลอนให้แก่วงการแพทย์ไทย เมื่อหมอรุ่นใหม่ตัดสินลาออกหลังจากเรียนจบได้ไม่นาน ทั้งยังเกิดการถกเถียงเรื่องภาระการทำงานที่หนักเกินไป จนไร้ Work-Life Balance โดย ‘พี่เอิร์ธฐา - อติรุจ อาษาศึก’ อดีตนักศึกษาแพทย์ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ซึ่งไม่เพียงมอบความบันเทิง แต่ยังให้ความรู้ทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และสุขภาพแก่ผู้ชม เขาเป็นหนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกมาเป็นกระบอกเสียง เปิดเผยปัญหาของวงการแพทย์ไทยที่ถูกซุกอยู่ใต้พรม และหวังให้ระบบสาธารณสุขนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

แต่กว่าจะมาเป็น ‘เอิร์ธฐา’อย่างทุกวันนี้ จากนักเรียนมัธยมที่ตัดสินใจเรียนต่อคณะแพทย์ สู่หมอจบใหม่ที่ตัดสินใจลาออกระหว่างเส้นทางการเรียนและการทำงานในสายอาชีพนี้จะเป็นเช่นไร ครั้งนี้ พี่จา SparkDชวนน้อง ๆ มาหาคำตอบร่วมกันผ่านคำบอกเล่าจากประสบการณ์จริงของผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการแพทย์ แต่ตัดสินใจเดินออกจากบ้านหลังนี้ และสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ของตนเอง

พี่จา: ทำไม ‘เอิร์ธฐา’ วัย 18 ปี จึงตัดสินใจเรียนคณะแพทย์

“คนเก่งต้องเรียนหมอ ไม่มีตัวเลือกอื่น ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรในประเทศได้บ้าง หมอไม่ใช่ความฝัน ไม่เคยคิดจะเรียนเลย คิดแค่ว่าจะต้องสอบหมอให้ติด แต่ไม่เคยนึกภาพตัวเองเป็นหมอเลย แค่เดินไปตามทางที่สังคมวางไว้”

พี่เอิร์ธฐา:เมื่อสิบปีที่แล้ว อาชีพในประเทศไทยมีแค่ข้าราชการ หมอ ครู และพยาบาล ยิ่งเป็นคนต่างจังหวัดยิ่งมีตัวเลือกไม่มาก รวมถึงค่านิยมสมัยนั้นก็มองว่า ‘คณะแพทย์เป็นคณะที่ดีที่สุด’นักเรียนมัธยมแย่งกันสอบเข้าหมอ โดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางเป็นอย่างไร เพราะการสอบเข้าหมอถือเป็น checklist ความสำเร็จของเด็กหัวกะทิ เราถูกสอนมาว่า หมอคืออาชีพที่เปลี่ยนชีวิต และฐานะทางการเงินของใครหลาย ๆ คน เพราะเงินเดือนเริ่มต้นค่อนข้างสูงกว่าหลายอาชีพ การเรียนหมอจึงเปรียบเหมือนหลักประกันของชีวิตสิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่เลือกเรียนคณะแพทย์

พี่จา: เคยรับรู้ปัญหาต่าง ๆ ในการเรียนแพทย์ก่อนเข้าเรียนคณะแพทย์บ้างมั้ย

พี่เอิร์ธฐา:ไม่เคยรู้มาก่อนว่า หมอใช้ชีวิตอย่างไร เรียนและทำงานอะไรบ้าง รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ของวงการแพทย์ ส่วนตัวมองว่า เมื่อเราเรียนดีระดับหนึ่งแล้วสอบติดคณะแพทย์ ทุกอย่างก็คงจะดำเนินต่อไป มัธยมปลายยังเรียนได้ คณะแพทย์คงจะไม่ยากเท่าไร ซึ่งเราเดินตามเส้นทางการศึกษาที่วางไว้มาโดยตลอด แต่เริ่มเจอปัญหาในช่วงปี 4 เพราะจากที่นั่งเรียนเลกเชอร์ตอนปี 1-3 ต้องเปลี่ยนมาตรวจคนไข้ในโรงพยาบาล พร้อมกับเรียนและทำงานส่งอาจารย์ไปด้วย

พี่จา: ทำอะไรตกหล่นระหว่างเส้นทางการเรียนหมอบ้างมั้ย

“ถ้าบอกว่าไม่มีก็คงจะโกหก การเรียนแพทย์ในประเทศไทยพรากอะไรหลายอย่างไปจากชีวิตเรามาก ทั้งเวลา ความสุข และการใช้ชีวิต แต่ในปัจจุบันมีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียน เพื่อให้ Work-Life Balance ดีขึ้น โดยเอาวิชาที่ไม่จำเป็นออก เหลือแค่วิชาที่จำเป็น”

พี่เอิร์ธฐา:ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราสูญเสียเวลาในการใช้ชีวิตไประหว่างการเรียนแพทย์ เพราะตอนปี 1-3 ก็เรียนจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 08.00-16.00 น. ด้วยความที่เนื้อหาวิชาการเยอะมาก นักศึกษาแพทย์ต้องแบกรับระบบการเรียนแบบนี้ประมาณ 1-3 สามเดือน รวมทั้งจากการตัดเกรดแบบอิงกลุ่มที่ทำให้เกิดการแข่งขันสูงในคณะ บางวิชาตัดเอที่ 90 คะแนน และต้องได้ 65-70 คะแนนจึงจะไม่ติด F ดังนั้น ทุกคนมีความกดดันในตัวเองอยู่ทุก ๆ วัน ทำให้สูญเสียชีวิตวัยรุ่นที่เราควรจะเป็นไปโดยปริยายกว่าจะเรียนจบ เราใช้เวลา 6 ปี ซึ่งช่วง 18-24 ปี เป็นช่วงอายุที่เรามีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิตมากที่สุด แต่สำหรับนักศึกษาแพทย์ ช่วงเวลานี้กลับหล่นหายไป

พี่จา: ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า ‘แพทย์เรียนหนัก’ มันหนักยังไง

“คณะแพทย์เป็นคณะที่ฝึกความอดทน มีคนเคยบอกไว้ว่า คณะแพทย์ไม่ได้ผลิตแค่หมออย่างเดียว แต่ผลิตคนไข้จิตเวชด้วย”

พี่เอิร์ธฐา:ในปัจจุบัน การเรียนหมอในประเทศไทยค่อนข้างพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในจุดที่เรียนหนัก ช่วงสามปีแรกเป็นการเรียนเลกเชอร์ ซึ่งบางครั้งเรียนล่วงเวลา เช่น ตารางเรียนเลิก 18.00 น. แต่เลิกจริง 19.00 น. ส่วนช่วงเข้าคลินิกเป็นช่วงที่แตกต่างจากวิชาชีพอื่นอย่างชัดเจน เพราะนักศึกษาแพทย์ต้องทำงานที่โรงพยาบาล และอยู่เวรนอกเวลาราชการ ช่วงปี 4 ทำงานตั้งแต่ 16.00-23.00 น. ทุกอย่างอยู่ในคอร์สการเรียนหมดเลย ซึ่งมัน Beyond ชีวิตนักศึกษาของใครหลาย ๆ คนไปแล้วถ้าปี 5 ก็อยู่เวรถึง 00.00 น.

ช่วงปี 6 ก็จะหนักหน่อย เพราะทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุดเลย รวมถึงต้องสอบ เขียนรายงาน และนำเสนอโปรเจกต์ไปด้วย อยู่เวรถึงเช้าของอีกวัน แล้ววันถัดไปก็ต้องไปเรียนต่อ ทั้งเรียน อยู่เวร ตรวจคนไข้ และอดนอนไปพร้อม ๆ กัน ทำทุกอย่างเหมือนคนทำงานแล้ว ทั้งที่เรายังเป็นนักศึกษาอยู่ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนงานเพื่อสังคม หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) เพราะทำงานให้โรงพยาบาลโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เพื่อแลกกับการเรียนรู้

พี่จา: จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัดสินใจลาออกคืออะไร

“การทำงานในโรงพยาบาลชุมชนทำให้เราเห็นภาพตัวเองในอนาคตมากขึ้น ชีวิตหมอมันเป็นแบบนี้เหรอ ทำไมเราต้องมาทนอยู่ในสภาพแบบนี้ด้วย ทำไมคนคนหนึ่งต้องรับผิดชอบอะไรมากขนาดนี้ นี่ใช่ชีวิตแบบที่เราต้องการจริงหรือเปล่า ภาพหมอที่เคยคิดไว้ตอนอายุ 18 ปีไม่ใช่แบบนี้”

พี่เอิร์ธฐา:การประกอบอาชีพหมอเปรียบเหมือนขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปในคุกแล้วเพราะเมื่อเราเขียนอะไรลงไป มันมีผลกับชีวิตคน ก่อนหน้านี้ เราไม่รู้ว่าจะต้องมารับมือกับอะไรที่เยอะขนาดนี้ สิ่งที่เราเคยรับรู้และสัมผัสในตอนปี 6 เทียบไม่ได้กับตอนที่เราก้าวขามาทำงานเป็นปีแรกเลย จริง ๆ เราวางแผนจะไปเรียนต่อซึ่งได้ทุนเรียบร้อยแล้ว แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตคือ เราไม่ได้มีความสุขกับการทำงานที่โรงพยาบาลชุมชนขนาดนั้นเพราะไม่มีสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกเลย การตรวจก็มีข้อจำกัด คอมพิวเตอร์ก็ใช้ไม่ได้ ในทางกลับกัน คนไข้ที่เข้ามาใช้บริการก็มีจำนวนเยอะมาก ประชากร 30,000-40,000 คน แต่มีหมอประจำโรงพยาบาลแค่ 2-3 คน ซึ่งต้องผลัดกันทำงานและอยู่เวรนอกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนหนึ่งเพราะเราทำงานในช่วงโควิด-19 ที่เปรียบเหมือนการเป็นหมอในยุคสงครามโลก ห้องสี่เหลี่ยมที่บรรจุเตียงได้แค่ 30 คน แต่กลับมีคนนอนอยู่รวมกัน 40 กว่าคน โรงพยาบาลชุมชนต้องดูแลอะไรหลาย ๆ อย่างเอง ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมอะไรให้เราก่อนส่งคนไข้มารักษาเลย เราต้องจัดการทุกอย่างเอง ทำโรงพยาบาลสนาม และดูแลคนไข้ 300-400 คนต่อวัน หมอบางคนเป็นโควิด-19 ก็ต้องมาทำงาน สุดท้ายหมอก็ย้ายออกไปหมดเลย เหลือแค่เราที่เขาไม่อนุมัติให้ย้าย เราบอกเขาว่าถ้าไม่ให้ย้ายก็เอาคนมาเพิ่ม แต่เมื่อหมอเพิ่มขึ้น คนไข้ก็เยอะขึ้นไปด้วย ภาระงานและความรับผิดชอบก็หนักขึ้นเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ถูกแก้ไขเสียที

ทุกวันนี้ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือหมอ GP (General Practitioner) เป็นจุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารไม่มีใครอยากเป็น เพราะต้องรับความเสี่ยงและภาระทุกอย่าง ทั้งที่ในประเทศเจริญแล้ว หมอที่ต้องการมากที่สุดคือแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป เพราะเขาต้องการคนที่ตรวจคนไข้ได้มากที่สุด แต่ประเทศไทยไม่ได้มองเช่นนั้น ทุกคนจึงหันไปเรียนแขนงอื่น และทิ้งร้างระบบสาธารณสุข เราจึงรู้สึกว่า ภาระงานก็เยอะเกินไป และยังไม่มีใครเห็นค่าเราอีก Call Out อะไรไปก็ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง

“ลาออกดีกว่า ไม่มีความสุขในการตื่นมาตรวจคนไข้แล้ว ใช้ความคิดในระดับวินาที ตรวจคนไข้เสร็จก็เขียนใบลาออกเลย”

พี่จา: ชีวิตหลังลาออกเป็นยังไงบ้าง

พี่เอิร์ธฐา:จากที่เคยทำงานในโรงพยาบาลทุกวัน เมื่อลาออกมาก็ต้องแบกรับความกดดันหลายอย่าง อุปสรรคของเรามีแค่ช่วงเริ่มต้นที่ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพราะก่อนหน้านี้เราทำงานด้านความงามควบคู่กับการทำงานใช้ทุนในโรงพยาบาลรัฐอยู่แล้ว เราจึงมี Connection ประมาณหนึ่ง รวมถึงทุกที่ต้องการหมอ เราจึงมีทางเลือกอื่น ๆ หลังจากลาออกอยู่แล้ว นอกจากนี้ เรามองว่า Content Creator เป็นอีกทางเลือกที่น่าจะไปต่อได้ โดยมี Work-Life Balance เมื่อถึงจุดหนึ่งที่การทำคอนเทนต์เริ่มไปได้ดี เราก็หันมาทำด้านนี้เต็มตัว เพราะโอกาสไม่ได้มีสำหรับทุกคน และไม่ได้มาบ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ถ้ามีโอกาสเข้ามา ให้คว้าโอกาสไว้ก่อน

พี่จา: การเปลี่ยนคณะที่เรียน หรือลาออกจากงานที่วาดฝันไว้ ถือเป็นความล้มเหลวในชีวิตไหม

พี่เอิร์ธฐา:แล้วแต่คนตีความ อาจมองว่าการไม่มีอาชีพที่เป็นหลักเป็นแหล่งคือความล้มเหลวก็ได้ แต่เป้าหมายชีวิตเราไม่ใช่แบบนั้น เป้าหมายชีวิตของเราคือ การมีความสุขในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะทำงานในสายอาชีพอะไรก็ตาม ทุกวันนี้ก็มองว่าตนเองประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะมีความสุข และ มี Work-Life Balance ที่ดี

พี่จา: ถ้าลาออกจากโรงพยาบาลรัฐแล้วสามารถทำอาชีพอะไรได้บ้าง

พี่เอิร์ธฐา:แพทย์โรงพยาบาลเอกชน คลินิกความงาม พนักงานออฟฟิศ นักลงทุน ตัวแทนประกันในวงการแพทย์ ที่ปรึกษาบริษัทประกัน หรือเซลล์บริษัทยา ส่วนใหญ่จะเป็นภาคเอกชน เพราะตลาดเอกชนต้องการหมอจำนวนมาก และต้องการตลอดเวลา รวมถึงค่าตอบแทนก็สูงมากเช่นกัน

พี่จา: ถ้าย้อนเวลาได้ พี่เอิร์ธจะยังเลือกเรียนคณะแพทย์เหมือนเดิมไหม

พี่เอิร์ธฐา:ถ้าย้อนเวลาได้ก็ยังเลือกเรียนหมอเหมือนเดิมเพราะจริง ๆ ชอบเรียนหมอมาก ชอบที่ได้ใช้ความรู้ และได้ช่วยชีวิตคน การได้เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตคน ซึ่งคือจุดเปลี่ยนที่ว่าเขาจะอยู่หรือจะตาย หรือการทำให้คนที่หัวใจหยุดเต้นกลับมาเต้นอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก เราที่สัมผัสสิ่งเหล่านี้ประมาณ 2 ปี 7 เดือน ยังรู้สึกว่าได้ใช้ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างคุ้มค่า ผ่านอะไรมาเยอะมาก รวมถึงได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตจากคนไข้ เห็นเกิดแก่เจ็บตาย ทั้ง ๆ ที่อายุแค่ 27 ปีเอง หากชอบวิชาชีพแพทย์จริง ๆ เรียนแล้วไม่เสียเวลา และจะได้อะไรกลับไปแน่นอน

“ถ้าสภาพแวดล้อมการทำงานดี ค่าตอบแทนเหมาะสม และภาระงานไม่หนักจนเกินไป เราอาจจะยังอยากเป็นหมอต่อไป เพราะอาชีพหมอก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ดี”

พี่จา: จากการเรียนและการทำงานที่ไร้ Work-Life Balance รวมถึงปรากฏการณ์หมอเรียนจบแล้วลาออก พี่เอิร์ธอยากบอกอะไรกับน้อง ๆ ที่กำลังตัดสินใจจะเรียนต่อคณะนี้บ้าง

พี่เอิร์ธฐา:เราซื้อเวลาไม่ได้ อย่าเปลี่ยนใจไม่เรียนคณะแพทย์ เพราะเห็นคนอื่นลาออกเพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า ระบบสาธารณสุขอาจจะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้ ดังนั้น อย่าทำอะไรที่เราจะเสียดายในอนาคต ถ้าอยากเรียนก็เรียนเลย ฟังจากคำบอกเล่ามันไม่เห็นภาพ น้อง ๆ ต้องมาเจอเองบางคนอาจจะชอบความลำบากก็ได้ อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมีทางออกเสมอ ทางออกของหมออาจจะดีกว่าบางสายชีพ เพราะมีอาชีพอื่นรองรับ และหมอไม่มีวันตกงานในประเทศไทย

“ถ้าหมอคือความชอบ ความฝัน อยากเป็นก็เป็นเลย เรื่องเล่าก็เป็นแค่เรื่องเล่า เราอายุ 18 ปี เรายังมีแรงมี Passion อย่าปล่อยให้อะไรมาทำลาย Passion ของเรา ทุกอย่างก็มีการพัฒนาให้ดีขึ้นตามกาลเวลา หมอเรียน 6 ปี เพราะฉะนั้นอย่างน้อย 7 ปี กว่าหนูจะได้เจอโลกการทำงานจริง ไม่แน่ตอนนั้นหนูอาจจะชอบก็ได้ หรือระบบอาจจะพัฒนามากขึ้นด้วย”

สุดท้ายนี้ ถ้าใครอยากติดตามงานของ ‘พี่เอิร์ธฐา’ก็อย่าลืมติดตาม YouTube: AERTHA Channel, TikTok: @aertha33และ Instragram @aerthaกันได้เลยจ้า น้อง ๆ คนไหนที่กำลังค้นหาตัวเอง อยากเรียนในคณะแพทย์ หรือสายวิทย์สุขภาพ ก็ลองนำข้อมูลจากพี่เอิร์ธฐาที่เป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่เราไม่ค่อยจะได้ยินนัก ไปประกอบการตัดสินใจของเราได้เลย สำหรับวันนี้ พี่จา พี่บอนไซ SparkD และพี่เอิร์ธฐาต้องขอตัวก่อน แล้วพบกันใหม่ใน EP. หน้า สวัสดีจ้า บั๊ยบาย

. . . . . . . . .

พี่จา SparkD เขียน/สัมภาษณ์
พี่บอนไซ SparkD ถ่ายภาพ
พี่อิ๋ว SparkD กราฟิกดีไซน์
พี่ฟิวส์ พี่แอล SparkD บรรณาธิการ
ขอขอบคุณสถานที่Walden Home Cafe

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...