โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อย่าให้เพื่อนอาเซียนระแวง อย่าให้ทหารพม่าหลอกใช้ (2) | สุทธิชัย หยุ่น

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 ธ.ค. 2566 เวลา 04.17 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2566 เวลา 02.11 น.

สถานการณ์ในพม่าวันนี้เป็นจังหวะสำคัญที่ไทยจะสามารถแสดงบทบาทเป็น “สะพาน” เชื่อมต่อกับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสงครามที่กำลังเข้าสู่จุดพลิกผันอย่างมีนัยสำคัญ

เป้าหมายของไทยควรจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับทุกฝ่าย แต่ต้องเน้นการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันของอาเซียนเพื่อระดมสรรพกำลังในการแก้วิกฤตของเพื่อนบ้านทางด้านตะวันตกของเราอย่างจริงจัง

โดยยึดเอา “ฉันทามติ 5 ข้อ” ของอาเซียนเป็นเสาหลัก

รัฐมนตรีต่างประเทศปานปรีย์ พหิทธานุกร จำเป็นต้อง “ปรับความเข้าใจ” กับเพื่อนอาเซียนโดยเฉพาะอินโดนีเซียเพิ่งจะหมดหน้าที่เป็นประธานหมุนเวียนอาเซียนในประเด็นเรื่องพม่า

เพราะวงการทูตตระหนักดีว่าอินโดฯ (กับมาเลเซียและสิงคโปร์) มีความระแวงว่ารัฐบาลไทยชุดก่อนภายใต้การนำของนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารพม่าของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย

มีผลให้คุณดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศไทยในขณะนั้น, ติดต่อกับรัฐบาลทหารพม่าในระดับทวิภาคีและจัดแจงให้มีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการที่เรียกว่าการพูดคุย Track 1.5 กับรัฐบาลทหารพม่าและชาติอื่นๆ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกันล่วงหน้า

หากแต่ส่งบัตรเชิญให้เพื่อนอาเซียนในนาทีสุดท้าย จนบางประเทศอาเซียนไม่ส่งตัวแทนมาร่วมเลย

เกิดภาพความแตกแยกระหว่างสมาชิกอาเซียนกรณีพม่าซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักการ Asean centrality หรือ “ความเป็นแกนกลาง” ของอาเซียน

ขณะเดียวกันก็มีภาพว่า มิน อ่อง ลาย ใช้ประเทศไทยเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับรัฐบาลทหารของตน

เพราะรัฐบาลไทยในขณะนั้นพร้อมที่จะแสดงความชิดเชื้อกับตนโดยไม่สนใจว่าสมาชิกอาเซียนอื่นจะมีความรู้สึกอึดอัดกับท่าทีของไทยในเรื่องนี้อย่างไร

เกิดภาพต่อมาว่ารัฐบาลไทยของ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพพม่ามากกว่าจุดยืนของอาเซียน

อาเซียนต้องการให้ไทยช่วยกดดันให้มิน อ่อง ลาย ต้องเดินทางแนวทางของอาเซียน ไม่ใช่ให้ไทยช่วยพม่าลดแรงกดดันของอาเซียน

วันนี้ เมื่อสถานการณ์ในพม่าเอื้อต่อการที่รัฐบาลไทยที่มีนายกฯ ชื่อเศรษฐา ทวีสิน และรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ที่ชื่อปานปรีย์ จะแสดงบทบาททางการทูตเชิงสร้างสรรค์ จึงเปิดโอกาสให้ไทยปรับยุทธศาสตร์ให้ทันท่วงที

เพื่อให้ไทย “กลับสู่จอเรดาร์ของเวทีระหว่างประเทศ” อย่างสมศักดิ์ศรี

คุณปานปรีย์ได้วางแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยไว้หลายข้อที่น่าสนใจและสอดคล้องกับทิศทางที่ควรจะสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับไทยในภาวะที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและกว้างขวางในภูมิภาคนี้

ในการมอบนโยบายให้กับเอกอัครราชทูตและกลสุลใหญ่ไทยจากทั่วโลกเมื่อเร็วๆ นี้คุณปานปรีย์ได้วางไว้ 4 แนวทาง

หนึ่ง นโยบายต่างประเทศต้องเกิดขึ้นที่ “บ้าน” (begins at home) จะต้องสอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ คือ สามารถตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งยังสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า กระทรวงมีส่วนร่วมที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ และสามารถทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีได้

สอง นโยบายต่างประเทศต้องเป็น “เชิงรุก” (proactive) โดยกล้าคิดริเริ่ม และแสดงบทบาทนำที่เด่นชัดในประเด็นระหว่างประเทศที่เป็นผลประโยชน์หลักของไทย และการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งให้กับอาเซียน

สาม นโยบายต่างประเทศต้อง “มองไปข้างหน้า” (forward-looking) โดยมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการกำหนดวาระของโลก โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นจุดแข็งของไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สี่ นโยบายต่างประเทศต้อง “ขยายวงและเข้าถึง” (reach out) โดยเข้าถึงขั้วอำนาจและประเทศต่างๆ ทั้งใกล้และไกล

และเข้าถึงบุคคลและองค์กรที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ

ส่วนความคาดหวังในการทำงานของทูตไทยในต่างประเทศนั้น คุณปานปรีย์ต้องการให้มีความเข้าใจในประเด็นการต่างประเทศในบริบทโลกปัจจุบันที่มีความหลากหลายทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี รวมทั้งห่วงโซ่อุปทาน

อีกทั้งต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพื้นที่ที่ประจำการ และบ่งชี้ให้ได้ว่า ประเทศใดเป็นประเทศยุทธศาสตร์ของไทย

และจะต้อง reach out ไปพบกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเข้าถึงศูนย์กลางทางอำนาจและบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญในเรื่องที่เป็นประโยชน์ของไทย และต้องสามารถนำเสนอจุดเด่นและจุดแข็งและความน่าสนใจของประเทศไทยเพื่อนำประเทศไทยไปสู่แนวหน้าของประชาคมระหว่างประเทศ

ทำให้เขาเห็นว่าประเทศไทยมีความสำคัญ (Thailand matters)

คุณปานปรีย์เน้นว่านักการทูตไทยจะต้องเข้าใจโลกที่มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์(social media) อย่างแพร่หลาย และมี audience ในวงกว้างกว่าสื่อแบบดั้งเดิม

การทำงานของท่านทูตและท่านกงสุลใหญ่ในยุคนี้จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว

แนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศยุคใหม่เชิงรุกจะช่วยสนับสนุน “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” (economic diplomacy) ซึ่งเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลด้วย

ที่ผ่านมา นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ได้เดินทางไปเยือนกว่า 11 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจ และได้พบบริษัทเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “บิ๊กเทค” เพื่อดึงดูดการลงทุนมายังไทยแล้วกว่า 60 บริษัท นอกจากนี้ ท่านยังได้มีดำริให้จัดการประชุมระหว่างเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ และผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์และฝ่ายส่งเสริมการลงทุน เพื่อร่วมกันหารือ

และชี้ประเทศเป้าหมายของการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกด้วย

เอกอัครราชทูตมีฐานะเป็นหัวหน้า “ทีมประเทศไทย”

เมื่อเห็นแนวทางเช่นนี้เท่ากับว่าหากทำตามหลักการที่รัฐมนตรีต่างประเทศวางไว้การทูตไทยจะมีความสำคัญต่อการปรับบทบาทของไทยต่อกรณีพม่าอย่างมาก

หากคุณปานปรีย์จะเดินสายพูดคุยกับ “ผู้มีส่วนได้เสีย” หรือ stakeholders ที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับสงครามในพม่าโดยประสานกับเพื่อนเราในอาเซียนอย่างใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนมุมมองกันตลอดเวลา การทูตไทยก็จะกลับมาผงาดอีกครั้งหนึ่ง

เป็นการหวนกลับมาเป็น “การทูตเชิงรุก” ที่ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศในลักษณะ “การทูตโทรโข่ง” (megaphone diplomacy)

หากแต่สามารถจะใช้การทูตเบื้องหลังเพื่อผลักดันและช่วยอำนวยความสำดวกให้กับผู้เกี่ยวข้องต่อรองเจรจาเพื่อหาทางยุติการสู้รบโดยเร็วที่สุด

ข้อเสนอให้มี “ระเบียงความช่วยเหลือมนุษยธรรม” ตรงชายแดนไทย-พม่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีความสำคัญ

เพราะการทูตที่มีประสิทธิภาพคือการทูตที่ช่วยเหลือผู้สูญเสียและผู้ตกเป็นเหยื่อของสงครามโดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวพันใดๆ กับความขัดแย้งนั้นๆ

ระเบียงความช่วยเหลือมนุษยธรรมหรือ Humanitarian Corridor ที่ว่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การเจรจาต่อรองทางด้านการทหาร, การเมืองและเศรษฐกิจทั้งสิ้นทั้งปวง

แน่นอนว่าเราคงหวังจะเห็นสันติภาพในพม่าในเร็ววันไม่ได้เพราะความขัดแย้งนี้มีประวัติอันยาวนาน และต่างฝ่ายต่างมีเงื่อนไขสำคัญของตนที่ต้องมาจากการเปิดอกพูดคุยกันเท่านั้น

คุณปานปรีย์อาจจะเสนอให้ประเทศไทยเป็น “จุดนัดพบ” ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลายทั้งปวงเพื่อเปิดฉากการแลกเปลี่ยนแนวทางของการยุติสงคราม

นำไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่ออกแบบระบอบการปกครองที่ฝ่ายต่างๆ ในพม่ามีความเห็นสอดคล้องกัน

หัวใจของบทบาท “เชิงรุก” ของไทยในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานสั้นๆ ง่ายๆ คือ

อย่าให้เพื่อนอาเซียนระแวง

อย่าให้ทหารพม่าหลอกใช้เรา!

ท่องสองประโยคสั้นๆ นี้ไว้และเดินหน้าสร้าง “ความน่าไว้วางใจ” ของไทยเราอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ

นี่คือก้าวแรกของการที่จะให้ประเทศไทย “กลับมาชกมวยรุ่นที่เหมาะกับศักยภาพอันพึงมีของไทย” มากที่สุด!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...