'หมอสอง' เปิดบ้าน 200 ล้าน เล่าละเอียด 25 วันที่ถูกจับ เผยท่องโลกล่าสุดค่าทัวร์ 1.6 ล้าน
‘หมอสอง’ เปิดบ้าน 200 ล้าน เล่าละเอียด 25 วันที่ถูกจับ เผยท่องโลกล่าสุดค่าทัวร์ 1.6 ล้าน
เป็นข่าวครึกโครมไปเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับ หมอสอง- นพ.นพรัตน์ รัตนวราห ศัลยแพทย์ชื่อดังของเมืองไทย ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวที่ประเทศมาลี เป็นเวลากว่า 25 วัน ก่อนจะเจรจาจ่ายเงิน กระทั่งได้เดินทางกลับมาประเทศไทยอย่างปลอดภัย
ล่าสุด หมอสอง ได้เปิดบ้าน พร้อมโรงพยาบาล ให้ช่องยูทูบ Nickynachat เข้าไปเยี่ยมชม และเปิดใจเล่าละเอียด ถึงเหตุการณ์ตลอดระยะเวลา 25 วันที่ผ่านมา ในตอน เปิดบ้าน“หมอสอง” 200 ล้าน!! หลังโดนลักพาตัว
ก่อนจะเริ่มเปิดบ้านนั้น หมอสอง ได้พาไปดูโรงรถ ทั้งรถเบนซ์ ที่นำไปแต่งเล็กน้อย รวมไปถึงรถ ลัมโบร์กินี Aventador ที่หมอสองซื้อมือหนึ่งมาเมื่อราว 7 ปีที่แล้ว สนนราคาราว 30 ล้านปลายๆ เกือบ 40 ล้านบาท
ต่อด้วยการเริ่มพาทัวร์โรงพยาบาล ทั้งห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ ห้องพักฟื้นต่างๆ พาไปดูยันเตียงผ่าตัด ที่จะต้องไม่มีรอยตะเข็บราคานับล้านบาท รวมไปยัน คอร์ตแบตที่อยู่ด้านหลัง ที่จะเปิดให้เพื่อนๆได้มารวมกลุ่มเล่นกีฬากันได้
ไล่เรียงไปจนถึง ห้องดูหนังในบ้าน ที่เป็นระบบเสียง atmos เหมือนในโรงหนัง สนนราคาเบาๆ 3 ล้านบาท ทั้งยังพาไปดูน้องแมว ตัวละกว่าแสนบาท ซึ่งคุณหมอสองเตรียมจะลงขาย เพราะว่าคลอดลูกออกมาเยอะ
จากคนธรรมดา สู่หมอศัลยกรรมชื่อดัง
ที่ห้องดูหนังในบ้านนี่เอง หมอสอง ได้เล่าถึงชีวิตว่า ชีวิตไม่ได้เกิดมามีฐานะ เป็นคนธรรมดา เป็นเด็กต่างจังหวัด จ.แพร่ บ้านทั้งหมดเริ่มจากศูนย์ ตั้งใจสอบเข้าแพทย์ และก็ชอบงานด้านศัลยกรรม ก็ไปเรียนศัลยกรรมทั่วไปที่เชียงใหม่ 4 ปี และมาเรียนที่จุฬาฯ ต่อ มุ่งมั่นทางนี้ กระทั่งมีอย่างทุกวันนี้
และเมื่อถามถึงราคาบ้านและโรงพยาบาลนั้น หมอสองก็บอกว่า เกิน 100 ล้าน ไม่ได้จดละเอียด ห้องผ่าตัด ที่เราลงทุน ก็เป็น 10 ล้านแล้ว ตอนนี้อายุ 50 ปีแล้ว ก็ทั้งหมด เราทำคลินิกความงาม ทุกอย่าง ก็ทำหน้าตัวเองที่นี่ เคยฉีดเอง ส่องกระจกฉีด แต่ลำบาก ก็ให้หมอ สลับกันฉีดให้
ก่อนจะออกท่องโลก
หมอสอง บอกว่า เริ่มเที่ยวตั้งแต่จบหมอใหม่ๆ ก็พาแม่ไปจีน ค่าทัวร์ถูกมาก จนจบศัลยกรรมตกแต่ง ก็เริ่มมีเงิน พอไปเจอกลุ่มเพื่อนที่เที่ยว ก็นับไปนับมา ก็ได้ 100 กว่าประเทศ เขาก็บอกยินดีต้อนรับสู่ คนที่ท่องเที่ยวเก็บประเทศ เวลาเที่ยวทริปใหม่ๆ ก็เลือกประเทศที่ยังไม่เคยไป หลังๆ ก็จะมีแต่ประเทศแปลกๆ ของเรามีบันทึกประเทศว่าไปไหนมาแล้ว ต้องขึ้นลิสต์ที่เขานับว่าเป็นประเทศ ประมาณ 199 ประเทศ ทุกประเทศมีเสน่ห์ จึงตั้งใจว่าจะไปให้ครบทุกประเทศ
“จริงๆ คนไทย มีคนหนึ่งชื่อพี่แจ้ น่าจะเยอะสุดในประเทศไทย แต่ว่าของเราใกล้แล้ว เลยคิดว่าไปให้ครบเลยไหม อันไหนประทับใจก็ค่อยไปเที่ยวซ้ำ แต่คนชอบถามว่าเที่ยวครบแล้วจะไปไหน ก็อยากไปอวกาศ อยากไปอะไรที่เป็นประสบการณ์ใหม่ มันมีโปรเจกต์อยู่ ให้จองแล้ว ก็ประมาณ 2-3 ล้านบาท”
แอฟริกา ทริปนี้แพงที่สุด
หมอสอง ยังได้เล่าถึงราคาการท่องเที่ยวแต่ละทริป โดยว่า แอฟริกาบางทริปก็ 2 ล้านกว่าบาท ที่แพงสุดคือแอฟริกา แพง 2-3 เท่า บางทีมันแพงแบบไม่มีเหตุผล เพราะบริษัททัวร์เขาน้อย ตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้ และเรื่องความปลอดภัย พอเราไปประเทศเหล่านี้ ก็จะมีคนคอยดูแลความปลอดภัยให้เรา อย่างโซมาเลีย พวกโจรเรียกค่าไถ่ อยู่ตรงนั้นเลย อย่างแต่ก่อนที่เราคิดว่าแพงมาก ก็เป็นขั้วโลกเหนือ นั่งเรือตัดน้ำแข็งพลังงานนิวเคลียร์ ไปถึงขั้วโลกเลย แต่คุ้ม ไปกลับประมาณ 2 อาทิตย์ได้
“ทริปนี้ ก็รู้สึกว่า จะรอดกลับมาหรือเปล่า อยู่ที่นั่น คิดอะไรก็ร้องไห้ได้ตลอด ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเจอหน้าแม่ หน้าน้องไหม เขาไม่พูดอะไร ไม่บอกเราเลย ข้อมูลไม่เหมือนกัน ไม่ฆ่า ไม่เรียกเงิน หรือไร เราไม่รู้จุดมุ่งหมายว่าเขาจับเรามาผิดแล้วเรียกค่าไถ่เลยหรือไม่ ทัวร์ครั้งนี้ ประมาณ 1.6 ล้าน ไปถึงไม่มีการ์ด อันนี้เป็นความผิดพลาดของเราด้วย ที่ไม่ได้เช็กดู มัวแต่ผ่าตัด และก็คิดว่าเคยไปกับเขา 2-3 ทริป ไม่มีปัญหา”
โดนจับในที่อันตรายสุดในโลกแห่งหนึ่ง
นพ.นพรัตน์ เล่าต่อว่า ช่วงที่เดินทางจากบูร์กินาฟาโซ เข้ามาลีเนี่ย มันนั่งรถนาน ยังย้ำถามเขาว่าปลอดภัยไหม นั่งรถ 8 ชั่วโมง มีเมืองเจนเน่ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่เป็นมัสยิดที่ทำจากดินใหญ่ที่สุดในโลก เขาเลยบอกว่าให้นั่งดีกว่า ตอนที่เรานั่งรถไปแถบนั้นเป็นรถโทรมๆ พอหรูก็อาจจะเป็นหน่วยราชการ หรือ องค์กรอะไร ตรงนั้นเป็นอะไรที่แร้นแค้นมาก พอรอดมาไปดู เกิดเหตุแบบนี้บ่อย เป็นที่ๆอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็ว่าได้
“ตอนเดินทาง เรานั่งหลับ ก็ได้ยินเสียงปังๆ ก็ตกใจตื่น เขาก็บอกว่าเราโดนยิง พอขับไปหน่อย เจอคนถือปืนมา ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเราฝันไป ด้วยความที่ปืนไปโดนอะไรสักอย่าง ก็เลยขับกลับไปตามที่โจรบอกให้กลับไป พอไปถึง ก็เจอคนเอาปืนมาจี้ เราก็เอามือไว้ท้ายทอยตามเขา เสร็จแล้วเขาก็มาจับเอาผ้ามาปิดตา และก็จับเราขึ้นรถ ตอนนั้นไกด์ก็มาเบียด คนขับรถด้วย ก็เหมือนขับไปทางออฟโร้ด เข้าไปสัก 20-30 นาที ก็เป็นป่า เขาก็ถามว่าเราเป็นตำรวจไหม มาจากไหน”
หนีข้ามวัน สุดท้ายไม่รอด
“แล้วเขาก็ให้เราไปนั่งต้นไม้ รอคุยกับหัวหน้าเขา และจะปล่อย แต่กลายเป็นว่า เขาให้เรานั่งมอเตอร์ไซค์ 8 ชั่วโมง เขาก็พยายามบอกว่าอย่าคิดหนี เข้าไปถึง ต้องข้ามน้ำไปลงเรือ ก็ไปเจอจุดที่เป็นต้นไม้ใหญ่ๆ เราก็คิดหนีตลอดทาง แต่เข้ามาลึกๆ ก็คิดว่าต้องตามน้ำ หนีก็คงไม่รอด เราก็ห่วงตัวเอง ว่าที่พูดจริงไม่จริง ตอนเช้ามืดก็เลยหนี ลองเดินออกมา และก็วิ่ง ลงน้ำหนีไปเรื่อยๆ หนีได้เช้ายันเย็น สุดชีวิต อันไหนวิ่งได้ก็วิ่ง คลานก็คลาย สักพักได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์รอบ ก็มุดในน้ำ จนขึ้นจากน้ำได้ ก็ออกมาเจอไร่ข้าวโพดบ้าง หลังหมู่บ้าน จนคิดว่าปลอดภัยแล้ว ก็ไปถามหาถนนใหญ่ สุดท้ายเขาเป็นพวกเดียวกัน จนโดนจับ”
“ตอนนั้นเสียวแวบ รู้ว่าคนมาเยอะ มาเดินเห็นเราและบอกว่าให้รอตรงนี้ๆ ก็หนีออกไป ก็มาเจอเรา เขามีปืน เขาก็บอกให้เรา เราก็กลัว แต่เขาไม่ทำร้าย สุดท้ายก็ปล่อยวาง เขาขัง เราก็กินข้าว ใส่กุญแจมือ เอาเราขึ้นเรือผูกตา ไปขี่มอเตอร์ไซค์ต่อ เดินลุยน้ำอีก รู้สึกว่าไกลมาก รอบนี้ก็มีตรวนที่ข้อเท้า ก็นอนแบบนั้น ทรมาณมาก เช้าวันต่อมา ก็แกะกุญแจมือให้”
นาทีเจรจาปล่อยตัว
คนที่มาเจรจาก็สลับๆกัน เขาก็อาวุโสหน่อย แต่ไม่รู้ว่าใครคือหัวหน้าเขา เรียกว่าพยายามเอาตัวรอด กว่าจะมาคุย ราวๆ 3 สัปดาห์ เราอยู่ในนั้น 25 วัน จนเปิดใจ มีคนไม่เคยเห็นหน้ามา 3 คน ก็ดีใจ เลยขอคุย ถ้าไม่มีอะไรอาจจะได้กลับ เขาก็ถามว่ายอมเท่าไหร่ แลกกับอิสรภาพ เราก็ใจแป้ว เพราะรู้สึกว่าใช้เวลา ตอนแรกเขาเสนอมาเวอร์มาก เราก็บอกว่าเราเป็นแค่หมอธรรมดา เขาก็บอกว่าน้อย เพราะกลุ่มเขาใหญ่มาก จึงเสนอไปว่าเท่านี้ เรื่องเงินเราก็รู้สึกว่าไม่บอกจำนวนดีกว่า เผื่อคนอื่นเข้าไปอย่างไร มันเซ้นซิทีฟ
พอตกลงแล้ว ก็ต้องโทรหาแม่ เพื่อขอเบอร์เฟร้นฟราย บอกเขาว่าจะให้แฟนไปยืมเงินจากเพื่อนๆ และถ่วงเวลา ทำทีว่าเงินที่ได้ไม่พอ ให้รอหน่อย เพื่อป้องกัน เผื่อเขาจะเล่นแง่ แล้วเขาก็ให้เราไปอีกที่หนึ่ง ก่อนพาเราไปหาที่มีสัญญาณมือถือ แม่ก็ร้องไห้ ก็คุยกับเขา และก็ขอเบอร์ หลังจากนั้น ก็ปลดล็อก เขาก็ทำตามที่เราบอก เราก็นั่งรอ นอนรอ ทั้งวัน เมสเซสก็ดีเลย์ จนเย็น เขาก็บอกให้ไปนอนที่เก่า จนอีกวันก็บอกว่า พาสปอร์ต วีซ่าไม่มี ไฟล์ทกลับอะไรบ้าง ระหว่างนั้นเขาก็บอกว่า ทุกขั้นตอนเขาต้องปลอดภัย ไม่ให้คนของเขาถูกจับ ก็จะยกเลิกทุกอย่าง ไม่งั้นเราเสี่ยง
จนตอนปล่อย คืนนั้นเราไม่นอน เขาก็ยิ้มแย้ม ส่งเมสเซสมาให้เรา เฟร้นฟรายก็ส่งข้อความมา บอกให้ฟังอันนี้ จะมีคนไปรอ ก็เลยออกไปบูร์กินาฟาโซ แล้วกลายเป็นมีคนมาเป็นทอดๆ จับมือเรา กอด ยิ้มแย้ม รอไปสักพัก ก็ได้ยินเสียงรถ ก็ถามเขาว่าเราจะโดนกลุ่มอื่นจับอีกไหม เขาก็บอกว่าเขาจะดูแลเรา และบอกให้เราไปตอนไหนๆ ไม่โดนทหารมาดักยิง เราไม่มั่นใจอะไรเลย กลัวถูกดักยิงข้างหน้า จนออกมาได้ เจอกับถนนแล้ว ก็ขับรถไปเจอด่าน ทหาร ตำรวจ ก็ใจชื้น ก็ค่อยจอดซื้ออะไรกิน
“มื้อแรก แบบแซนด์วิชไข่ธรรมดาๆ ก็คุยกัน ถ่ายคลิป รอดแล้วเนอะ ก็กอดกัน เราก็จอดรอ กระทั่งมีคนมาช่วยเรา เน็ตพอมีก็ไล่โทรหาทุกคน ตอนนั้นตั้งใจกลับให้เร็วที่สุด”
ก่อนจะเล่าถึงช่วงเวลาที่ถึงไทยว่า แค่ได้เห็นคุณแม่อยู่ไกลๆ “ก็จุกอกแล้ว ความรู้สึกสุดๆจริงๆ”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- หมอสอง เล่านาทีถูกจับ เคยหนีแต่ไม่รอด แฟนสาวเผยขั้นตอนช่วยเหลือ 25 วัน สุดทรมาน
- เปิดภาพแรก ‘หมอสอง’ นาทีเหยียบแผ่นดินไทย หลังถูกจับเรียกค่าไถ่ 25 วัน
- วันที่รอคอย ‘หมอสอง’ เปิดคลิปวินาทีได้รับ ‘อิสรภาพ’ หลังถูกลักพาตัว 25 วัน
ขอบคุณคลิปจากช่อง Nickynachat