โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Night Museum ส่งท้ายปี 65 เส้นทางสายมูฉบับความรู้และประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

Sarakadee Lite

อัพเดต 02 ม.ค. 2566 เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2565 เวลา 19.28 น. • ศรัณยู นกแก้ว

ปิดท้ายปี 2565 ด้วยความรู้และเกร็ดประวัติศาสตร์แบบอัดแน่นกับกิจกรรม ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ Night at the Museumพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2566 ตั้งแต่เวลา 17.00-19.30 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม และเพื่อต้อนรับการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2566 อย่างเปี่ยมความรู้และพลังใจ ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครซึ่งได้ปรับปรุงอาคารและรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการถาวรครั้งใหญ่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ได้แนะนำเส้นทาง“นบพระ ไหว้ (เทพ) เจ้า” เพื่อสักการะพระ เทพ เทวดา ผู้ครองเรือนชะตามนุษย์ตามความเชื่อที่มีมาแต่อดีต รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกปักรักษาพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้า ที่ประทับของพระมหาอุปราชตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

“เป็นครั้งแรกที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดเส้นทางสายมูนำชมโบราณวัตถุเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ เพราะอยากให้มูแบบมีความรู้และเข้าใจว่ามูเพราะอะไร ให้รู้ต้นสายปลายเหตุและประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ” ศุภวรรณ นงนุช ภัณฑารักษ์ชำนาญการและผู้นำชมเส้นทาง นบพระ ไหว้ (เทพ) เจ้า กล่าว

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เนื่องจากระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2566 ทางพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมเฉพาะพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระตำหนักแดง หมู่พระวิมาน และโรงราชรถ เส้นทางนำชมในกิจกรรม Night at the Museum จึงเริ่มจากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ สถานที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ จากนั้นไปชมพระตำหนักแดงที่จัดแสดงศิลปวัตถุเกี่ยววิถีชีวิตของเด็กไทยในอดีต ตั้งแต่การเกิด การโกนจุก การละเล่นและการศึกษารวมถึงความเชื่อเรื่องนพเคราะห์และยันต์แม่ซื้อ และต่อไปยังหมู่พระวิมานเพื่อสักการะพระคเณศ พระชัยมงคลและพระภูมิเจ้าที่ และปิดท้ายที่หอแก้วศาลพระภูมิสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งประจำกรมศิลปากร ซึ่งใช้เวลาชมราว 1 ชั่วโมง ประชาชนทั่วไปสามารถจองรอบเอ็กซ์คลูซีฟมีภัณฑารักษ์นำชมได้ตั้งแต่เวลา 17.00-18.00 น.

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธสิหิงค์

พิกัด : พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

จุดแรกที่ไม่ควรพลาดคือการกราบสักการะ พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือของชาวกรุงเทพฯ มาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์และยังเป็น 1 ใน 3 พระพุทธสิหิงค์องค์สำคัญของไทย เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานดอกบัว พระหัตถ์แสดงปางสมาธิ มีพระรัศมีคล้ายเปลวเพลิง คาดว่าสร้างในปลายพุทธศตวรรษที่ 20

ตามประวัติ พระพุทธสิหิงค์ องค์นี้ประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย และต่อมาเคลื่อนย้ายไปตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ หลายแห่ง ได้แก่ พิษณุโลก กรุงศรีอยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย และเชียงใหม่ จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานไว้ในวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์เป็นเวลานับร้อยปี กระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเมื่อพ.ศ.2310 สันนิษฐานว่าพระพุทธสิหิงค์ถูกอัญเชิญกลับไปเชียงใหม่อีกครั้ง ต่อมาเมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นแล้ว สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้ารัชกาลที่ 1) ทรงยกทัพไปเชียงใหม่และได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เมื่อ พ.ศ.2338

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระประจำวันเกิด

พิกัด : พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

ในระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2565 – 8 มกราคม 2566 ได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปประจำวันเกิดอีก 9 องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษาในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่

สำหรับการบูชาเทวดานพเคราะห์เพื่อให้เจริญอายุและหายจากโรคภัย เป็นคติความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากศาสนาฮินดู กล่าวว่าพระเคราะห์ทั้ง 9 หรือ “อุปสรรค” เป็นผู้บงการโชคชะตาของมนุษย์โดยมี “พระคเณศ” เป็นเจ้าแห่งอุปสรรคทั้งปวง

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปรากฏการสร้างพระพุทธรูปแทนนพเคราะห์ประจำวันเกิดดังเช่นที่อัญเชิญมาให้สักการะ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เช่น พระพุทธรูปถวายเนตรประจำวันอาทิตย์ พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรประจำวันจันทร์ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ประจำวันอังคาร พระพุทธรูปอุ้มบาตรประจำวันพุธ และพระพุทธรูปป่าเลไลย์ (บูชาแทนพระราหู) ประจำวันพุธกลางคืน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระหายโศก

พิกัด : พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

พระหายโศกเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับขัดสมาธิเพชรแบบศิลปะล้านนาปกติจัดแสดงที่ห้องล้านนาในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ แต่ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2565-8 มกราคม 2566 ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ร่วมกับพระประจำวันองค์อื่น เนื่องจากมีคติความเชื่อว่าพระพุทธรูปประทับขัดสมาธิเพชร (พระบาทไขว้กันและเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง) เช่น พระหายโศกองค์นี้เป็นพระพุทธรูปประจำวันของผู้ที่ไม่ทราบวันเกิดของตน

พระพุทธรูปนามมงคลนี้สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 21 บริเวณฐานด้านหลังมีการจารึกอักษรไทยว่า

“พระหายโศกมาถึงกรุงเทพฯ วัน 1 11+ 5 ค่ำ (วันอาทิตย์ขึ้น 11 ค่ำเดือน 5) ปิ์มเสงยังเป็นอัฐศกศักราช 1218” ซึ่งในข้อความตรงกับวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2399 ในสมัยรัชกาลที่ 4

การจารึกชื่อ “พระหายโศก” ที่ปรากฏอยู่ที่ฐานของพระพุทธรูปนั้นสะท้อนถึงธรรมเนียมการตั้งชื่อพระพุทธรูปล้านนาที่มักตั้งตามคติความเชื่อด้านพระพุทธคุณในเชิงขจัดปัดเป่าเคราะห์ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่อาจนำความทุกข์โศกมาสู่ผู้กราบไหว้บูชา แต่เดิมนั้นพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปของหลวงและใช้ในการพระราชพิธีเท่านั้น ก่อนที่กรมพระราชพิธีจะส่งมาเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

นพเคราะห์กับยันต์แม่ซื้อ

พิกัด : พระตำหนักแดง

ภายในพระตำหนักแดงจัดแสดง พระอู่จำลอง (เปลเด็ก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ของพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า บริเวณคานเสาด้านบนมี “ยันต์แม่ซื้อ” ติดอยู่โดยด้านหน้ายันต์แม่ซื้อเขียนเป็นภาพแม่ซื้อประจำวันเกิดของทารก (สังเกตได้จากส่วนศีรษะรูปสัตว์ซึ่งเป็นพาหนะของแม่ซื้อประจำวันต่างๆ) ทำหน้าที่เป็นเทวดาพิทักษ์คุ้มครองเด็กๆ ส่วนด้านหลังยันต์เป็นรูปท้าวเวสสุวรรณซึ่งเป็นเทพผู้เป็นใหญ่ของฝ่ายภูตผีทำหน้าที่ปกป้องเด็กไม่ให้ภูตผีมาเอาไปตามความเชื่อในยุคนั้น

“เรื่องเทวดานพเคราะห์เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องแม่ซื้อที่ว่าเด็กทารกจะมีเทวดาหรือภูตประจำตัวตั้งแต่แรกคลอดจากครรภ์มารดา อย่างไรก็ตามเมื่อรัชกาลที่ 3 โปรดให้มีการชำระพระปฐมสมโพธิกาถาและทรงคัดเลือกลักษณะปางตามที่ปรากฏในพุทธประวัติของพระบรมศาสดาจำนวน 40 ปาง มาสร้างถวายเป็นพุทธบูชา และต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 จึงปรากฏการสร้างพระพุทธรูปแทนนพเคราะห์ประจำวันเกิด” ศุภวรรณอธิบาย

ถัดจากพระอู่จำลองเป็นประติมากรรมเทพนพเคราะห์หล่อขึ้นตามรูปแบบของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพซึ่งเป็นวังหน้าในรัชกาลที่ 3 โดยด้านหน้าของเทพนพเคราะห์มีสัตว์พาหนะประจำของแต่ละองค์ปรากฏอยู่ด้วย และเพื่อให้การเรียนรู้เรื่องเทวดานพเคราะห์สนุกและเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ทางพิพิธภัณฑ์จะจัดทำตู้กดกาชาปองรูปสัตว์พาหนะของเทวดานพเคราะห์ทั้ง 9 ทำจากเรซิ่นสีสันสดใสรวมทั้งไอเท็มลับอีก 2 แบบโดยตัวอย่างของกาชาปองบางชิ้นได้นำมาให้ชมด้วย

พระชัยและพระพุทธรูปแกะจากนอระมาด

พิกัด : พระตำหนักแดง

“พระชัย” หรือ “พระไชย”เป็นพระพุทธรูปสำคัญมาแต่โบราณ ปรากฏในพระราชพงศาวดารตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นามพระชัยมีความหมายว่า ชัยชนะ เนื่องด้วยแต่เดิมมีความมุ่งหมายเพื่ออัญเชิญไปในกองทัพยามออกศึกสงครามเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะและการที่สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยมีความหมายว่าปราบมารได้ชัยชนะ นอกจากนี้ยังมีการอัญเชิญในพระราชพิธีต่าง ๆ เรียกว่า พระชัยพิธี เพื่ออำนวยสวัสดิมงคลและขจัดอุปสรรคป้องกันภยันตรายจากสิ่งชั่วร้ายอัปมงคล

ภายในตู้อัฒจันทร์ชั้นพระในพระตำหนักแดงประดิษฐานพระพุทธรูปหลายองค์ และหนึ่งในองค์ที่สำคัญคือพระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับขัดสมาธิเพชรโดยพระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชงฆ์และพระหัตถ์ซ้ายถือตาลปัตร พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระชัยพิธีของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้เป็นทั้งวังหน้าและพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 ในสมัยรัชกาลที่ 4 นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปอีก 2 องค์ที่แกะสลักจากนอระมาดที่คนสมัยโบราณเชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์

“พระพุทธรูปที่แกะสลักจากนอระมาดเป็นงานฝีมือช่างพื้นบ้านโดยแต่ละองค์แกะสลักเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิทั้ง 4 ด้านซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเขาสัตว์มีลักษณะทรงกลมถ้าสลักด้านเดียวอาจไม่สมดุล หรืออาจจะเชื่อมโยงกับพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ นอระมาดถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ในตัวที่เรียกว่า ‘ของทนสิทธิ์’ คือของอะไรที่ผิดธรรมชาติเช่น เขาสัตว์คุด ช้องหมูป่า และไม้ไผ่ตัน คนโบราณถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองและไม่ต้องปลุกเสกและช่วยปกปักรักษา อย่างพระพุทธรูปที่สลักจากนอระมาดนั้นเป็นของทนสิทธิ์ที่เชื่อว่าเมื่อประดิษฐานไว้ที่เรือนหลังใดจะนำความร่มเย็นมาให้ แม้ฝนที่ตกบนหลังคาเรือนนั้นก็ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ครอบคลุมความเป็นมงคลได้ทั้งหลัง” ศุภวรรณให้ข้อมูล

พระคเณศ

พิกัด : พระที่นั่งทักษิณาภิมุข: หมู่พระวิมาน

พระคเณศ ถือเป็น “เจ้าแห่งอุปสรรค” เพราะเป็นผู้ควบคุมดาวนพเคราะห์ทั้งมวล ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับถือพระคเณศว่าเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการและมีหลายรูปลักษณ์และหลายวัยขึ้นอยู่กับการให้คุณในแบบต่าง ๆ สำหรับห้องนี้จัดแสดงเศียรพระคเณศในตู้ร่วมกับเศียรเทพเจ้าและเศียรฤาษีอื่นๆ ที่ใช้ในพิธีไหว้ครูในการแสดงโขนและราฏศิลป์ไทยโดยความพิเศษของ พระคเณศ องค์นี้คือมีเครื่องประดับเป็นต่างหูรูปหัวกะโหลกซึ่งเป็นลักษณะพระคเณศปาง “คณปติ” หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในเหล่าคณะบริวารของพระศิวะ อันได้แก่ ภูติผีปีศาจต่างๆ ดังนั้นการบูชาพระคเณศปางนี้จึงเป็นการบูชาเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย มนต์ดำ สิ่งอัปมงคล และ โรคภัย

สัตตมงคล

พิกัด : พระที่นั่งทักษิณาภิมุข: หมู่พระวิมาน

สัตตมงคล หรือสิ่งมงคล 7 อย่างสำหรับประกอบพิธีไหว้ครูโขนละคร ประกอบด้วย พระตำราไหว้ครูฉบับครูเกษ พระราม ตั้งแต่พ.ศ.2397 ในสมัยรัชกาลที่ 4, หัวโขนพระภรตฤษี (ผู้รับเทวโองการจากพระพรหมมาถ่ายทอดแก่มนุษย์โลก), หัวโขนพระพิราพ (ปางหนึ่งของพระอิศวรผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำ), เทริดโนราพร้อมหน้าพราน, เทวรูป 5 องค์พร้อมตู้ไม้, ไม้เท้าหน้าเนื้อซึ่งเป็นไม้ไผ่หัวเป็นรูปหน้าเนื้อสมันแต่ไม่มีเขา, ประคำโบราณและแหวนพิรอดทำจากผ้าถักลงยันต์แล้วพันด้วยด้าย

พระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) เจ้ากรมโขนในรัชกาลที่ 6 เคยใช้สัตตมงคลนี้ในการประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครู เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. 2478 คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) ได้เก็บรักษาไว้และมอบให้ศิษย์ของท่านคือ นายอาคม สายาคม ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฎศิลป์และผู้ประกอบพิธีครอบโขนละครในพิธีไหว้ครูประจำปี 2507 ในสมัยรัชกาลที่ 9 จนกระทั่งนายอาคมถึงแก่มรณกรรมเมื่อพ.ศ.2525 ทายาทได้เก็บรักษาไว้และต่อมาจึงได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อพ.ศ.2562 และพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำมาจัดแสดง ไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระภูมิเจ้าที่

พิกัด : มุขเด็จ หมู่พระวิมาน

เจว็ดหรือแผ่นไม้จำหลักรูปพระภูมิเจ้าที่ตามตำนานพระภูมิ 9 องค์ซึ่งเป็นโอรสของเจ้ากรุงพาลี ผู้เป็นเจ้าแห่งพระภูมิเจ้าที่ รุกขเทวดา และเทพารักษ์ โดยพระภูมิได้รับมอบหมายให้ดูแลสถานที่ต่างๆ จำแนกตามลักษณะวัตถุในมือและมีการสลับกันทั้งภูมิบุรุษและภูมิสตรี เช่น พระทาสธาราถือพระขรรค์และยืนเท้าเอวมีหน้าที่ปกปักรักษาแหล่งน้ำ พระเทเพนหรือพระเยาวแผ้วถือคัมภีร์และพระขรรค์ทำหน้าที่ดูแลรักษาคอกสัตว์ และพระสุรัสวดีมีหน้าที่ในงานบัญชีคุมกำลังไพร่พล

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระชัยเมืองนครราชสีมา

พิกัด : พระที่นั่งบูรพาภิมุข หมู่พระวิมาน

พระชัยเมืองนครราชสีมาเป็นศิลปะอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 และได้มาจากเมืองนครราชสีมา รอบพระวรกายลงยันต์เป็นอักษรขอมโบราณ แต่ละตัวอักษรเป็นการนำใจความสำคัญในพุทธพจน์ประกอบเข้าเป็นคาถาธาตุกรรมฐานซึ่งในสมัยโบราณใช้ในการปลุกเสกครอบจักรวาล และมักปรากฏเป็นอักขระประกอบในรูปยันต์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการซ่อนคำสอนทางพุทธศาสนาเอาไว้ เช่น คาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ซึ่งมีพุทธคุณคุ้มครองครอบจักรวาล, คาถาหัวใจธาตุ 4 อันเป็นคาถาที่มีพุทธคุณทางด้านคงกระพันชาตรี, คาถาธาตุพระกรณีย์ที่ใช้ในการปลุกเสกเลขยันต์เพื่อเสริมธาตุทางธรรมให้ยันต์และคาถานั้นมีกำลังมั่นคงไม่เสื่อมคลาย และคาถาดวงแก้วทั้ง 4 ประกอบด้วยอักขระ นะ มะ อะ อุ เด่นในทางด้านโชคลาภ มหาเสน่ห์ และแคล้วคลาดปลอดภัย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

หอแก้วศาลพระภูมิวังหน้า

พิกัด : ด้านข้างพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

หอแก้วเป็นศาลพระภูมิประจำวังหน้าสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ 1แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325-2346) สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นพร้อมๆ กับพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ.2325 หรือหลังจากนั้นเล็กน้อยเพื่อเป็นที่สถิตของพระภูมิเจ้าที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินที่สร้างวัง

ลักษณะการสร้างเป็นแบบพิเศษ คือ สร้างเป็นหอเหนือเขามอหรือเขาจำลองขนาดย่อม ก่อด้วยศิลาเลียนแบบโขดหินในธรรมชาติตามแบบอิทธิพลศิลปะจีนเรียกว่า “หอแก้ว” ภายในประดิษฐานรูปเจว็ด หรือแผ่นไม้ทรงเสมาเขียนรูปเทวดาซึ่งเป็นพระภูมิเจ้าที่ปกปักรักษาสถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่เคารพสักการะของชาววังหน้ามาแต่อดีตกาล ปัจจุบันนับถือเป็นสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งประจำกรมศิลปากร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เครื่องรางโอมาโมริแก้ชงปีเถาะ

พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมNight at the Museum กับเส้นทาง “นบพระ ไหว้ (เทพ) เจ้า”ยังร่วมได้ลุ้นรับของที่ระลึกสุดพิเศษวันละ 5 ชิ้นในระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2566 เป็น “เครื่องรางโอมาโมริแก้ชง ปีเถาะ ธาตุน้ำ” ภายในบรรจุยันต์ “องค์ไท่ส่วย” ปี 2566 ที่ได้รับเมตตาอธิษฐานจิตจากพระอาจารย์จีนคณาณัติจีนพรต (เย็นงี้) เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)องค์ไท่ส่วยคือเทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตาและมีอยู่ทั้งสิ้น 60 องค์ที่หมุนเวียนทำหน้าที่คุ้มครองดวงชะตาในแต่ละปี สำหรับปี 2566 เป็นปีเถาะ ธาตุน้ำจึงเป็นหน้าที่ของ “ผีสือต้าเจียงจวิน” หรือ “ผีสือไท่ส่วย”

ด้านหน้าของเครื่องรางโอมาโมริทอเป็นรูปองค์ไท่ส่วยประจำปี 2566 ด้วยเส้นสีทองบนพื้นหลังสีน้ำเงินตามธาตุน้ำ พร้อมอักษรไทยประดิษฐ์แบบจีนว่า “ไท่ส่วย” ส่วนด้านหลังเป็นรูปกระต่ายพร้อมคำอวยพรอักษรไทยประดิษฐ์แบบจีนว่า “ร้อยวาสนา พันมงคล”

Fact File

  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหน้าพระธาตุ กรุงเทพฯ เปิดพิพิธภัณฑ์ให้ชมยามค่ำระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2566 ตั้งแต่เวลา 17.00-19.30 น.โดยไม่เสียค่าเข้าชมในวันดังกล่าว ทั้งนี้มีรอบนำชมโดยภัณฑารักษ์ระหว่างเวลา 17.00-18.00 น. ลงทะเบียนได้ที่หน้างาน
  • สอบถามเพิ่มเติม: โทรศัพท์ 02-224-1333 และ 02-224-1402 หรือ Facebook.com/nationalmuseumbangkok

The post Night Museum ส่งท้ายปี 65 เส้นทางสายมูฉบับความรู้และประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...