‘พี่เป๊ก’ กับชีวิตเด็กทุน Chevening ในรั้วเอดินบะระ เรียนนโยบายสาธารณสุขในยุค Pandemic ครั้งใหญ่ของโลก
สวัสดีค่ะชาว Dek-D หากพูดถึงก้าวใหญ่อย่างการเรียน ป.โท ประเทศที่ฮิตมากในหมู่คนไทยก็คือ "สหราชอาณาจักร" หรือ UK นั่นเองค่ะ ด้วยข้อดีเรื่องมาตรฐานการศึกษา, บรรยากาศ, สถานที่ท่องเที่ยว, เสน่ห์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น ฯลฯ และเหตุผลที่มีอิทธิพลอันดับต้นๆ ก็คือการที่จบ ป.โท ได้ในระยะเวลา 1 ปี แม้จะเวลาสั้นกระชับแต่ก็ยังคงความท้าทาย เพราะการเรียนยังคงเข้มข้นอัดแน่นและเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพเหมือนเดิม
หนึ่งในทุนที่เป็นเป้าหมายในฝันของคนอยากเรียนต่อ ป.โท UK ก็คือ "ทุนชีฟนิ่ง" (Chevening Scholarships) ที่ให้อะไรมากกว่าเรียนฟรี เพราะกระบวนการได้คัดเลือกผู้ที่มีศักยภาพในการเป็นผู้นำทั้งปัจจุบันและอนาคต ให้มารวมกันเป็นเครือข่าย และพาไปเจอโอกาสอีกมากมายที่ผู้ได้รับทุนเองก็คาดไม่ถึง
และล่าสุด Dek-D เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ "พี่เป๊ก-ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ" รุ่นพี่ทุน Chevening / Prudence Foundation ประจำปี 2019-2020ดีกรี ป.โท สาขานโยบายสุขภาพ (Health Policy) University of Edinburgh, UK ปัจจุบันทำงานที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือ National Health Security Office (NHSO) และเป็นกรรมการสมาคม Thailand Chevening Alumni Associationด้วยนะคะ พี่เป๊กได้ให้เกียรติมาพูดคุยแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับทุนและประสบการณ์แบบอินไซต์ในสกอตแลนด์ เรียนต่อสาขาด้านการแพทย์ก็ยังติดอันดับ 6 ของ UK ใครอยากหาแรงบันดาลใจแบบฉ่ำๆ ห้ามพลาดรีวิวนี้!
Note:อ่านจบอยากพูดคุยและปรึกษารุ่นพี่ทุนตัวจริง 1:1 ข่าวดีคือ “พี่เป๊ก" ให้เกียรติตอบรับคำเชิญมาประจำบูทงาน Dek-D’s Study Abroad Fair รอบตุลาคม 2024 ด้วยนะคะ (พบพี่เป๊กได้ในวันอาทิตย์ที่ 13 ต.ค. 2024) เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด >> https://www.dek-d.com/studyabroadfair
1. การสมัครทุนชีฟนิ่ง คือการลงทุนที่คุ้มค่า
สวัสดีครับ "พี่เป๊ก-ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ" ได้รับทุน Chevening / Prudence Foundation ประจำปี 2019-2020 ไปเรียน ป.โท สาขานโยบายสุขภาพ (Health Policy) ที่ University of Edinburgh ของสหราชอาณาจักรครับ
แนะนำก่อนว่าทุนชีฟนิ่งสนับสนุนโดยกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของ UK จะสนับสนุนงบให้คนที่มีศักยภาพด้านการเป็นผู้นำ ปีนึงโควตาประมาณ 1,800 คนจากทั่วโลก เฉพาะคนไทยก็ราวๆ ปีละ 20+ คน อัตราการแข่งขัน 3:100 ปัจจุบันมีศิษย์เก่าทุนชีฟนิ่งประมาณ 50,000 คนที่เป็นผู้นำขับเคลื่อนวงการต่างๆ ในแต่ละประเทศ เช่น สิทธิมนุษยชน, กฎหมายสื่อ, สื่อสารมวลชน, การแพทย์ ฯลฯ
พี่ว่าสิ่งที่ได้รับคุ้มมากกับการใส่ความพยายาม เพราะ Chevening เป็นทุนเต็มจำนวน สนับสนุนค่าเรียน + ค่าครองชีพ + ค่าบิน + 40,000 GBP หรือประมาณ 1.6 ล้านบาทไทย เงื่อนไขคือต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป และหลังจบต้องกลับมาทำงานในไทย 2 ปีขึ้นไป และความพิเศษคือประสบการณ์ระหว่างทาง กับ "คอนเน็กชัน" เครือข่ายทุนนี้อบอุ่นมากครับ หากเข้ามาเป็นนักเรียนทุนก็จะมีโอกาสทำความรู้จัก พูดคุย ทำกิจกรรม หรืออาจได้ร่วมงานกันทางใดทางหนึ่งในอนาคตก็ได้
Note:ของพี่ได้โควตาทุนที่สนับสนุนโดยมูลนิธิ Prudence Foundation ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์กับชีฟนิ่ง ตอนสมัครเราก็ทำตามขั้นตอนสมัครปกติ ทางพาร์ตเนอร์จะพิจารณาร่วมกับทางทุนเองว่าจะให้โควตาใครบ้าง
ในใบสมัครทุนชีฟนิ่ง ต้องกรอกข้อมูลอะไรบ้าง?
- Personal Detailsข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อเต็ม วันเกิด ที่อยู่
- Immigration Detailsข้อมูลเกี่ยวกับการเป็นพลเมือง หมายเลขพาสปอร์ต และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- Education historyประวัติการศึกษา
- Work historyต้องมีประสบการณ์ขั้นต่ำ 2 ปี หรือ 2,800 ชั่วโมง
- Programmes of studyหลักสูตร ป.โท ที่ต้องการศึกษาต่อ
- Refereesข้อมูลบุคคลอ้างอิง 2 ท่าน และหากผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์จะต้องแนบไฟล์จดหมายแนะนำ 2 ฉบับ จากบุคคลที่เราระบุไว้
- Essay Questionsเรียงความทุนชีฟนิ่งจะมีทั้งหมด 4 ฉบับแยกกัน ได้แก่ Leadership, Relationship-building, Study in the UK และ Future Career Goal โดยเรียงความต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ และความยาวแต่ละฉบับไม่เกิน 500 คำครับ เราต้องเริ่มจากตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะสมัครเรียนต่อสาขาไหน แล้วเขียนเล่าประสบการณ์ที่สะท้อนว่าเราเป็นผู้นำที่มีศักยภาพ เครือข่าย การแก้ปัญหาในชีวิต บทบาทการทำงาน ฯลฯ เหมือนกับเราร้อยเรียงเรื่องราวในอดีต Personal Goal และ Social Goal ว่าเราจะมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมของเรา ผ่านความรู้และความร่วมมือกับ UK ยังไงบ้างครับ
- Equal opportunitiesเล่าเกี่ยวกับตัวเราว่าจะสามารถช่วยเพิ่มความหลากหลายและการเข้าถึงข้อมูลความรูู้ได้ยังไงบ้าง (ไม่มีผลต่อการสมัคร)
สำหรับทุน Chevening Scholarships 2024/2025 ปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2023 แต่สามารถอ่านสรุปข้อมูลทุนประกอบการเตรียมตัวได้ >> https://www.dek-d.com/studyabroad/63066
ไกด์การสมัครทุน Chevening
2. เรียนจบทำงานเป็นทันตแพทย์มา 7 ปี
จนถึงวันที่อยาก "ป้องกัน" มากกว่า "ซ่อม"
พี่จบ ป.ตรี จากคณะทันตแพทย์จุฬาฯ GPA 3.46 เป็นเด็กกิจกรรมที่ชอบภาษาอังกฤษ สอบได้ IELTS 7 และมีสตอรี่ชีวิตที่น่าจะตอบโจทย์ทุน ก็คือไม่ยอมแพ้ ยึดหลักว่าทุกครั้งที่ Fail เราจะ Fail Better ก่อนจะติดทุน Chevening ของอังกฤษ พี่เคยพลาดหวังจากการขอทุนถึง 2 ครั้งแต่พี่ว่าไม่ใช่ประสบการณ์ที่เสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะเราได้ขุดลงค้นหาตัวเองลึกว่าเป้าหมายของเราคืออะไรกันแน่ แล้วเหมือนช่วยลับคมให้การเขียน SoP ครั้งต่อไปของเราชัดเจนขึ้น
ก่อนสมัครชีฟนิ่ง พี่เป็นทันตแพทย์มาพักใหญ่ หน้าที่ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาคือการซ่อม คนไข้ฟันผุมา อ่ะอุด จนวันนึงพี่อยากป้องกันหรือทำงานเชิงระบบมากกว่าซ่อมไปเรื่อยๆ เพราะมันจะช่วยคนได้มาก พี่เลยตัดสินใจเรียน ป.โท สาขานโยบายสุขภาพ (Public Health) ซึ่งเปลี่ยนเลนส์มามองที่โครงสร้างการจัดการในระบบสุขภาพ และความสัมพันธ์ขององค์กรในมิติต่างๆ ต่างจากแพทย์ที่ดูแลคนไข้ในระดับปัจเจก
ในอดีตคนจะเข้าถึงการรักษาได้ก็ต่อเมื่อมีเงินจ่ายเท่านั้น สุขภาพจึงเป็นของซื้อของขาย เกิดเหลื่อมล้ำชัดเจน แต่พอเวลาผ่านไป มีวิธีการจัดการดีขึ้น ผ่านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ช่องว่างตรงนี้ลดลง คนยากดีมีจนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมขึ้น และทำให้สังคมอยู่รอดปลอดภัย นี่คือระบบสุขภาพแบบรัฐสวัสดิการที่ใช้กันในอังกฤษ ยุโรป รวมถึงกลุ่มประเทศในแถบสแกนดิเนเวียซ่ึ่งไทยก็ได้ต้นแบบจากระบบสุขภาพของอังกฤษด้วย
นอกจากนี้คือพี่ไปเรียนในจังหวะที่โลกของเราเผชิญวิกฤตการณ์โรคระบาด ใน 100 ปีอาจเกิดสักครั้ง ทำให้เราได้ศึกษาทั้ง Theoretical และ Practical knowledge ได้เห็นกรณีศึกษาว่ารัฐบาลของสหราชอาณาจักรมีแนวทางสื่อสาร, จัดการ, เข้าช่วยเหลือคนในประเทศอย่างไรบ้าง, คนระดับรากหญ้าเข้าถึงได้มั้ย ฯลฯ แล้วโอกาสของเราก็กระโดดไปอีกระดับ มีไปประชุม Global Health ถ้าไม่ได้ทุนชีฟนิ่งมาเรียน พี่ว่าโอกาสนี้คงไม่เกิดขึ้นในชีวิตนี้แน่นอน
3. ตัดสินใจเรียนต่อ Top U ในสกอตแลนด์
ตอนนั้นพี่เน้นสมัครสาขา Public Health สมัครไปทั้งหมด 6 มหาวิทยาลัย 7 คอร์ส สุดท้ายตัดสินใจเลือก MSc Public Health ที่ University of Edinburgh ตั้งอยู่ที่เมืองเอดินบะระ(Edinburgh)ของสกอตแลนด์ครับถ้าพูดถึงในแง่คุณภาพการศึกษา เป็น Top5 ของสหราชอาณาจักร อ้างอิงจาก QS World University Rankings 2025: Top global universitiesและยังติดอันดับ 6 ในกลุ่มวิชาLife Sciences & Medicine ของ QS ปี 2024 ครับ หนึ่งในศิษย์เก่าคนดังคือ “ชาลส์ ดาร์วิน”(Charles Robert Darwin) ผู้ที่คิดค้นทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) ที่เชื่อว่าทุกคนคุ้นชื่อเขาอย่างดีตั้งแต่สมัยเราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์กัน
แม้มหาวิทยาลัยจะไม่ได้มีพื้นที่กว้าง แต่เป็นเมืองเล็กที่มีทุกอย่างในตัวเองครบ และมหาวิทยาลัยยังมีธรรมเนียมที่ "ดูมีอะไร" มากๆ อย่าง Matriculation Ceremony หรือพิธีต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่จัดขึ้นในหอประชุม มีขบวนปี่สกอต ใส่เครื่องแบบโรงเรียนของตัวเอง แต่ละคณะจะมีคทาเป็นของตัวเอง เป็นงานดีเทลล์ที่เร้าอารมณ์มากๆ ครับ!
4. ข้ามทวีป ข้ามสาย ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่
ในช่วง 2 เทอมแรกยังเรียนแบบเลกเชอร์และสัมมนาศึกษาเครื่องมือและวิธีศึกษา เพื่อที่ว่าเวลาเราเจอปัญหาจริงๆ จะสามารถรับมือสถานการณ์ได้ด้วยแผนที่มีประสิทธิภาพ ส่วนช่วงการทำวิทยานิพนธ์จะอยู่ที่ 3 เดือนสุดท้ายครับทั้งนี้ ทุกวิชามหาวิทยาลัยจะให้โอกาสเราลองเรียนสัปดาห์แรกก่อน ถ้าไม่ชอบหรือไม่ไหวจะยังถอนได้โดยไม่มีระบุลงใน Transcript
มาดูรายชื่อวิชาเรียนกันก่อนครับ
- Economic issues in Public Policy (20 หน่วยกิต)
- Health Systems Analysis (20 หน่วยกิต)
- Population Health and Health Policy (20 หน่วยกิต)
- Global Politics of Public Health (20 หน่วยกิต)
- Health Systems: Strengthening and Reform (20 หน่วยกิต)
- Health and Human Rights: Principles, Practice and Dilemmas (20 หน่วยกิต)
- Dissertation (60 หน่วยกิต)
- Researching Health & Policy: Qualitative Approaches Audit (10 หน่วยกิต)
- Researching Health & Policy: Quantitative Approaches Audit (10 หน่วยกิต)
- Social Determinants of Health and Public Policy Audit (20 หน่วยกิต)
รวมทั้งหมด 180 (+40) หน่วยกิต/ภาคการศึกษาและลงเรียน Audit ได้อีกสูงสุด 20 หน่วยกิต ไม่มีตัดเกรด แต่จะแสดงในใบ Transcript ว่าเราลงเรียนวิชานี้
เรียนยังไงบ้าง?
ปรับตัวเยอะแน่นอน เพราะช่วง ป.ตรี พี่เรียนวิทย์สุขภาพแบบเน้นท่องจำมาตลอด ในขณะที่ ป.โท พี่ข้ามสายมาเรียนนโยบายสาธารณสุขและการจัดการในระดับโลก ศึกษาหลักการพื้นฐาน และเห็นความสัมพันธ์ขององค์กรในมิติต่างๆ เช่น องค์กรการค้าโลก World Health Organization (WHO) กับธนาคารโลก (World Bank) การค้ากับการสาธารณสุขเกี่ยวกันในแบบที่เราคาดไม่ถึง
ด้วยความที่วัฒนธรรมการเรียนแบบตะวันตกแตกต่างจากไทยชัดมาก เราต้องพึ่งตัวเองเยอะ สัดส่วน Self-Study ประมาณ 90% เข้า lecture แค่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง/วิชา/สัปดาห์ สัมมนาอีก 3 ชั่วโมง/วิชา/สัปดาห์เท่านั้น และตลอดเวลา 1 ปีนี้ เราต้องตื่นตัวกับการพาตัวเองไปหาความรู้ เช่น เข้าฟัง Seminar, Workshop, Independent Study, การเรียนที่เข้มข้น หนังสือ must-read ที่ต้องอ่านเพื่อเตรียมเรียนและทำธีสิสมีเป็นตั้งๆ และเขียนเยอะ รายวิชาต่างๆ กำหนด Essay วิชาละ 3,000 คำ เรียนเทอมละ 3 วิชาก็คูณสามเข้าไป แต่ถ้าเป็น Dissertation กำหนดความยาว 15,000 คำครับ
ว่ากันตามตรงคือเป็นการเรียนที่หนักนั่นแหละระบบการเรียนที่อังกฤษเรียกว่า‘Constructivism’ถ้าเทียบกับการสร้างบ้าน อาจารย์จะสอนวิธีเลือก Materials การสร้างบ้านที่ดี ซึ่งก็คือเครื่องมือและองค์ความรู้ ให้ทุกคนใช้แก้ปัญหาได้ หลังจบออกมาแต่ละคนก็จะมีความเก่ง ความเชี่ยวชาญในประเด็นที่ไม่เหมือนกัน ความประทับใจคือมหาวิทยาลัยใน UK จะให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต มีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือได้
ข้อดีของการเรียนที่อังกฤษคือทำให้เราจัดระเบียบความคิดดีขึ้นและธรรมชาติของคนอังกฤษคือจริงจังกับ Framework มาก ซึ่งมันดี! เพราะทำให้มีหลักการคิด คิดรอบด้าน ไม่มโนจนออกทะเล เราก็ได้ซึมซับวิธีคิดแบบเขามาด้วย และที่เพิ่มมิติให้การเรียนมากขึ้นไปอีก คือสังคม ป.โท ที่เหมือนหม้อหลอมรวมผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมครับ
5. รีวิวตัวอย่างวิชาเรียนที่ประทับใจ
วิชาSocial Determinants of Health and Public Policy ทำให้เข้าใจว่าเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม มันฝังเข้าไปในร่างกายในรูปแบบโรคภัยไข้เจ็บ "ถ้าการศึกษาดี ทุกอย่างจะดีโดยอัตโนมัติ” และ “การเมืองไม่ใช่อะไรเลย แต่มันคือการแพทย์ที่เขียนให้ใหญ่ขึ้น”
ต้นตอของปัญหาสุขภาพที่แท้จริงเชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคม มันมีอะไรมากกว่าการชี้บอกว่า “การป่วยเกิดจากเชื้อโรคไง” “ฟันผุเพราะไม่แปรงฟันไง” แต่เพียงอย่างเดียว ฯลฯ โดยไม่ได้มองถึงปัจจัยทางสังคมที่แตกต่างกัน เด็กๆบางคน พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาช่วยติดตามดูแล ในบางประเทศต้องทำงานหลายวันกว่าจะซื้อยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ได้ เป็นต้น อีกปัญหาเช่นเรื่องฝุ่น PM 2.5 คนบางกลุ่มทำงานในห้องแอร์ มีกำลังซื้อเครื่องฟอกอากาศ แต่คนที่ต้องทำงานกลางแจ้งเสี่ยงฝุ่นมากกว่า และการจะซื้อเครื่องฟอกก็เกินกำลัง หรือ ไม่สามารถจะซีลห้องที่พักไม่ให้ฝุ่นเข้าได้ สุดท้ายก็ต้องสูดฝุ่นเข้าไปจนป่วย การจะโทษพฤติกรรมอย่างเดียว เราก็จะแก้ปัญหาสุขภาพไม่ได้ วิชานี้สอนให้เรามองเห็นคนและสังคมที่เค้าอยู่ และวางแผนแก้ไขเชิงระบบ ทำงานร่วมกับเพื่อนๆที่ดูแลด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง เพื่อยกคุณภาพชีวิตผู้คนไปพร้อมๆกัน
วิชา Global Politics of Public Healthเรียนหลักการพื้นฐานของนโยบายสาธารณสุขและมาดูกันว่าผู้เล่นระดับโลกคนไหนที่ทำงานแล้วส่งผลกระทบต่อสุขภาพ? ประเทศที่ร่ำรวยกำลังเอาเปรียบประเทศอื่นๆ ด้วยวิธีไหน? มีเครื่องมืออะไรที่เขาเลือกใช้บ้างหากต้องต่อสู้กับการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจ? เป็นต้นครับ
สมมติไทยทำสัญญาทวิภาคีกับประเทศหนึ่ง ถ้าไม่ทันคิดให้รอบคอบ เจรจาแลกเปลี่ยนแบบไม่ทันระวัง ผลกระทบที่ตามมามหาศาล เช่น ต้องซื้อยาจากประเทศดังกล่าวในราคาที่สูงลิ่ว เป็นต้น วิชาเรียนสำคัญมากๆ ครับ เพราะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันเยอะมากเวลาไปเจรจาระหว่างประเทศ สามารถหลบเลี่ยงสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ แล้วนี่คือไหวพริบและความฉลาดของนักการทูตไทย แต่ในทางกลับกันคือถ้าเราไม่รู้จัก Tools อย่างทะลุปรุโปร่ง เราจะจับเรื่องพวกนี้ไม่ทัน
วิชา Economic Issues in Public Policyเปิดมาคาบแรกอาจารย์ให้อ่านตำราต้นฉบับที่เขียนโดย Adam Smith (คนถอนกันบานครับ!! แต่พี่ทน พอจบออกมาพี่ชอบเศรษฐศาสตร์มาก) วิชานี้เราจะได้เรียนรู้พื้นฐานการตัดสินใจว่าเมื่อไหร่นะที่รัฐจะเข้าไปแทรกแทกแซงได้ แล้วเมื่อไหร่ที่ควรปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเอง เช่น เรื่องมาตรฐานจรรยาบรรณ ห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่อหน้าคนไข้เพราะความรู้ของหมอและผู้ป่วยแตกต่างกัน หากปล่อยให้มีการโฆษณาโดยแพทย์อย่างไม่มีการควบคุม ก็อาจจะเป็นช่องให้แสวงประโยชน์จากผู้ป่วยได้ ทำให้รัฐต้องมีกระบวนการ ดูแล จัดการ สร้างกฎและกติการ่วมกันเพื่อปกป้องผู้บริโภค
ส่วนการจะจบ ป.โท เราเลือกได้ว่าจะทำวิทยานิพนธ์หรือฝึกงาน เราต้องดูเป้าหมายของตัวเองแล้วโฟกัสหนทางนั้น เช่น พี่มาสายวิชาการ เลยทำธีสิสหัวข้อ“The implications for implementing dental accreditation in Thailand: lessons from global healthcare accreditation”ได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่เก่งมากๆ ชื่อว่า Mark Hellowellลองที่ชื่อเพื่อดูโพรไฟล์ได้เลยนะครับ
พี่ทำหัวข้อนี้เพราะเป็นนโยบายรับรองกระบวนการพัฒนาคุณภาพคลินิกทันตกรรมในไทยที่พี่เคยทำงาน แต่พอผลัดเปลี่ยนผู้บริหารวิชาชีพ นโยบายก็ล้มไม่เป็นท่า พอมาเรียนและทำธีสิสแบบเจาะลึก ก็ได้เห็นช่องโหว่และเข้าใจว่าเมื่อก่อนเราลืมคำนึงถึงมุมไหน แล้วถ้าจะมาปัดฝุ่นทำใหม่เราต้องทำยังไงบ้าง
6. ถึงจะเรียนหนัก ตารางแน่น
แต่รู้สึกเหมือนได้พักผ่อน 24/7
ประทับใจที่สุดคือการที่โครงสร้างทางสังคมของ UK รองรับให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่น พี่เห็นว่าคนพิการเข็นรถเข็นเข้า Supermarket ชอปปิงได้ตามปกติ เป็นประเทศแรกที่มีบริการผ้าอนามัยในห้องน้ำหญิง หรือการที่ทุกคน (พลเมือง UK และนักท่องเที่ยว) เข้าพิพิธภัณฑ์ได้ฟรี สิ่งนี้บ่งบอกว่าถึงจะฐานะยากดีมีจนก็สามารถเข้าถึงสวัสดิการที่รัฐจัดให้ ซึ่งรวมไปถึงรากฐานสำคัญอย่างความรู้และการศึกษาภายในประเทศด้วย
(สมมติเราป่วยที่อังกฤษทำยังไงนะ?) ทาง NHS มีหลักประกันสุขภาพได้ครอบคลุม แต่คิวจะยาวสักหน่อย และต้องนัดล่วงหน้า อย่างที่ UK เราจะได้พบ General practitioner (แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป) -> กรณีที่เกินขอบเขตแพทย์ทั่วไปสามารถดูแลได้ ก็จะถูกส่งต่อไปพบแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งก็ต้องเข้าคิวอีกครับ
Edinburgh ยังเป็นเหมือนคลังแสงทางปัญญาของสกอตแลนด์และอังกฤษ เพราะมีมหาวิทยาลัยดังตั้งอยู่ถึง 3 แห่ง มีความเงียบสงบและปลอดภัยสูง // ถ้าเราแจ้งความที่อังกฤษ จะได้เห็นการทำงานแบบโคตรสู้และทุ่มเทของตำรวจ และการดำเนินการที่รวดเร็ว เคยโดนโกงบัตรเครดิต แต่ตำรวจจัดการได้ไวมาก
แม้จะเป็นช่วงชีวิตการเรียนที่หนักแต่เหมือนได้พักผ่อนตลอดเวลา เพราะ Edinburgh เป็นเมืองเล็กที่มีทุกอย่างครบในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล คลอง สวนสาธารณะ อยากเที่ยวปราสาทเอดิบะระก็อยู่ใกล้ๆ อยากขึ้นเขาไปชมพระอาทิตย์ตกดินช่วง 4-5 ทุ่มก็ได้ นอกจากนี้คือตลาดคริสต์มาส (Christmas Market) ของเมืองเอดินบะระที่ดังมากๆ ส่วนใครเป็นสาวกแฮร์รี่พอตเตอร์ มี Free Harry Potter Tourกันแบบถึงถิ่นเลยนะครับ
นอกจากพี่จะให้การเรียนสำคัญเป็นอันดับแรก ยังตั้งเป้าหมายให้ชีวิตสนุกขึ้นว่า ทุกวันใน UK ต้องได้สกิลใหม่วันละ 1 อย่างเช่น ฝึกทำเมนูใหม่ทุกวัน ตั้งชาเลนจ์ตามหาสะตอ ชะอม ข้าวเหนียว ฯลฯ มีขายที่ไหนบ้าง หมดเงินไปกับอุปกรณ์เครื่องครัวและวัตถุดิบ // แต่ต้องบอกว่าวัตถุดิบทำอาหารไทยถูกมาก และในเมืองก็มี Farmer Market ให้ไปชอปปิงด้วยนะ
7. งานปัจจุบัน กับภารกิจผลักดันระบบสุขภาพไทยให้ปังกว่าเดิม
หลังจากได้ไปเห็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่า เป็นโลกอีกแบบที่เปิดโอกาสให้เราได้ก้าวเป็นผู้นำของสายนั้นๆ และได้ทำงานที่แอดวานซ์ไปอีกระดับด้วย ปัจจุบันพี่ทำงานที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือ National Health Security Office (NHSO) ถ้าให้อธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่โฟกัส ก็คือเราจะบริหารเงินก้อนนึงที่เป็นเงินภาษีจากประชาชนอย่างไรให้สร้างประกันสุขภาพที่เกิดประโยชน์สูงสุดครับ
. . . . . . . . . .
พอมองย้อนกลับไป ทุนชีฟนิ่งเป็นโอกาสที่ดีและเปลี่ยนชีวิตพี่มากๆ ได้ไปเห็นผู้คน ชีวิต แรงบันดาลใจในการทำอะไรสักอย่างเพื่อพัฒนาบ้านของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิม สำหรับใครที่เตรียมตัวสมัครทุนและมหาวิทยาลัยใน UK อย่าล้มเลิกความพยายามนะ ตั้งใจให้เต็มที่ที่สุด พี่เป็นกำลังใจให้ครับ
. . . . . . . . . .
You’re Invited!
อยากปรึกษา 1:1 กับรุ่นพี่ดีกรีนักเรียนนอก
พบกันที่ไบเทคบางนา 12-13 ต.ค. 2024
รอบนี้พิเศษมากก!! Dek-D’s Study Abroad Fair ได้รับเกียรติจากรุ่นพี่นักเรียนทุนและจบนอกจากประเทศยอดนิยมตอบรับคำเชิญมาประจำบูทใหญ่ของพวกเรา เพื่อให้น้องๆ และผู้ปกครองในงานสามารถ Walk-in ปรึกษาได้ตัวต่อตัว ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ทุน Erasmus+ (ยุโรปและอเมริกา), Fulbright TGS (อเมริกา), Chevening (สหราชอาณาจักร), DAAD (เยอรมนี), Franco-Thai (ฝรั่งเศส), ทุนรัฐบาลไทย (ก.พ./UiS), ทุนรัฐบาลอิตาลี, ทุนรัฐบาลสิงคโปร์, ทุนรัฐบาลจีน (CIS, CSC, ทุนเมือง), ทุนไต้หวัน (MOE, TaiwanICDF), ทุนรัฐบาลเกาหลีใต้, ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น, และทุนตรงจากมหาวิทยาลัย (ออสเตรเลีย, เกาหลี, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น)
"พี่เป๊ก"จะสแตนด์บายที่บูทปรึกษากับน้องๆ แบบ 1:1 ในวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2024 ในงานยังมีไฮไลต์สุดปังอีกเพียบ ห้ามพลาดนะคะ ~