โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากเทพสู่ธรรมบาล ความหลากหลายของพระคเณศ ผ่านมุมมองของพุทธศาสนาในอินเดีย

The Momentum

อัพเดต 11 ก.ย 2567 เวลา 18.19 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย 2567 เวลา 09.23 น. • THE MOMENTUM

เวียนมาอีกครั้งกับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองอันครึกครื้น เพื่อรับและส่งพระคเณศในโอกาสขึ้น 4 ค่ำ เดือนภัทรบท (ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน) อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปก่อนหน้าแล้วบ้างว่า เรื่องราวของ ‘เทศกาลคเณศจตุรถี’ ได้ซุกซ่อนมูลเหตุทางประวัติศาสตร์ที่พัวพันอยู่กับหลากแง่มุมของกระแสธารแห่งการเรียกร้องเอกราชของชาวอินเดีย กระนั้นในครั้งนี้จะเลื่อนความสนใจมายังพระคเณศผู้เป็นเจ้าแห่งเทศกาลสำคัญนี้ ซึ่งก็มีแง่มุมที่หลากหลายให้ชวนศึกษาไม่แพ้กัน

คนไทยเราคุ้นเคยกับพระคเณศมานานในหลายสถานะ เช่น ครูหมอช้าง และเทพเจ้าแห่งศิลปะ อันสะท้อนชัดจากตราของมหาวิทยาลัยศิลปากรและวิทยาลัยนาฏศิลป์ ซึ่งใช้รูปพระคเณศเป็นสัญลักษณ์ ขณะเดียวกัน พระคเณศสำหรับคนไทยยังมีพื้นที่นอกเขตเทวาลัยและยึดครองพื้นที่สำคัญในพรมแดนพุทธศาสนาด้วย เช่น บานหน้าต่างพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และอีกหลายต่อหลายวัดที่แสดงรูปพระคเณศไว้อย่างไม่ปิดบัง

ปัจจุบันพระคเณศองค์ยักษ์หลายองค์สามารถเห็นได้โดดเด่นตามวัดต่างๆ จนแทบกล่าวได้ว่า เป็นจุดสนใจมากกว่าพระพุทธรูปในพระอุโบสถเสียด้วยซ้ำ ความพร่าเบลอนี้จึงสะท้อนเอกลักษณ์สำคัญหนึ่งของพระคเณศคือ สามารถแทรกตนเองเข้ากับพื้นที่ทางศาสนาได้อย่างหลากหลาย มิได้จำกัดอยู่เพียงในรั้วรอบขอบกำแพงของเทวสถานเท่านั้น เห็นอย่างนี้จึงไม่แปลกใจเลยที่ พาล คงคาธาร ติลก (Bal Gangadhar Tilak) นักต่อสู้เรียกร้องเอกราชอินเดีย เลือกจะอิงแอบกระแสต่อต้านเจ้าอาณานิคมไปกับพระคเณศ

คอลัมน์ Indianiceation จึงอยากนำเสนอเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับพระคเณศ ผ่านกรอบแว่นที่ต่างออกไป โดยถอดวางมุมมองแบบพระเวท-พราหมณ์ฮินดูออกไปเสีย แล้วหยิบแว่นตาแบบพุทธศาสนาขึ้นมาสวม เพื่อชวนมองไปยังแง่มุมที่น่าสนใจอื่นๆ รอบตัวเทพเจ้าผู้มีเศียรอย่างคชาชาติ

เจ้าแห่งอุปสรรค

พิฆเนศ แปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งอุปสรรคทั้งปวง (พิฆนะ + อิศวร) อุปสรรคใดก็ตามย่อมผ่านพ้นได้ด้วยอำนาจของพระองค์ และยังมีตำนานว่า สุดท้ายหลังพระกุมารคเณศได้รับหัวช้างจากพระศิวะแล้ว พระศิวะได้ประทานพรว่า “หากใครจะกระทำบูชาสิ่งใด จักต้องนมัสการพระคเณศเป็นองค์ปฐมบูชาจึงจะสำเร็จลุล่วงได้”

จริงๆ หากพิจารณาตำนานให้ดีจะเห็นได้ว่า พระคเณศทรงเกิดมาพร้อมอุปสรรคแต่แรก เพราะท่านขัดขวางพระศิวะไม่ให้เข้าไปในห้องของพระแม่อุมา ก่อนจะถูกตัดหัวและต่อหัวช้างให้ใหม่ ฉะนั้นตำนานนี้จึงเป็นการผูกเรื่องเพื่อรองรับว่า พระคเณศเป็นเทพแห่งอุปสรรค (เป็นทั้งอุปสรรคและผู้ทำลายอุปสรรค)

เพราะการช่วยให้ผู้นับถือก้าวข้ามอุปสรรคของพระคเณศนี่เอง จึงไม่แปลกใจที่พระคเณศได้รับความนิยมในวงกว้าง ศาสนาฮินดูนิกายต่างๆ ยอมรับพระคเณศเป็นเทพที่พึงบูชา แม้แต่ไวษณพนิกายที่นับถือพระวิษณุเป็นหลัก ก็ยังพบเห็นพระคเณศปรากฏให้เห็นได้ตามเทวาลัยของพระวิษณุ แม้จะไม่ใช่เทพในกลุ่มก็ตาม หรือในศาสนาไชนะ-เชน พระคเณศปรากฏในวรรณคดีหลายฉบับของนิกายเศวตามพรในฐานะเทพผู้ช่วย (ยักษะ) ของเหล่าตีรถังกร (ศาสดาของศาสนาเชน) โดยที่เอกลักษณ์สำคัญอย่างหัวช้างและหนูที่เป็นสัตว์พาหนะก็ยังคงอยู่

ทั้งนี้หนูหรือมุสิกะ พาหนะของพระคเณศก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญ ที่เน้นย้ำบทบาทในฐานะเทพผู้ปราบอุปสรรคต่างๆ เพราะตามระบบสัญลักษณ์โดยทั่วไปแล้ว หนูเป็นตัวแทนของความมืดบอด อุปสรรค และความโง่เขลา ฉะนั้นการที่พระคเณศประทับนั่งบนตัวหนูก็เป็นการสื่อว่า พระองค์มีชัยชนะเหนือความหมายเชิงลบทั้งหมดที่หนูเป็นภาพแทนอยู่นั่นเอง

พุทธคเณศ: เทพมีเศียรช้างในศาสนาพุทธ

พระคเณศในโลกพุทธศาสนา แน่นอนว่าพระองค์ก็มีพื้นที่ของตนเองและเป็นที่ยอมรับเช่นเดียวกับศาสนาเชน ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับพระคเณศกลับมีมิติที่หลากหลายกว่ามาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็น Love-Hate Relationship ก็ไม่เกินจริงเท่าไรนัก

ในด้าน Love พระคเณศถูกเรียกว่า ‘สิทธิธาตา’ หรือผู้ประทานความสำเร็จในหมู่สงฆ์ทิเบตและเนปาล มีบทสวดประจำตัวชื่อว่าคณปติหฤทยมนตรา (Ganapatihrdaya Mantra)ซึ่งเป็นมนต์ที่ใช้เพื่อให้พระคเณศมาช่วยประทานความสำเร็จในธรรมแก่ผู้ฝึกสมาธิ หรือให้พระคเณศช่วยปกป้องผู้เดินบนเส้นทางแห่งโพธิญาณให้รอดพ้นจากอุปสรรคต่างๆ

คัมภีร์มหาคณปติตันตระ (Mahaganapati Tantra) น่าจะเขียนขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ระบุว่า พระอติสะ หัวหน้าคณาจารย์แห่งวิกรมศิลาวิหารเป็นคนปราบพระคเณศในศาสนาฮินดูให้มายอมรับนับถือพระพุทธศาสนา พร้อมมอบหมายให้พระคเณศทำหน้าที่เป็น ‘ธรรมบาล’ พูดอย่างง่ายคือ เป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนานั่นเอง มากไปกว่านั้น คัมภีร์หมวดเทงกยูร์ (Tengyur) ของพุทธศาสนาในทิเบต เนื้อหาว่าด้วยข้ออรรถกถาต่างๆ ยังระบุว่า พระคเณศคือ ภาคอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในนาม มหารักตะ (Maha Rakta) แปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งคณะผู้มีวรรณะสีแดง

ลักษณะของมหารักตะบรรยายว่า มีวรกายสีแดงเข้ม มีหัวเป็นช้างสีขาว มี 4 กร ถือถ้วยขนม ขอสับช้าง หัวไชเท้า และสร้อยประคำ ประทับยืนในท่าทางคล้ายเต้นรำบนตัวหนูเพศเมียสีดำ ซึ่งยืนอยู่บนร่างของชาย 2 คน ด้วยความที่เป็นพระคเณศในแบบตันตระ (เน้นการใช้สัญลักษณ์ทางเพศเพื่อสื่อสารธรรมที่ซับซ้อน) มหารักตะจึงแสดงความวาบหวามเล็กน้อย กล่าวคือหนูซึ่งพระมหารักตะเหยียบอยู่นั้น กำลังใช้ปากดูดอวัยวะเพศของพระมหารักตะ ก่อนจะปล่อยเลือดระดูออกจากอวัยวะเพศของตนเองให้ชายที่เหยียบอยู่ดื่มกินต่ออีกทอดหนึ่ง

มหารักตะ-คณปติ (ที่มา: http://creative.sulekha.com/)

การดูดอวัยวะเพศและการดื่มเลือดประจำเดือน ถูกอธิบายโดยตันตราจารย์และผู้ศึกษาพุทธศาสนาทิเบตว่า ในเชิงหนึ่งแม้พระคเณศจะเป็นถึงองค์ธรรมบาลผู้ปกป้องพระธรรม แต่ก็มิอาจมอบความสุขอันแท้จริงได้ (นิพพาน) พระคเณศจึงมอบให้เราได้เพียงความสุขชั่วครู่ ซึ่งไม่ยั่งยืนและไม่น่าพึงพอใจสำหรับผู้ปฏิบัติตามวิถีแห่งพุทธะ ซึ่งถูกแทนด้วยของสกปรก (ตามทัศนะแบบพุทธ) อย่างน้ำอสุจิและเลือดประจำเดือน

ส่วนชายที่ถูกหนูเหยียบอยู่ ก็เป็นตัวแทนของความลุ่มหลงในโลกวัตถุ กิเลส ตัณหา ราคะ และสิ่งเย้ายวนต่างๆ จึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่า น้ำทิพย์ที่ตนดื่มเป็นเพียงเลือดระดูของหนูตัวหนึ่งเท่านั้นหาใช่ของสูงใดไม่ มาถึงตรงนี้คงจะเห็นแล้วว่า ในด้าน Love พระคเณศคือผู้ปกป้องธรรม ผู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติเดินอยู่บนวิถีแห่งพุทธะได้อย่างราบรื่น แต่ในขณะเดียวกัน พระคเณศก็ยังไม่ใช่ใครที่นำพาเราไปสู่ความเป็นพุทธะ หรือบรมสุขแห่งนิพพานได้

ในด้าน Hate พระคเณศจึงมักถูกเหล่าพุทธศาสนิกชนมองว่า เป็นอุปสรรคตามชื่อของท่าน ซึ่งหากพูดกันแบบเร็วๆ ผู้เป็นใหญ่แห่งอุปสรรคก็ไม่ได้ต่างอะไรกับอุปสรรคก้อนใหญ่ ด้วยเหตุนี้งานพุทธศิลป์ในอินเดีย เนปาล และทิเบต ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ภายใต้อิทธิพลแบบวัชรยาน-ตันตระ จึงนิยมแสดงเหล่าพระโพธิสัตว์ชาย-หญิงกระทำการเบียดเบียนพระคเณศอย่างถึงเครื่อง เช่น พระโพธิสัตว์พรรณศวรี ผู้ปกป้องเหล่าศาสนิกชนจากไข้ป่า ก็มักประทับนั่งบนบัลลังก์ที่มีพระคเณศเป็นแท่นรองพระบาท หรือมัญชุศรี โพธิสัตว์แห่งปัญญา ในบางครั้งก็ถูกจัดให้ประทับยืนบนศพของพระคเณศเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ความรู้ (พุทธธรรม) มีชัยเหนือความเขลา (ความรู้นอกพุทธศาสนา) กระนั้นหากพิจารณาแบบกลางๆ ก็อาจตีความได้ว่า ในเมื่อแต่เดิมพระคเณศก็เป็นตัวแทนอุปสรรคอยู่แล้ว ดังนั้นการเอาพระคเณศมาใช้เป็นสื่อ แทนอุปสรรคในการตรัสรู้ก็ไม่แปลกอะไร อาจจะไม่ได้ตั้งใจลดทอนหรือเหยียดพระคเณศโดยนักปราชญ์หรือครูบาอาจารย์ฝ่ายพุทธก็ได้

แต่เมื่อลองพิจารณาต่อไปจะพบว่า ในทิเบตและเนปาลมีตำนานเล่าถึง วิฆนานตกะ (Vighnantaka) ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่โอฑิยานะบัณฑิตอัญเชิญขึ้นมา เพื่อปราบพระคเณศที่เข้ามารบกวนระหว่างฝึกสมาธิให้บรรลุถึงสิทธิ (พลังวิเศษ) โดยพระโพธิสัตว์องค์นี้มักถูกนำเสนอในสีหน้าดุร้าย อยู่ในท่าทางต่อสู้ และเหยียบอยู่บนร่างที่ตายแล้วของพระคเณศ ทั้งยังมีคำอธิบายว่า พระคเณศเป็นเทพแห่งโลกวัตถุ ที่ล่อลวงเหล่าผู้ฝึกตนให้หันมาหลงอยู่ในวังวนแห่งวัตถุ ซึ่งคล้ายกับคำอธิบายของพระมหารักตะที่กล่าวไปข้างต้น

วิฆนานตกะ ศิลปะเนปาล อายุพุทธศตวรรษที่ 18 (ที่มา: Himalayan Art Resources)

สุดท้ายจะเห็นได้ว่า พระคเณศมีความแพร่หลายมากในอินเดีย เป็นเทพที่มีความเป็นสากลอย่างชัดเจน คือสัมพันธ์กับหลากหลายศาสนา นิกาย และกลุ่มผู้บำเพ็ญตน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแง่มุมที่น่านับถือเมื่อพิจารณาตามกลุ่มศาสนาหนึ่ง แต่กลับมีความน่าสงสัยในสายตาคนอีกกลุ่ม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายและพลวัตทางศาสนาในอินเดียโบราณได้เป็นอย่างดี จึงเห็นได้ว่า ศาสนาต่างๆ ในอินเดียมีการแลกเปลี่ยนและปะทะกันอยู่ตลอดเวลา ศาสนาฮินดูหยิบยืมพระพุทธเจ้าไป ในขณะเดียวกันศาสนาพุทธก็หยิบยืมเทพในศาสนาฮินดูมารับใช้หลักปรัชญาของตนเช่นกัน

ที่มาข้อมูล

จิรัสสา คชาชีวะ (2547). พระพิฆเนศวร์: คติความเชื่อและรูปแบบของพระพิฆเนศวร์ที่พบในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.

ศรีหริทาส (2552). คเณศวิทยา. นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์.

Getty, Alice (1936). Ganesa: A Monograph on the Elephant-Faced God. Oxford: Clarendon Press

Rao, T.A. Gopinatha (1968). Elements of Hindu Iconography, Volume 1, Delhi: Motilal Banarsidass.

Wilkinson, Christopher (1991). "The Tantric Ganesa: Text Preserved in the Tibetan Canon." in Studies of an Asian God, Brown, Robert L. (editor), pp. 235–274. State University of New York Press.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...