Aya Nakamura ศิลปินหญิงที่คนฝรั่งเศสขวาจัดไม่ยอมรับ เพียงเพราะสายเลือดของเธอคือมาลี
อายะ นากามูระ (Aya Nakamura) ทำการแสดงต่อหน้าสายตาชาวโลกอย่างสมศักดิ์ศรีในพิธีเปิดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2024 ที่ปารีส เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเธอเป็นหนึ่งในศิลปินที่รับหน้าที่เป็นธงหลักในการแสดงของค่ำคืนนั้น และแม้จะมีสเตจเนมที่ฟังดูคล้ายญี่ปุ่น แต่เธอคือนักร้องสาวชาวฝรั่งเศสเชื้อสายมาลี เจ้าของบทเพลงดังที่เราอาจเคยได้ยินผ่านหูแต่ไม่รู้ว่ามาจากเธออย่าง Copines, Nirvana และ La Dot
นากามูระเป็นหนึ่งในศิลปินเพลงป๊อปจากฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง ประเมินกันว่ายอดรวมสตรีมมิงของเธออยู่ที่ราวๆ 7 พันล้านครั้ง ทั้งยังถูกมองว่าเป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของฝรั่งเศสต่อจาก เอดิต ปียัฟ (Édith Piaf) นักร้องชาวฝรั่งเศสในตำนาน อย่างไรก็ดี ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ หลังจากที่มีข่าวลือว่านากามูระจะได้รับเลือกให้เป็นศิลปินที่ขึ้นแสดงในงานพิธีเปิดโอลิมปิก ก็มีกลุ่มผู้ประท้วงขวาจัดอย่าง Les Identitaires ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องชาตินิยมในฝรั่งเศส ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการตัดสินใจครั้งนี้ พร้อมชูป้าย "ไม่มีทางเลย ที่นี่ปารีสนะ ไม่ใช่ตลาดบามาโก (เมืองหลวงของประเทศมาลี)"
อายะ นากามูระ หรือชื่อจริงๆ คือ อะนะ ดาโนยโก (Aya Danioko) เกิดที่บามาโก ประเทศมาลีในแอฟริกาใต้ และอพยพตามครอบครัวมาฝรั่งเศสตั้งแต่เธอยังเด็ก โดยเธอเพิ่งได้รับสัญชาติฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2021 ที่ผ่านมา แต่ชัดเจนว่าหลายคนก็ยังไม่ยอมรับเสียทีว่าเธอคือคนฝรั่งเศส
เธอเริ่มอาชีพนักร้องตั้งแต่ปี 2014 ด้วยการปล่อยซิงเกิลของตัวเองลงเฟซบุ๊ก ก่อนจะติดลมบนจนมีค่ายเพลงเล็กใหญ่ในฝรั่งเศสเข้ามาติดต่อด้วยจำนานมาก และเธอเลือกเป็นศิลปินภายใต้นามแฝงที่เธอหยิบมาจาก ฮิโระ นากามูระ (Hiro Nakamura) ตัวละครสัญชาติญี่ปุ่นจากซีรีส์ Heroes (2006-2010) ที่เธอชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก
นากามูระเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างก็เมื่อเธอปล่อยซิงเกิล Djadja (2018) ที่ฮิตถล่มทลายข้ามพรมแดนไปยังเนเธอร์แลนด์ ด้วยการติดท็อปชาร์ตในระดับที่ไม่เคยมีศิลปินชาวฝรั่งเศสคนไหนทำได้นับตั้งแต่ปียัฟเคยทำไว้กับบทเพลง Non, je ne regrette rien ตั้งแต่ปี 1961 ตัวเพลงถูกพูดถึงหนาหูในแง่ที่ว่ามันเป็นเสมือนบทเพลงตบหน้าเหล่าผู้ชายใจไม่ซื่อ โดยมันพูดถึงผู้ชายที่เข้าหาอีกฝ่ายด้วยท่าทีนุ่มนวล จริงใจ หากแต่ลึกลงไปกว่านั้นแล้วหวังผลประโยชน์บนเตียงล้วนๆ และเมื่อถูกปฏิเสธ ผู้ชายเหล่านี้ก็พร้อมลอบกัดแบบไม่เลือกวิธี เช่น ท่อนที่ว่า "ไม่มีทางเลย Djadja / ฉันไม่ใช่อีตัวของแกนะ Djadja/ แหม พูดจาอย่างกับว่าแกเคยนอนกับฉันแล้วอย่างนั้นแหละ Djadja"
นากามูระบอกที่มาที่ไปของเพลงสั้นๆ ว่า "เพลงมันว่าด้วยผู้ชายที่ปล่อยข่าวลือแย่ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงที่ไม่ยอมให้พวกเขาหลับนอนด้วยค่ะ มันคือเรื่องที่ฉันเจอมาเองนี่แหละ" เธอบอก "คำว่า Djadja มันไม่มีความหมายอะไรหรอก ฉันหยิบเอาคำมั่วๆ มาใช้ได้เสมอแหละ แต่ฉันใช้คำนี้เพื่อสื่อถึงผู้ชายที่ฉันเคยชื่นชมและทำฉันผิดหวังในตัวเขาสุดๆ โชคร้ายจริงๆ ที่คนมักจะเชื่อเรื่องราวที่พวกผู้ชายเป็นคนเหล่ามากกว่า"
"สมัยฉันยังไม่เริ่มอาชีพนักร้องจริงจัง คนในอุตสาหกรรมนี้พากันถกว่าฉันจะดึงดูดกลุ่มคนฟังกลุ่มไหน เรื่องนี้น่าตกใจเอามากๆ ฉันช็อกและอึ้งไปพักหนึ่งเลยล่ะตอนที่รู้ และนี่แหละที่ทำให้ฉันตระหนักได้ว่าการจะเติบโตในอุตสาหกรรมนี้สำหรับผู้หญิงผิวดำอย่างฉันมันยากเอามากๆ แต่นี่ก็ทำให้ฉันมุ่งมุ่นกว่าเดิมด้วย ฉันข้ามผ่านอุปสรรคทั้งหลายและรายล้อมตัวเองด้วยคนที่ใช่ คนที่ฉันวางใจ จนประสบความสำเร็จในที่สุด"
นากามูระยังประสบความสำเร็จต่อเนื่อง ไม่นานหลังจากนั้น เธอปล่อยซิงเกิล Copines ที่ทำสถิติถล่มทุกชาร์ตในบ้านเกิดตัวเอง (ตอนหลังยังกลายเป็นเพลงฮิตใน TikTok อีกด้วย) ในปี 2019 เธอคือศิลปินหญิงชาวฝรั่งเศสที่มียอดผู้เข้าชมทางยูทูบสูงที่สุด และในปีเดียวกันนั้น เธอยังเป็นศิลปินหญิงชาวฝรั่งเศสที่มียอดสตรีมมิ่งสูงที่สุดของสปอติฟายอีกด้วย
นิตยสาร The New York Times เขียนถึงนากามูระว่าเธอเป็น "หนึ่งในคนสำคัญของยุโรป ทั้งในแง่ดนตรีและสังคม" นั่นเป็นเพราะตัวตนของเธอที่เป็นผู้อพยพซึ่งประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมดนตรีของฝรั่งเศส นักการเมืองฝั่งขวาจัดระบุว่าเพลงของนากามูระ ที่แม้จะขับร้องเป็นภาษาฝรั่งเศส ก็ฟังดูเป็น "ภาษาต่างประเทศ" สำหรับพวกเขา รวมทั้งเนื้อเพลงที่มีบางท่อนที่ฟังดู 'สองแง่สองง่าม' ก็ถูกหยิบมาใช้โจมตีนากามูระอยู่เนืองๆ ซึ่งเธอออกมาตอบโต้เพียงแค่ว่า "ยังมีแร็ปเปอร์ชายอีกตั้งมากที่เขียนเนื้อเพลงแรงกว่านี้อีก" ขณะที่นักภาษาศาสตร์อีกหลายคนเห็นแย้งว่า เนื้อเพลงของนากามูระที่เธอเขียนเองนั้นมีความเป็นบทกวี ทั้งยังมีส่วนช่วยรักษาภาษาให้ยืนระยะต่อไปด้วย
"ฉันเติบโตขึ้นมาท่ามกลางคนอารบิก, แอฟริกันและฝรั่งเศส นี่แหละคือดนตรีของฉัน และนี่แหละที่ทำให้ดนตรีเป็นสิ่งที่ทรงพลังเหลือเกิน" เธอบอก "เราเป็นคนรุ่นที่เต็มไปด้วยการผสมผสาน และเมื่อเราไม่กลัวที่จะต้องหลอมรวมเข้าหากัน ความทรงพลังก็จะเกิดขึ้นได้เอง"
กลับมาที่ข้อพิพาทและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่นากามูระได้รับหลังประกาศว่าเธอจะเป็นผู้ขึ้นแสดงในพิธีเปิดโอลิมปิกที่ปารีส เธอตอบโต้เสียงจากผู้ประท้วงฝั่งขวาจัดแค่ว่า "คุณจะเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติก็ได้นะ แต่คุณก็ไม่ได้หูหนวกนี่ ตอนนี้ฉันคือคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของประเทศแล้ว แต่ถามว่าฉันติดค้างอะไรคุณเหรอ ไม่มีนี่นา"
ทั้งนี้ พิธีเปิดโอลิมปิกผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นอย่างที่ทุกคนได้เห็นกันไปแล้ว และการขึ้นแสดงของนากามูระก็เป็นอีกหนึ่งในไฮไลต์เด่นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ความหลากหลายของตัวตนเธอและเนื้อเพลงของเธอยิ่งขับเน้นให้เห็นถึง 'ความหลากหลาย' ที่เป็นอีกหนึ่งในกลางของความเป็นฝรั่งเศส อย่างที่ว่าไม่ใช่ใครทุกคนจะทำได้
อ้างอิง
https://www.dazeddigital.com/music/article/43018/1/get-to-know-aya-nakamura-whose-song-djadja-puts-fuckbois-on-blast
https://www.scmp.com/lifestyle/arts-culture/article/3272904/aya-nakamura-and-her-song-using-parisian-back-slang-symbolised-todays-france-olympics
https://www.vogue.fr/fashion-culture/article/aya-nakamura-exclusive-interview
https://www.france24.com/en/culture/20240315-racist-attacks-aya-nakamura-france-paris-olympics-opening-ceremony-edith-piaf-djadja
https://www.irishtimes.com/sport/2024/03/28/aya-nakamura-the-french-malian-singer-caught-in-an-olympic-storm/
https://www.theguardian.com/music/2019/jan/23/aya-nakamura-interview-french-afropop-reluctant-face-of-empowerment
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Aya Nakamura ศิลปินหญิงที่คนฝรั่งเศสขวาจัดไม่ยอมรับ เพียงเพราะสายเลือดของเธอคือมาลี
- Sigourney Weaver สุดยอดนักแสดงผู้ยืนยันว่านักแสดงหญิงอาวุโส เป็นได้มากกว่า ‘แม่ยาย’ ในโลกภาพยนตร์
- 26 ปี Great Expectations อีกหนึ่งหนังจาก Alfonso Cuarón ที่เล่าถึง ‘ความหวัง’ และการแตกสลายของมนุษย์ เมื่อพบกับ ‘ความผิดหวัง’ ได้อย่างทรงพลัง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com