Pakk Taii Design Week 2024 เทศกาลงานออกแบบที่ไม่ได้นำเสนอแค่ความคูล แต่คือความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่เราทุกคนควรได้รับ
ย่านเมืองเก่าจังหวัดสงขลากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมืองเล็ก ๆ กับถนนสามสายหลักที่พาดผ่านสร้างเสน่ห์อันแสนพิเศษให้กับผู้มาเยือนได้ราวกับต้องมนต์ ตึกรามบ้านช่องในอดีตและสมัยนิยมถูกวางผสมผสานกัน เคล้าไปด้วยไอแดดและความชื้นจากบรรยากาศริมทะเลสาบที่หาได้ยากไม่ว่าจากที่ใด
ทว่าในทุกการขยับขยายตัวของเมือง โดยเฉพาะในความเป็นย่านเมืองเก่านั้น ย่อมตามมาด้วยปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของประชากร การสัญจรไปมาของทั้งผู้คนและยวดยานพาหนะ รวมถึงขยะต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว
เพื่อให้เมืองพัฒนาไปอย่างยั่งยืนและน่าอยู่อยู่เสมอ หนทางการแก้ไขจึงต้องทำด้วยความเคารพและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่ ไม่ให้กลายเป็นการเข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตชุมชน แต่เป็นการนำองค์ความรู้จากชุมชนมาศึกษาและต่อยอดเพื่อสร้างเป็นแนวทางการแก้ไข นี่จึงเป็นที่มาของโครงการ Livable City Project โปรเจ็กต์เชิงทดลองเพื่อสร้างความน่าอยู่ให้กับย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2567 หรือ Pakk Taii Design Week 2024
5+1 โจทย์ สู่ความน่าอยู่ของย่านเมืองเก่าสงขลา
ใครก็ตามที่ได้เดินทอดน่องบนถนนนางงามในช่วงงานเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2567 สิ่งที่จะสังเกตเห็นได้เลยคือแถบสีเขียวและชมพูขนาบสองฝั่งของท้องถนน นี่คือหนึ่งในสามโปรเจ็กต์ของทีม Cloud Floor ที่ได้ร่วมทดลองออกแบบการพัฒนาเมืองใน Livable City Project ในครั้งนี้
“ก่อนที่จะเป็นงานออกแบบ มันก็เป็นงานกระบวนการ เรามีการจัดเวิร์กช้อปกับชุมชนและรับฟังนโยบาย ความเห็นจากทางเทศบาล พอสองส่วนนี้มาผสมกัน จึงได้ออกมาเป็น 5+1 โจทย์” ฟิวส์-นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Cloud Floor บริษัทสถาปนิกที่สนใจในเรื่องการพัฒนาเมืองและพื้นที่สาธารณะกล่าว
โดย 5 โจทย์ที่ว่าประกอบไปด้วย ความปลอดภัยบนท้องถนน การจัดการขยะในพื้นที่ การให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน การสร้างที่นั่งพักระหว่างทาง และการขยายเวลากิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชน ส่วนอีก 1 โจทย์ที่บวกเข้ามานั้น จะอยู่ในส่วนของอนาคต นั่นคือการทำ City Branding ซึ่งฟิวส์คาดว่าจะเป็นแผนในระยะต่อไปในปีหน้า
01 ความปลอดภัยบนท้องถนน
ถนนทั้งสามในย่านเมืองเก่าสงขลาเป็นถนนเลนเดียว พื้นที่ใช้สอยไม่มากนัก ด้วยรถราที่เพิ่มมากขึ้นจากประชากรที่เข้ามาใหม่ ผสมกับฟุตบาทที่มีพื้นที่อย่างจำกัด จึงทำให้ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ
ฟิวส์เล่าว่า ประชามติของคนในชุมชนคือ รถยนต์จะสามารถจอดได้สลับสองฝั่งถนนเป็นวันคู่และวันคี่ และจอดได้ทั้งสองฝั่งในวันเสาร์และอาทิตย์ รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์
“เราก็พัฒนาต่อจากประชามตินั้น ทำให้มันปลอดภัยขึ้นโดยการทาสีสองฝั่งถนนให้เป็นคนละสีกัน สีชมพูและสีเขียว เป็นการเพิ่มรูปแบบเพื่อสร้างความเข้าใจ นอกเหนือจากการต้องมานั่งจำว่าวันนี้วันคู่หรือวันคี่ และยังไปสัมพันธ์กับการออกแบบป้ายที่เราทดลองนำการออกแบบใหม่เข้ามา จากเดิมที่บอกว่า ‘ห้ามจอด’ เราบอกว่า ‘ให้จอด’ และมีรูปรถชี้เข้าแต่ละฝั่ง รวมทั้งมีภาษาอธิบายถึงสามภาษา ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ และจีน”
โจ-ดลพร ชนะชัย คู่หูผู้ร่วมก่อตั้ง Cloud Floor กล่าวเสริมว่า “ลวดลายที่อยู่บนพื้นนั้น ที่เป็นสีขาวจะมาจากตัวช่องระบายลมด้านบนประตูที่อยู่ตามบ้านในตัวเมืองเก่า และยังมีลวดลายของผู้คนในหลากหลายรุ่น เพื่อสื่อว่าทางนี้เป็นทางของพวกเขาทุกคน ในระยะเริ่มต้นนี้ เราทำไว้ประมาณ 150-160 เมตรก่อน ในช่วง 9 วันของการจัดงานก็จะเป็นการวัดผล เพื่อสรุปและรายงานต่อเทศบาลและชุมชน ถ้าเขาชอบ ก็ไปต่อ วันนี้เป็นวันที่สองของงานแล้ว ก็มีเสียงจากซอยอื่น ๆ มาแล้วว่าอยากให้ไปทำด้วย เพราะว่าปัญหามันเหมือนกันทุกที่”
(จากซ้ายไปขวา) ฟิวส์-นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย, โจ-ดลพร ชนะชัย
02 การจัดการขยะ
หนึ่งในธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในย่านเมืองเก่าแห่งนี้ก็คือบรรดาร้านค้าและคาเฟ่ สิ่งที่ตามมาจากคาเฟ่ จึงหนีไม่พ้นบรรจุภัณฑ์จากทางร้าน ซึ่งมติของชุมชนลงความเห็นไว้ว่า เมืองเก่าจะไม่มีถังขยะเลย เพื่อหวังให้คนนำไปทิ้งกับทางร้านที่ตัวเองซื้อหรือไม่ก็กับทางโรงแรมที่เข้าพัก แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ชาวบ้านพบขยะถูกสอดไว้ตามซอกหลืบต่าง ๆ เต็มไปหมด โจเล่าว่าขยะในย่านเมืองเก่าหลังโรคการระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นจาก 80 ตันต่อวันเป็น 120 ตันต่อวัน แต่ว่าการจัดการขยะยังมีเท่าเดิม จึงเกิดปัญหาสะสมในพื้นที่
ทั้งคู่จึงสร้างโปรเจ็กต์ที่ชื่อว่า Bin Tower (ฟิวส์กล่าวติดตลกว่ามันมาจาก Beer Tower) ขึ้นมา 10 จุดในขั้นทดลองนี้ โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการ 10 ร้านค้า โจเล่าสาเหตุที่เริ่มต้นจากผู้ประกอบการว่า เป็นเพราะขยะที่พบส่วนใหญ่ในเมืองคือขยะที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์ของร้านค้าเมื่อสั่งกลับบ้าน
คำถามต่อมาที่สำคัญก็คือ แยกแล้วไปไหน? ฟิวส์กล่าวว่า “เราเก็บรวบรวมใส่ถุงใสไว้ เพื่อให้รู้ว่าข้างในคืออะไร เมื่อรวมได้ 9 วันตลอดงาน ก็จะนำเอาขยะทั้งหมดที่รีไซเคิลได้ไปส่งต่อให้กับชุมชนที่เขารับซื้อ หรือทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ซึ่งเขามีโครงการเรื่องการคัดแยกขยะพลาสติกอยู่แล้ว ในส่วนวัสดุที่รีไซเคิลไม่ได้ ก็ส่งให้เทศบาลนำไปจัดการต่อ ถ้า 9 วันนี้ ผู้ประกอบการคิดว่ามีประโยชน์ เราก็จะทิ้งไว้ให้เขาดูแลต่อไป”
แม้การแยกขยะจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่โจกล่าวถึงข้อเท็จจริงนี้ว่า “ร้านค้าจะมีนโยบายที่ให้พกแก้วไปเองอยู่แล้ว แต่ในมุมของนักท่องเที่ยว เขาก็ต้องซื้อพวกนี้อยู่ดี เราจึงไปจับปัญหาที่จุดนั้น และหาทางส่งเพื่อให้มันถูกกำจัดให้เร็วที่สุด”
03 การให้ความรู้ของตัวเมืองแก่ผู้มาเยือน
แต่ละเมืองย่อมมีเอกลักษณ์และเรื่องเล่าเฉพาะตัวในแบบของตัวเอง เมืองเก่าสงขลาก็เช่นเดียวกัน “บางทีเราไปเดินเที่ยวย่านนู้นย่านนี้ เราไม่รู้เลยว่าเรื่องราวย่านนั้นมันคืออะไร บางทีมันอยู่ในอินเทอร์เน็ต หรืออยู่ในความทรงจำของคนในย่านนั้น ๆ แต่งานนี้เราคลี่มันออกมาเพื่อให้มันเห็นเป็นเชิงกายภาพ” ฟิวส์กล่าว
โดยเรื่องเล่าทั้งหมดเกิดจากการเปิด Open Call ที่รับทั้งคนทั่วไป นักศึกษา อาจารย์ ให้มาร่วมเล่าร่วมกัน และทางทีม Cloud Floor ได้คัดเหลือเพียง 12 เรื่องเล่าเท่านั้นที่ต้องการส่งต่อให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน ตัวอย่างเช่น “ทำไมถึงชื่อถนนนางงาม?” “รู้หรือไม่…สงขลามีบ่อ?” “เรื่องเล่าส้วมแดง: รู้หรือไม่…บ้านคนสงขลาแต่แรกไม่มีส้วมในบ้าน?” ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่ได้เข้ามาในพื้นที่ได้ทำความรู้จักเรื่องเล่าเฉพาะตัวของย่านจากปากเจ้าของพื้นที่ตัวจริง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีและสร้างความประทับใจให้กับการเดินทางในครั้งนี้ด้วย
04 การสร้างร่มเงา จุดนั่งพักระหว่างทางเดิน
“บ้านแต่ละบ้าน เวลามีแขกมา ก็จะต้องมีห้องรับแขก ถ้าเรามองว่าเมืองเก่าสงขลาเป็นบ้านหนึ่งหลัง เราจะทำห้องรับแขกหรือชุดรับแขกขึ้นมายังไงได้บ้าง” นี่คือไอเดียเริ่มต้นของโปรเจ็กต์ที่ชื่อ Neighbors ของ Trimode Studio สตูดิโอออกแบบที่ก่อตั้งโดยสามดีไซเนอร์ ประกอบด้วย นิ-ชินภานุ อธิชาธนบดี หงส์-ภิรดา และ หยก-ภารดี เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
(จากซ้ายไปขวา) หงส์-ภิรดา, หยก-ภารดี เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา และ นิ-ชินภานุ อธิชาธนบดี
เมืองเก่าสงขลาเป็นเมืองที่น่าเดินเที่ยวแต่ไม่มีที่หลบแดด คอนเซ็ปต์หลักของทาง Trimode Studio จึงเป็นการออกแบบจุดพักระหว่างการเดิน ไม่เพียงแค่การเพิ่มร่มเงาให้กับเมือง แต่ยังเป็นการทำให้คนในเมืองและนักท่องเที่ยวเชื่อมโยงเข้าหากันได้ สุดท้ายคือการนำเสนอวัตถุดิบจากพื้นถิ่นให้เป็นที่รู้จักกับคนนอกพื้นที่ โดยการนำ ‘ใยตาล’ มาทักถอเข้ากับด้ายและผูกขึงขึ้นมาเป็นร่มเงาให้ระหว่างทางเดิน
หงส์ หนึ่งในดีไซเนอร์จาก Trimode Studio กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราเป็นนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราก็ได้ไปรู้จักกับกลุ่ม nodething ที่ทำใยตาล อยู่ที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นเจ้าเดียวในประเทศไทยที่ใช้ใยตาลมาทำงานฝีมือ เดิมทีเป็นกระเป๋า แต่เราก็เห็นศักยภาพที่สามารถต่อยอดได้ของพวกเขา จึงนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ให้ไป”
โดยไอเดียที่ว่าก็คือ การนำใยตาลมาทักถอร่วมกับเส้นด้ายเพื่อสร้างร่มเงาให้ผู้สัญจร ซึ่งเจ้าวัสดุชนิดนี้นั้น ทั้งสามได้รับการบอกเล่ามาว่า เดิมทีเขาใช้ในอุตสาหกรรมประมง แล้วพบว่ามีคุณสมบัติที่ทั้งทนแดดทนฝนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ในน้ำทะเล 4-5 ปีก็ไม่มีขึ้นรา
รูปธรรมคอนเซ็ปต์จากทั้งสามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงถูกจัดแสดงอย่างเด่นชัดใน ‘ชุดห้องรับแขกบ้านแขกเมือง’ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนยะหริ่ง
ห้องรับแขกของทาง Trimode Studio เกิดจากเก้าอี้ที่หยิบยืมมาจาก 9 บ้านในตัวเมืองเก่าสงขลา (ดูรายละเอียดเก้าอี้แต่ละตัวจากแต่ละร้านได้ที่นี่) โดยหงส์กล่าวถึงสาเหตุว่า “จากการที่เรามาเดินสำรวจก่อน เราเห็นว่าซอยตรงนี้เป็นซอยที่มีฟุตบาทของตัวเองชัดเจน อีกทั้งเดิมพื้นที่ตรงนี้ในเวลาเย็น ๆ จะเป็นที่ที่เด็ก ๆ ในชุมชนออกมาวิ่งเล่นอยู่แล้ว เราจึงคิดว่าน่าจะเหมาะ บวกกับตอนกลางคืนมันก็จะมืด เราก็มาช่วยเพิ่มความสว่างให้กับเมืองไปด้วย”
หยกเสริม “คอนเซ็ปต์ของเราอีกอย่างก็คือ เหมือนการที่เราไปขอยืมเฟอร์นิเจอร์มาตากแดดตากฝน เราก็อยากจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์และสามารถต่อยอดได้ เราก็เลยคิดว่า เวลาเราขอ เราขอเก้าอี้ตัวที่พังแล้วก็ได้ แล้วเราจะเอามาซ่อมให้ตอนส่งคืนกลับไป”
แนวโน้มการตกแต่งย่านเมืองเก่าที่เป็นที่นิยมคือการเพนต์รูปคนลงไปบนผนังตึกรามบ้านช่อง เพื่อสื่อถึงสรรพชีวิตที่หมุนเวียนกันอยู่ในบริเวณดังกล่าวจากรุ่นสู่รุ่น แต่การนำเก้าอี้ที่มีเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละตัวมามัดรวมกันไว้ให้เป็นดั่งห้องรับแขกของเมือง ได้เปลี่ยนจากรูปเพนต์ของคนมาเป็นผู้คนที่มีเลือดเนื้อจริง ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาเยี่ยมชมมนต์เสน่ห์ที่ฟูฟ่องอยู่ในย่านแห่งนี้แทน
โปรเจ็กต์ Neighbors แสดงให้เห็นถึงการที่นักออกแบบถอดตัวตนของตัวเองลงไปให้ได้มากที่สุด เหลือไว้แต่เพียงประโยชน์ใช้สอยที่สอดคล้องกับวิถีของคนในชุมชน หงส์เล่าถึงผลตอบรับจากคนในชุมชนที่มีต่องานบนถนนนางงามให้ฟังว่า “มีพี่ในพื้นที่คนหนึ่งมาเล่าว่า ทำตรงนี้นี่ดีเลย เพราะตรงนี้ตอนเช้า ๆ จะมีพระมาบิณฑบาต คนก็จะมาใส่บาตรตอนเช้า ๆ คือเราอยากสร้างห้องรับแขกของเราให้มีกลิ่นของความเป็นเมืองที่มีชีวิต เราไม่อยากสร้างอะไรใหม่ แต่เราอยากสร้างจากสิ่งที่มีอยู่และเพิ่มคุณค่าใหม่เข้าไป”
05 การขยายเวลากิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชน
ด้วยโปรเจ็กต์มากมายที่บรรดานักออกแบบได้มาช่วยกันทำให้กับย่านเมืองเก่าสงขลา นอกจากผลลัพธ์ด้านความสวยงาม น่าอยู่ และปลอดภัย อันเป็นไปตามวิถีชีวิตและความต้องการของคนในพื้นที่เองอย่างแท้จริงแล้ว อีกหนึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ Livable City Project โปรเจ็กต์เชิงทดลองเพื่อสร้างความน่าอยู่ให้กับย่านเมืองเก่านี้ก็คือ การช่วยขยายเวลากิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชน ที่ช่วยสนับสนุนให้คนในพื้นที่ได้เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจากต่างที่ต่างถิ่นหรือบรรดานักท่องเที่ยวจากภายนอก จากการที่พื้นที่ในย่านมีความปลอดภัยมากขึ้น น่าอยู่ น่าเดิน และน่าท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้จึงไม่เพียงเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างคนกับคน และคนกับพื้นที่แล้ว แต่ยังดีต่อการช่วยเสริมกำลังให้กับบรรดาธุรกิจ ร้านรวงต่าง ๆ ที่จะได้มีเวลาทำการที่ยาวนานขึ้น สามารถต้อนรับลูกค้าได้มากขึ้น และนำมาซึ่งความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจชุมชนได้ในที่สุดนั่นเอง
โดย Livable City Project นั้น ยังมีกิจกรรมนอกเหนือจากที่ยกมากล่าวถึงอีก 2 ที่ นั่นคือ Songkhla in Transition: the Mid-Century Facade โดย NA STUDIO X MELT DISTRICT และ Samila Mermaid เรื่องเล่าของนางเงือกแห่งสงขลา โดย Sumphat Gallery ที่ต่างมีจุดเด่นของการนำเสนอความเป็นเมืองในมิติใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ
แน่นอนว่า งานออกแบบเหล่านี้จะได้ไปต่อหรือไม่ ก็อยู่ที่ขั้นตอนต่อไปหลังจากการรายงานผลแก่ทางเทศบาลและชุมชนคนในพื้นที่ แต่ไม่ว่าจะได้ “ไปกันต่อ” หรือ “พอแค่นี้” นั่นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าการได้ลองแสดงถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับทั้งคนนอกและในชุมชน ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของการออกแบบที่สามารถเป็นเครื่องมือผลักพลังงานในตัวเมืองเก่าแห่งนี้ให้ลุกโชติไปได้ไกลมากกว่าเดิม
งานออกแบบดังที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นงานทดลองที่แสดงถึงความเคารพต่อผู้คนในชุมชน หลบตัวเองในฐานะนักออกแบบไปอยู่หลังฉาก เพื่อให้วัสดุ เสน่ห์ของเมือง และชีวิตชีวาที่รุ่มรวย ได้เผยแสดงอย่างเต็มที่ในฉากหน้า เปรียบดั่งการลดบทบาทตัวตนในฐานะผู้สร้างลง เหลือไว้แต่เพียงร่องรอยของการออกแบบ ที่แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยแก้ไข และขับเน้นความหมายให้แก่คนในท้องที่ได้อย่างแท้จริง
ภาพ : Pakk Taii Design Week, Cloud Floor
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล