โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Pakk Taii Design Week 2024 เทศกาลงานออกแบบที่ไม่ได้นำเสนอแค่ความคูล แต่คือความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่เราทุกคนควรได้รับ

นิตยสารคิด

อัพเดต 23 ส.ค. 2567 เวลา 01.41 น. • เผยแพร่ 23 ส.ค. 2567 เวลา 01.41 น.
pakk-taii-design-week-2024-livable-city-project-cover

ย่านเมืองเก่าจังหวัดสงขลากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมืองเล็ก ๆ กับถนนสามสายหลักที่พาดผ่านสร้างเสน่ห์อันแสนพิเศษให้กับผู้มาเยือนได้ราวกับต้องมนต์ ตึกรามบ้านช่องในอดีตและสมัยนิยมถูกวางผสมผสานกัน เคล้าไปด้วยไอแดดและความชื้นจากบรรยากาศริมทะเลสาบที่หาได้ยากไม่ว่าจากที่ใด

ทว่าในทุกการขยับขยายตัวของเมือง โดยเฉพาะในความเป็นย่านเมืองเก่านั้น ย่อมตามมาด้วยปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของประชากร การสัญจรไปมาของทั้งผู้คนและยวดยานพาหนะ รวมถึงขยะต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว

เพื่อให้เมืองพัฒนาไปอย่างยั่งยืนและน่าอยู่อยู่เสมอ หนทางการแก้ไขจึงต้องทำด้วยความเคารพและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่ ไม่ให้กลายเป็นการเข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตชุมชน แต่เป็นการนำองค์ความรู้จากชุมชนมาศึกษาและต่อยอดเพื่อสร้างเป็นแนวทางการแก้ไข นี่จึงเป็นที่มาของโครงการ Livable City Project โปรเจ็กต์เชิงทดลองเพื่อสร้างความน่าอยู่ให้กับย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2567 หรือ Pakk Taii Design Week 2024

5+1 โจทย์ สู่ความน่าอยู่ของย่านเมืองเก่าสงขลา
ใครก็ตามที่ได้เดินทอดน่องบนถนนนางงามในช่วงงานเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2567 สิ่งที่จะสังเกตเห็นได้เลยคือแถบสีเขียวและชมพูขนาบสองฝั่งของท้องถนน นี่คือหนึ่งในสามโปรเจ็กต์ของทีม Cloud Floor ที่ได้ร่วมทดลองออกแบบการพัฒนาเมืองใน Livable City Project ในครั้งนี้

“ก่อนที่จะเป็นงานออกแบบ มันก็เป็นงานกระบวนการ เรามีการจัดเวิร์กช้อปกับชุมชนและรับฟังนโยบาย ความเห็นจากทางเทศบาล พอสองส่วนนี้มาผสมกัน จึงได้ออกมาเป็น 5+1 โจทย์” ฟิวส์-นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Cloud Floor บริษัทสถาปนิกที่สนใจในเรื่องการพัฒนาเมืองและพื้นที่สาธารณะกล่าว

โดย 5 โจทย์ที่ว่าประกอบไปด้วย ความปลอดภัยบนท้องถนน การจัดการขยะในพื้นที่ การให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน การสร้างที่นั่งพักระหว่างทาง และการขยายเวลากิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชน ส่วนอีก 1 โจทย์ที่บวกเข้ามานั้น จะอยู่ในส่วนของอนาคต นั่นคือการทำ City Branding ซึ่งฟิวส์คาดว่าจะเป็นแผนในระยะต่อไปในปีหน้า

01 ความปลอดภัยบนท้องถนน
ถนนทั้งสามในย่านเมืองเก่าสงขลาเป็นถนนเลนเดียว พื้นที่ใช้สอยไม่มากนัก ด้วยรถราที่เพิ่มมากขึ้นจากประชากรที่เข้ามาใหม่ ผสมกับฟุตบาทที่มีพื้นที่อย่างจำกัด จึงทำให้ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ

ฟิวส์เล่าว่า ประชามติของคนในชุมชนคือ รถยนต์จะสามารถจอดได้สลับสองฝั่งถนนเป็นวันคู่และวันคี่ และจอดได้ทั้งสองฝั่งในวันเสาร์และอาทิตย์ รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์

“เราก็พัฒนาต่อจากประชามตินั้น ทำให้มันปลอดภัยขึ้นโดยการทาสีสองฝั่งถนนให้เป็นคนละสีกัน สีชมพูและสีเขียว เป็นการเพิ่มรูปแบบเพื่อสร้างความเข้าใจ นอกเหนือจากการต้องมานั่งจำว่าวันนี้วันคู่หรือวันคี่ และยังไปสัมพันธ์กับการออกแบบป้ายที่เราทดลองนำการออกแบบใหม่เข้ามา จากเดิมที่บอกว่า ‘ห้ามจอด’ เราบอกว่า ‘ให้จอด’ และมีรูปรถชี้เข้าแต่ละฝั่ง รวมทั้งมีภาษาอธิบายถึงสามภาษา ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ และจีน”

โจ-ดลพร ชนะชัย คู่หูผู้ร่วมก่อตั้ง Cloud Floor กล่าวเสริมว่า “ลวดลายที่อยู่บนพื้นนั้น ที่เป็นสีขาวจะมาจากตัวช่องระบายลมด้านบนประตูที่อยู่ตามบ้านในตัวเมืองเก่า และยังมีลวดลายของผู้คนในหลากหลายรุ่น เพื่อสื่อว่าทางนี้เป็นทางของพวกเขาทุกคน ในระยะเริ่มต้นนี้ เราทำไว้ประมาณ 150-160 เมตรก่อน ในช่วง 9 วันของการจัดงานก็จะเป็นการวัดผล เพื่อสรุปและรายงานต่อเทศบาลและชุมชน ถ้าเขาชอบ ก็ไปต่อ วันนี้เป็นวันที่สองของงานแล้ว ก็มีเสียงจากซอยอื่น ๆ มาแล้วว่าอยากให้ไปทำด้วย เพราะว่าปัญหามันเหมือนกันทุกที่”

(จากซ้ายไปขวา) ฟิวส์-นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย, โจ-ดลพร ชนะชัย

02 การจัดการขยะ
หนึ่งในธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในย่านเมืองเก่าแห่งนี้ก็คือบรรดาร้านค้าและคาเฟ่ สิ่งที่ตามมาจากคาเฟ่ จึงหนีไม่พ้นบรรจุภัณฑ์จากทางร้าน ซึ่งมติของชุมชนลงความเห็นไว้ว่า เมืองเก่าจะไม่มีถังขยะเลย เพื่อหวังให้คนนำไปทิ้งกับทางร้านที่ตัวเองซื้อหรือไม่ก็กับทางโรงแรมที่เข้าพัก แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ชาวบ้านพบขยะถูกสอดไว้ตามซอกหลืบต่าง ๆ เต็มไปหมด โจเล่าว่าขยะในย่านเมืองเก่าหลังโรคการระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นจาก 80 ตันต่อวันเป็น 120 ตันต่อวัน แต่ว่าการจัดการขยะยังมีเท่าเดิม จึงเกิดปัญหาสะสมในพื้นที่

ทั้งคู่จึงสร้างโปรเจ็กต์ที่ชื่อว่า Bin Tower (ฟิวส์กล่าวติดตลกว่ามันมาจาก Beer Tower) ขึ้นมา 10 จุดในขั้นทดลองนี้ โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการ 10 ร้านค้า โจเล่าสาเหตุที่เริ่มต้นจากผู้ประกอบการว่า เป็นเพราะขยะที่พบส่วนใหญ่ในเมืองคือขยะที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์ของร้านค้าเมื่อสั่งกลับบ้าน

คำถามต่อมาที่สำคัญก็คือ แยกแล้วไปไหน? ฟิวส์กล่าวว่า “เราเก็บรวบรวมใส่ถุงใสไว้ เพื่อให้รู้ว่าข้างในคืออะไร เมื่อรวมได้ 9 วันตลอดงาน ก็จะนำเอาขยะทั้งหมดที่รีไซเคิลได้ไปส่งต่อให้กับชุมชนที่เขารับซื้อ หรือทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ซึ่งเขามีโครงการเรื่องการคัดแยกขยะพลาสติกอยู่แล้ว ในส่วนวัสดุที่รีไซเคิลไม่ได้ ก็ส่งให้เทศบาลนำไปจัดการต่อ ถ้า 9 วันนี้ ผู้ประกอบการคิดว่ามีประโยชน์ เราก็จะทิ้งไว้ให้เขาดูแลต่อไป”

แม้การแยกขยะจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่โจกล่าวถึงข้อเท็จจริงนี้ว่า “ร้านค้าจะมีนโยบายที่ให้พกแก้วไปเองอยู่แล้ว แต่ในมุมของนักท่องเที่ยว เขาก็ต้องซื้อพวกนี้อยู่ดี เราจึงไปจับปัญหาที่จุดนั้น และหาทางส่งเพื่อให้มันถูกกำจัดให้เร็วที่สุด”

03 การให้ความรู้ของตัวเมืองแก่ผู้มาเยือน
แต่ละเมืองย่อมมีเอกลักษณ์และเรื่องเล่าเฉพาะตัวในแบบของตัวเอง เมืองเก่าสงขลาก็เช่นเดียวกัน “บางทีเราไปเดินเที่ยวย่านนู้นย่านนี้ เราไม่รู้เลยว่าเรื่องราวย่านนั้นมันคืออะไร บางทีมันอยู่ในอินเทอร์เน็ต หรืออยู่ในความทรงจำของคนในย่านนั้น ๆ แต่งานนี้เราคลี่มันออกมาเพื่อให้มันเห็นเป็นเชิงกายภาพ” ฟิวส์กล่าว

โดยเรื่องเล่าทั้งหมดเกิดจากการเปิด Open Call ที่รับทั้งคนทั่วไป นักศึกษา อาจารย์ ให้มาร่วมเล่าร่วมกัน และทางทีม Cloud Floor ได้คัดเหลือเพียง 12 เรื่องเล่าเท่านั้นที่ต้องการส่งต่อให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน ตัวอย่างเช่น “ทำไมถึงชื่อถนนนางงาม?” “รู้หรือไม่…สงขลามีบ่อ?” “เรื่องเล่าส้วมแดง: รู้หรือไม่…บ้านคนสงขลาแต่แรกไม่มีส้วมในบ้าน?” ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่ได้เข้ามาในพื้นที่ได้ทำความรู้จักเรื่องเล่าเฉพาะตัวของย่านจากปากเจ้าของพื้นที่ตัวจริง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีและสร้างความประทับใจให้กับการเดินทางในครั้งนี้ด้วย

04 การสร้างร่มเงา จุดนั่งพักระหว่างทางเดิน
“บ้านแต่ละบ้าน เวลามีแขกมา ก็จะต้องมีห้องรับแขก ถ้าเรามองว่าเมืองเก่าสงขลาเป็นบ้านหนึ่งหลัง เราจะทำห้องรับแขกหรือชุดรับแขกขึ้นมายังไงได้บ้าง” นี่คือไอเดียเริ่มต้นของโปรเจ็กต์ที่ชื่อ Neighbors ของ Trimode Studio สตูดิโอออกแบบที่ก่อตั้งโดยสามดีไซเนอร์ ประกอบด้วย นิ-ชินภานุ อธิชาธนบดี หงส์-ภิรดา และ หยก-ภารดี เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา

(จากซ้ายไปขวา) หงส์-ภิรดา, หยก-ภารดี เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา และ นิ-ชินภานุ อธิชาธนบดี

เมืองเก่าสงขลาเป็นเมืองที่น่าเดินเที่ยวแต่ไม่มีที่หลบแดด คอนเซ็ปต์หลักของทาง Trimode Studio จึงเป็นการออกแบบจุดพักระหว่างการเดิน ไม่เพียงแค่การเพิ่มร่มเงาให้กับเมือง แต่ยังเป็นการทำให้คนในเมืองและนักท่องเที่ยวเชื่อมโยงเข้าหากันได้ สุดท้ายคือการนำเสนอวัตถุดิบจากพื้นถิ่นให้เป็นที่รู้จักกับคนนอกพื้นที่ โดยการนำ ‘ใยตาล’ มาทักถอเข้ากับด้ายและผูกขึงขึ้นมาเป็นร่มเงาให้ระหว่างทางเดิน

หงส์ หนึ่งในดีไซเนอร์จาก Trimode Studio กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราเป็นนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราก็ได้ไปรู้จักกับกลุ่ม nodething ที่ทำใยตาล อยู่ที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นเจ้าเดียวในประเทศไทยที่ใช้ใยตาลมาทำงานฝีมือ เดิมทีเป็นกระเป๋า แต่เราก็เห็นศักยภาพที่สามารถต่อยอดได้ของพวกเขา จึงนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ให้ไป”

โดยไอเดียที่ว่าก็คือ การนำใยตาลมาทักถอร่วมกับเส้นด้ายเพื่อสร้างร่มเงาให้ผู้สัญจร ซึ่งเจ้าวัสดุชนิดนี้นั้น ทั้งสามได้รับการบอกเล่ามาว่า เดิมทีเขาใช้ในอุตสาหกรรมประมง แล้วพบว่ามีคุณสมบัติที่ทั้งทนแดดทนฝนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ในน้ำทะเล 4-5 ปีก็ไม่มีขึ้นรา

รูปธรรมคอนเซ็ปต์จากทั้งสามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงถูกจัดแสดงอย่างเด่นชัดใน ‘ชุดห้องรับแขกบ้านแขกเมือง’ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนยะหริ่ง

ห้องรับแขกของทาง Trimode Studio เกิดจากเก้าอี้ที่หยิบยืมมาจาก 9 บ้านในตัวเมืองเก่าสงขลา (ดูรายละเอียดเก้าอี้แต่ละตัวจากแต่ละร้านได้ที่นี่) โดยหงส์กล่าวถึงสาเหตุว่า “จากการที่เรามาเดินสำรวจก่อน เราเห็นว่าซอยตรงนี้เป็นซอยที่มีฟุตบาทของตัวเองชัดเจน อีกทั้งเดิมพื้นที่ตรงนี้ในเวลาเย็น ๆ จะเป็นที่ที่เด็ก ๆ ในชุมชนออกมาวิ่งเล่นอยู่แล้ว เราจึงคิดว่าน่าจะเหมาะ บวกกับตอนกลางคืนมันก็จะมืด เราก็มาช่วยเพิ่มความสว่างให้กับเมืองไปด้วย”

หยกเสริม “คอนเซ็ปต์ของเราอีกอย่างก็คือ เหมือนการที่เราไปขอยืมเฟอร์นิเจอร์มาตากแดดตากฝน เราก็อยากจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์และสามารถต่อยอดได้ เราก็เลยคิดว่า เวลาเราขอ เราขอเก้าอี้ตัวที่พังแล้วก็ได้ แล้วเราจะเอามาซ่อมให้ตอนส่งคืนกลับไป”

แนวโน้มการตกแต่งย่านเมืองเก่าที่เป็นที่นิยมคือการเพนต์รูปคนลงไปบนผนังตึกรามบ้านช่อง เพื่อสื่อถึงสรรพชีวิตที่หมุนเวียนกันอยู่ในบริเวณดังกล่าวจากรุ่นสู่รุ่น แต่การนำเก้าอี้ที่มีเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละตัวมามัดรวมกันไว้ให้เป็นดั่งห้องรับแขกของเมือง ได้เปลี่ยนจากรูปเพนต์ของคนมาเป็นผู้คนที่มีเลือดเนื้อจริง ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาเยี่ยมชมมนต์เสน่ห์ที่ฟูฟ่องอยู่ในย่านแห่งนี้แทน

โปรเจ็กต์ Neighbors แสดงให้เห็นถึงการที่นักออกแบบถอดตัวตนของตัวเองลงไปให้ได้มากที่สุด เหลือไว้แต่เพียงประโยชน์ใช้สอยที่สอดคล้องกับวิถีของคนในชุมชน หงส์เล่าถึงผลตอบรับจากคนในชุมชนที่มีต่องานบนถนนนางงามให้ฟังว่า “มีพี่ในพื้นที่คนหนึ่งมาเล่าว่า ทำตรงนี้นี่ดีเลย เพราะตรงนี้ตอนเช้า ๆ จะมีพระมาบิณฑบาต คนก็จะมาใส่บาตรตอนเช้า ๆ คือเราอยากสร้างห้องรับแขกของเราให้มีกลิ่นของความเป็นเมืองที่มีชีวิต เราไม่อยากสร้างอะไรใหม่ แต่เราอยากสร้างจากสิ่งที่มีอยู่และเพิ่มคุณค่าใหม่เข้าไป”

05 การขยายเวลากิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชน
ด้วยโปรเจ็กต์มากมายที่บรรดานักออกแบบได้มาช่วยกันทำให้กับย่านเมืองเก่าสงขลา นอกจากผลลัพธ์ด้านความสวยงาม น่าอยู่ และปลอดภัย อันเป็นไปตามวิถีชีวิตและความต้องการของคนในพื้นที่เองอย่างแท้จริงแล้ว อีกหนึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ Livable City Project โปรเจ็กต์เชิงทดลองเพื่อสร้างความน่าอยู่ให้กับย่านเมืองเก่านี้ก็คือ การช่วยขยายเวลากิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชน ที่ช่วยสนับสนุนให้คนในพื้นที่ได้เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจากต่างที่ต่างถิ่นหรือบรรดานักท่องเที่ยวจากภายนอก จากการที่พื้นที่ในย่านมีความปลอดภัยมากขึ้น น่าอยู่ น่าเดิน และน่าท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้จึงไม่เพียงเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างคนกับคน และคนกับพื้นที่แล้ว แต่ยังดีต่อการช่วยเสริมกำลังให้กับบรรดาธุรกิจ ร้านรวงต่าง ๆ ที่จะได้มีเวลาทำการที่ยาวนานขึ้น สามารถต้อนรับลูกค้าได้มากขึ้น และนำมาซึ่งความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจชุมชนได้ในที่สุดนั่นเอง

โดย Livable City Project นั้น ยังมีกิจกรรมนอกเหนือจากที่ยกมากล่าวถึงอีก 2 ที่ นั่นคือ Songkhla in Transition: the Mid-Century Facade โดย NA STUDIO X MELT DISTRICT และ Samila Mermaid เรื่องเล่าของนางเงือกแห่งสงขลา โดย Sumphat Gallery ที่ต่างมีจุดเด่นของการนำเสนอความเป็นเมืองในมิติใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ

แน่นอนว่า งานออกแบบเหล่านี้จะได้ไปต่อหรือไม่ ก็อยู่ที่ขั้นตอนต่อไปหลังจากการรายงานผลแก่ทางเทศบาลและชุมชนคนในพื้นที่ แต่ไม่ว่าจะได้ “ไปกันต่อ” หรือ “พอแค่นี้” นั่นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าการได้ลองแสดงถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับทั้งคนนอกและในชุมชน ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของการออกแบบที่สามารถเป็นเครื่องมือผลักพลังงานในตัวเมืองเก่าแห่งนี้ให้ลุกโชติไปได้ไกลมากกว่าเดิม

งานออกแบบดังที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นงานทดลองที่แสดงถึงความเคารพต่อผู้คนในชุมชน หลบตัวเองในฐานะนักออกแบบไปอยู่หลังฉาก เพื่อให้วัสดุ เสน่ห์ของเมือง และชีวิตชีวาที่รุ่มรวย ได้เผยแสดงอย่างเต็มที่ในฉากหน้า เปรียบดั่งการลดบทบาทตัวตนในฐานะผู้สร้างลง เหลือไว้แต่เพียงร่องรอยของการออกแบบ ที่แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยแก้ไข และขับเน้นความหมายให้แก่คนในท้องที่ได้อย่างแท้จริง

ภาพ : Pakk Taii Design Week, Cloud Floor

เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

สัมผัสไวน์ให้ลึกซึ้งผ่าน Master of Wine

เดลินิวส์

ไฉน “หลิวปัง” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้นำแบบ “ร่วมทุกข์ได้ ร่วมสุขไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

สมเด็จพระพันวัสสา ทรงมีพระนามมาก ถึงกับรับสั่งว่า “จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

เหตุใด จอมพล ป. หนุนการสร้าง “พระบรมรูปรัชกาลที่ 6” ที่สวนลุมพินี?

ศิลปวัฒนธรรม

เออิอีดอู๊ด! เสียงไก่ขัน มีหลายแบบ? สำรวจเสียงไก่ในชาติต่างๆ โดย เสฐียรโกเศศ

ศิลปวัฒนธรรม

กำเนิด “ลูกชุบ” สมัยอยุธยา ต้นตำรับใช้อัลมอนด์ ไม่ใช่ถั่วเขียว!

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...