ทำความรู้จัก “แอดไวซ์” หรือ ADVICE ผู้จำหน่ายสินค้าไอทีเบอร์ 1 ของไทย กำลังเข้าตลาดหุ้น
Wealthy Thai
อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 00.29 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2566 เวลา 01.45 น. • ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์ตลาดหุ้นไทยกำลังจะมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ จำหน่ายปลีก-ส่ง สินค้าไอที เข้ามาจดทะเบียน อย่างบริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICEซึ่งจะมีความน่าสนใจแค่ไหน คอลัมน์ Next IPO ประจำวันอังคารในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพามาหาคำตอบ
สำหรับ ADVICE เป็นผู้จำหน่ายสินค้าไอทีรายใหญ่ของประเทศ ประกอบธุรกิจจำหน่ายปลีก-ส่ง สินค้าไอทีภายใต้ชื่อร้าน “Advice” ซึ่งเป็นร้านค้าในรูปแบบไอทีซุปเปอร์สโตร์ โดยจำหน่ายสินค้าไอทีที่มีความหลากหลาย เช่น คอมพิวเตอร์ประกอบ (D.I.Y) คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค (Notebook) คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป (Desktop) และอุปกรณ์เสริมต่างๆ
นอกจากนี้ยังจำหน่ายสินค้ากลุ่มดิจิทัลไลฟ์สไตล์ Internet of Things (IoT) ไปจนถึงสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รวมทั้งยังให้บริการรับเคลมสินค้าที่มีปัญหาให้ผู้ผลิต รวมถึงให้บริการซ่อมบำรุงและตรวจเช็คอุปกรณ์ไอทีแบบครบวงจร
ทั้งนี้แบ่งการดำเนินธุรกิจออกเป็น 5 ประเภท โดยสัดส่วนรายได้ ณ สิ้นปี 2565 มีดังนี้
1.ธุรกิจค้าปลีก ผ่านสาขา 38.4%
2.ธุรกิจค้าปลีก ผ่านออนไลน์ 20.9%
3.ธุรกิจค้าส่ง 35.9%
4.ธุรกิจลูกค้าองค์กร 4.1%
5.ธุรกิจบริการ 0.7%
โดยบริษัทมีรายได้ส่วนใหญ่กว่า 65% จากธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที ซึ่งเป็นการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางสาขาของบริษัท และช่องทางออนไลน์ รวมถึงการจำหน่ายให้แก่ลูกค้าองค์กร ขณะที่รายได้อีกประมาณ 35% มาจากการค้าส่งสินค้าไอทีให้แก่สาขาแฟรนไชส์และตัวแทนจำหน่ายสินค้าในจังหวัดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีรายได้จากธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นการให้บริการซ่อมแซมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นหลัก
ขณะที่มีรายได้หลักจากการจำหน่ายสินค้า กลุ่มคอมพิวเตอร์ประกอบ (D.I.Y) 38.2% คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค (Notebook) 28.7% เครื่องพิมพ์ (Printers) 9.5% และคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป (Desktop) 9.1%
ทั้งนี้บริษัทจำหน่ายสินค้าไอทีผ่านช่องทางสาขาและช่องทางออนไลน์ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 มีสาขา “Advice” รวมทั้งสิ้น 337 สาขา ประกอบด้วย สาขาที่เป็นเจ้าของ 112 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และในจังหวัดที่สำคัญของประเทศไทย
อีกทั้งสาขาแฟรนไชส์ (Franchise) อีก 225 แห่ง กระจายอยู่ในแหล่งชุมชนในอำเภอและจังหวัดต่างๆ ครอบคลุม 75 จังหวัดในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งบริษัทมีนโยบายลงทุนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
โดยในปัจจุบันบริษัทถือเป็นผู้จำหน่ายสินค้าไอทีที่มีหน้าร้านครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งจำหน่ายสินค้าไอทีจากผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกรวมกว่า 433 แบรนด์ และมีสินค้าให้ลูกค้าได้เลือกซื้อมากกว่า 16,000 รายการ
ส่วนผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง (2563-65) พบว่า ปี 2563 รายได้รวม 12,544.60ล้านบาท กำไรสุทธิ 233.8ล้านบาท ปี 2564 รายได้รวม 14,310.20ล้านบาท กำไรสุทธิ 430.2ล้านบาท และปี 2565 รายได้รวม 14,395ล้านบาท กำไรสุทธิ 205.7ล้านบาท
โดยมีกำไรสุทธิในปี 2565 ปรับตัวลดลงจากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของอัตรากำไรขั้นต้น เนื่องจากต้นทุนสินค้าบางประเภท เช่น การ์ดจอ ปรับตัวสูงขึ้นจากการสต็อกสินค้าในช่วงปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่การ์ดจอยังมีราคาจำหน่ายสูง ขณะที่ราคาขายการ์ดจอในปี 2565 ปรับตัวลดลงตามการลดลงของราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) และอีเธอเรียม (Ethereum)
นอกจากนี้ บริษัทยังมีการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขายสินค้าในช่วงที่ความต้องการสินค้าชะลอตัว ส่งผลให้ราคาขายสินค้าในภาพรวมปรับตัวลดลง บริษัทจึงมีส่วนต่างกำไรจากการขายสินค้าที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และยังบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจากการเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันฟุตบอลรายการ THE MATCH Bangkok Century Cup 2022 ซึ่งมีจำนวนสุทธิกว่า 64.5 ล้านบาท
ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจ มีเป้าหมายที่จะรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งสินค้าไอทีแบบครบวงจร ด้วยผลกำไรที่เติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับคู่ค้า จึงตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายสินค้าควบคู่กับอัตราการทำกำไร
ด้านยอดขายสินค้าในช่วง 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มยอดขายสู่ระดับ 20,000 ล้านบาท และรักษาอัตราการเติบโตของยอดขายไม่ต่ำกว่า 10%ต่อปี โดยจะมุ่งเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมและการขยายฐานลูกค้าใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ New Generation ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ผ่านการจัดกิจกรรมทางการตลาดเชิงรุกในทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจในตัวสินค้าและสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านอัตรากำไร ตั้งเป้าที่จะเพิ่มอัตรากำไรผ่านการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจค้าปลีกให้สูงขึ้น เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจค้าส่งอันเนื่องมาจากการขายสินค้าให้แก่ผู้ใช้สินค้าโดยตรง โดยตั้งเป้าจะขยายสาขาและหน้าร้านเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ในช่วง 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะมีหน้าร้าน Advice รวมทั้งสิ้น 420 แห่ง ผ่านการเปิดสาขาของบริษัทเพิ่มเติมอีก 35 – 40 แห่ง ในทำเลที่มีศักยภาพ โดยจะมุ่งเน้นการเปิดสาขาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
ส่วนสาขาในต่างจังหวัด จะเน้นการรีโนเวท (Renovate) หรือปรับปรุงรูปแบบสาขาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยบางสาขาที่มีศักยภาพจะได้รับการพัฒนารูปแบบเป็นไอทีคอมมูนิตี้ขนาดย่อมที่มีพื้นที่ให้ลูกค้าได้เข้ามาชมและทดลองสินค้า และมีพื้นที่สำหรับนั่งทำงานหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายที่จะขยายสาขาแฟรนไชส์อีก 30 – 50 แห่ง เพื่อให้สามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและรักษาตำแหน่งการเป็นผู้ซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ (Top Tier) ของบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้าได้ต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทได้รับส่วนลดทางการค้า รวมถึงค่าส่งเสริมการขายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น
อีกทั้งเมื่อบริษัทมีขนาดของกิจการที่ใหญ่ขึ้น จะได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ในด้านต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ยังวางเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงขึ้นผ่านการปรับประเภทผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในแต่ละช่องทาง โดยจะมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีที่อยู่ในความต้องการของตลาด มีราคาขายสูงและมีอัตรากำไรดีในแต่ละช่วงเวลา เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คเกมมิ่งและเกมมิ่งเกียร์ ร่วมกับการขายผลิตภัณฑ์เสริมควบคู่ไปกับการขายผลิตภัณฑ์หลัก
โดยยังมีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในด้านต่างๆ เช่น การลดระยะเวลาในการขนส่ง และการบริหารจัดการคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพเพื่อบริหารต้นทุนสินค้าและต้นทุนทางการเงิน ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงขึ้นได้ในอนาคต
หมายเหตุ อ้างอิงจากแบบไฟลิ่ง ADVICE