โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตระหนัก 'ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่' (จบ) ความคลาดเคลื่อนที่ควรแก้ไข ทุกฝ่ายร่วมชำระใหม่แบบขยายความ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 ก.ค. 2566 เวลา 04.54 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2566 เวลา 03.00 น.

ตระหนัก ‘ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่’ (จบ)

ความคลาดเคลื่อนที่ควรแก้ไข

ทุกฝ่ายร่วมชำระใหม่แบบขยายความ

การวิเคราะห์ “ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่” มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว ฉบับนี้ขอทำการสรุปสิ่งที่นักวิชาการสองท่าน คือ “อ.เกริก อัครชิโนเรศ” และ “อ.ภูเดช แสนสา” ได้เสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน แบ่งเป็น 4 ประเด็นดังนี้

ประเด็นแรก สรุปแล้วใครแต่งตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

ประเด็นที่สอง ความน่าเชื่อถือของตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

ประเด็นที่สาม ความคลาดเคลื่อนของการแปลต้นฉบับในเวอร์ชั่นต่างๆ

ประเด็นที่สี่ การชำระสะสางข้อผิดพลาด ควรมีการขยายความใหม่โดยละเอียด

สรุปแล้วใครแต่งตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

สามตอนที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้น สามารถสรุปได้ว่า ผู้แต่ง “ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่” แบ่งได้ออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก ผูกที่ 1-5 เขียนโดย “อาลักษณ์” (scripter) ในราชสำนักเชียงใหม่ เป็นขุนนางชั้นสูงระดับ “แสนหนังสือ” ช่วยกันบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในยุคสมัยของตน เน้นวีรกรรมด้าน “การเมืองการปกครอง” ของกษัตริย์มากเป็นพิเศษ ผิดกับ “ตำนานมูลศาสนา” หรือ “ชินกาลมาลีปกรณ์” ที่รจนาโดยพระภิกษุ จึงเน้นเรื่องราวทางศาสนาเป็นหลัก

แถมตำนานสองเล่มหลังยังมี “วาระซ่อนเร้นด้านความขัดแย้งระหว่างนิกายสวนดอก-ป่าแดง” แบบออกนอกหน้าอีกด้วย ว่าใครโปรฝ่ายใด ในขณะที่ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ไม่ได้เชียร์หรือกดข่มทั้งสองนิกาย

ในกลุ่มแรกนี้ ยังแยกย่อยออกเป็น 5 ผูก

ผูกที่ 1 เป็นบทประณามพจน์ตามขนบนิยม อ.เกริกบอกว่าเทียบได้กับคัมภีร์ New Testament เริ่มตั้งแต่ยุคพุทธกาล มาจนฤๅษีสร้างเมืองให้พระนางจามเทวี ปู่จ้าวลาวจกไต่บันไดสวรรค์ มาจนถึง พระญามังราย มอบหมาย “อ้ายฟ้า” เป็นไส้ศึกทำลายนครหริภุญไชย

ผูกที่ 2 แผนปฏิบัติการของอ้ายฟ้า พระญามังรายสร้างเชียงใหม่ พระญาเบิกจากเขลางค์ยกทัพมาตีเวียงกุมกาม

ผูกที่ 3 ขุนครามต่อสู้ขับไล่พระญาเบิก จนถึงพระญาแสนพูสร้างเชียงแสน พระญากือนาอาราธนาพระสุมนเถระ พระญาสามฝั่งแกนบูรณะเวียงเจ็ดลิน

ผูกที่ 4 “ห้อ” (จีนฮ่อ) มาตกศึก หลังจากทัพสุโขทัยกลับไป เน้นวีรกรรมพระเจ้าติโลกราชสู้รบกับฝ่ายรัฐทางใต้ “มังหลว้าง” หรือ “ชีม่าน” ถูกฝ่ายอยุธยาส่งมาทำไสยศาสตร์ใส่เมืองเชียงใหม่

ผูกที่ 5 จับตัวมังหลว้างถ่วงน้ำแก่งพอก การครองเมืองของพระญายอดเชียงราย พระเมืองแก้ว เหตุการณ์วุ่นวายสมัยพระเมืองเกษเกล้า เรื่อยไปจนถึงสิ้นสุดราชวงศ์มังราย

กลุ่มที่ 2 คือผูกที่ 6 นำมาจากปูมโหรของฝ่ายเชียงแสน เนื่องจากช่วงนั้นเชียงใหม่แตกสานซ่านเซ็น ไม่มีการบันทึกเหตุการณ์อันขาดช่วงขาดตอนไป ผูกนี้มาจบที่วีรกรรมของหนานทิพย์ช้าง เจ้าครอกศรีอโนชาหงายเมือง พระเจ้ากาวิละนั่งเมืองเชียงใหม่

กลุ่มที่ 3 คือผูกที่ 7-8 ผู้เขียนเป็นชาวลำปาง เพราะเป็นเอกสารเดียวกันกับฝ่ายลำปาง เนื้อหาผูกที่ 7 พระเจ้ากาวิละมาตั้งเวียงป่าซาง จบด้วยการแปงเวียงหละปูน 2348 และผูกที่ 8 พระเจ้ากาวิละบูรณะฟื้นฟูเชียงใหม่ 2339 จบลงยุคเจ้าหลวงพุทธวงศ์ แผ่นดินเย็น

อ.ภูเดชกล่าวว่า ผู้เขียนตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่จะมีชื่อเสียงเรียงนามอย่างไรบ้างนั้น ไม่มีการลงชื่อของแต่ละคนเป็นลายลักษณ์อักษร ผิดกับตำนานมูลศาสนาที่ระบุว่ารจนาโดย “พระพุทธพุกาม” กับ “พระพุทธญาณ” และชินกาลมาลีปกรณ์ระบุว่าแต่งโดย “พระรัตนปัญญาเถระ”

อย่างไรก็ตาม อาลักษณ์เหล่านั้นจักต้องเป็นคนสนิทกับราชวงศ์มังราย ใช้ชีวิตอยู่ในรั้ว “หอคำหลวง” รับรู้ความเป็นไปของทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละแผ่นดินอย่างละเอียดยิบ

และ “แสนหนังสือ” ผู้นั้นน่าจะเป็นฆราวาสมากกว่าเพศบรรพชิต เพียงแต่ว่า การจารคัดลอกใบลานสืบต่อๆ กันมาในชั้นหลังมิให้สูญหาย ผู้จารมักเป็นพระภิกษุตามวัดต่างๆ

ความน่าเชื่อถือ

ของตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือนี้ วิทยากรทั้งสองท่าน คือ อ.เกริก และ อ.ภูเดช เห็นตรงกันว่า น้ำหนักของเนื้อหาที่ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่น่าจะมีความเป็นจริงน่าเชื่อถือได้สูงถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ หากเราตัดเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตอนตำนานพระนอนขอนม่วงที่ต้องการอ้างความชอบธรรมให้พระเจ้ากาวิละเคยดูแลเชียงใหม่มาก่อน ในผูกท้ายๆ ออกไปบ้าง

เนื้อหาที่เหลือเกือบทั้งหมด ล้วนเป็นรายละเอียดเฉพาะยุคสมัยที่อาลักษณ์รุ่นหลังมิอาจจินตนาการเสริมแต่งเพิ่มเติมขึ้นได้เลย

แน่นอนว่า อาจมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง ดังได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว เช่น เรื่องที่มาของระบบจุลศักราช ที่อยู่ๆ ก็ไปยกผลประโยชน์ให้พระเจ้าอนิรุทธมหาราชแห่งพุกาม

ทั้งนี้ สะท้อนว่าการบันทึกเรื่องราวที่ “ข้ามพรมแดน” เกี่ยวข้องกับกษัตริย์นอกอาณาจักรล้านนาอันไกลโพ้นนั้น ผู้บันทึกยังขาดความแม่นยำที่จะทำการชำระสอบทานข้อมูลที่ถูกต้อง

ความคลาดเคลื่อน

ของการแปลต้นฉบับในเวอร์ชั่นต่างๆ

ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราได้อ่านตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับต่างๆ นั้น อ.เกริกกล่าวว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้ “ผิด” มาตั้งแต่ต้นฉบับใบลาน หากเกิดจาก “ความเข้าใจผิดของผู้แปลเอง” มากกว่า โดยขอยกตัวอย่างไว้เป็นกรณีศึกษา 3 กรณี

กรณีแรก “นายทน ตนมั่น” พ่อน้อยพ่อหนานผู้ที่ช่วย อ.สงวน โชติสุขรัตน์ อ่านตั๋วเมืองหรืออักษรธัมม์ล้านนาจากใบลาน มาเป็นตัว “ต้นร่าง” ในปี 2509 ก่อนที่ อ.สงวนจะนำไปเรียบเรียงให้สละสลวยแล้วส่งพิมพ์กับสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 2514 นั้น

นายทน ตนมั่น เกิดความเข้าใจผิดเพราะอ่านแบบชาวบ้าน จับความตามตาเห็น เขาเห็นตัวเลขโหราซึ่งตั้งใจจะเขียนเลข ๗ ด้วยเหตุที่ตัวเลขนี้มีลักษณะคล้าย “ผ” ผึ้งด้วยเช่นกัน ทำให้แปล “เวียงเจ็ดลิน” กลายเป็น “เวียงผลิน” ซึ่งเข้าใจว่าการพิมพ์ใหม่อีกครั้งโดยสำนักพิมพ์ศรีปัญญาน่าจะแก้ไขจุดนี้ให้ถูกต้องแล้ว

กรณีที่สอง ฉบับแปลของ ดร.เดวิด เค.วัยอาจ กับ ศ.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว ตีความคำว่า “หานียะ” ผิด ซึ่งคำนี้แปลว่า “ความหายนะ” จากข้อความที่ว่า “หานียหนึ่งเกิดขึ้นที่บ้านหงสาแม่ริม” ไปแปลว่ามีกองกำลังชาวพม่าเป็นผู้ชาย 2 คน มารุมผู้หญิงคนเดียวที่หมู่บ้านแม่ริม

ซ้ำบางฉบับภาษาอังกฤษไปอธิบายความให้พิสดารขึ้นว่า แม่หญิง 2 คนเป็นเลสเบี้ยนกันไปโน่นก็มี ทำให้เกิดความบิดเบี้ยวทางประวัติศาสตร์อย่างรุนแรง

กรณีที่สาม เป็นคำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนาคือ นายนับเก้า เกียรติฉวีพรรณ นักศึกษาปี 3 ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ถามว่า ทำไมตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ในผูกที่ 6 จึงไปเอารายชื่อผู้ปกครองที่เป็นกษัตริย์กรุงอังวะมาสวมให้เป็นชื่อเจ้าเมืองเชียงใหม่?

อ.เกริก และ อ.ภูเดช อธิบายว่า นี่ถือเป็นความคลาดเคลื่อนอย่างไม่น่าให้อภัยของเอกสารผูกที่ 6 ซึ่งผู้รวบรวมตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ไม่สามารถหาเอกสารในฝ่ายเชียงใหม่ช่วงบ้านเมืองล้านนาถูกพม่าปกครองมาต่อกับผูกที่ 5 ได้เลย จึงจำเป็นต้องไปเอาเอกสารปูมโหรของฝ่ายเชียงแสนมาร้อยเรียง ซ้ำตอนหยิบมาก็ไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องอีกด้วย

จุดที่ผิดพลาดคือ ลำดับชื่อเจ้าเมืองเชียงใหม่ 3 องค์ ที่นั่งเมืองต่อจาก “พระแสนเมือง” เจ้าเมืองเชียงใหม่ที่สิ้นสุดอำนาจปี 2206 มีดังนี้

องค์แรกคือ เจ้าเมืองแพร่ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่าปกครองเชียงใหม่ระหว่างปี 2202-2215 องค์ถัดมาชื่อ อุปราชอึ้งแซะ (อินแซะมัง) 2215-2218 และอีกองค์เป็นบุตรของเจกุตราชื่อ เจพูตราย นั่งเมืองเชียงใหม่ปี 2218 เป็นต้นไป

ทั้งสามคนนี้ ในความเป็นจริงแล้วเอกสาร “ซินเหม่ยาสะวิน” หรือพงศาวดารพม่าระบุว่าเป็นกษัตริย์ที่ “นั่งแท่นแก้ว” (บัลลังก์) ณ กรุงอังวะ ในขณะที่ตำนานพื้นเมืองเชียงแสนหยิบรายชื่อมาแล้วบอกว่านั่งแท่นแก้วที่เชียงแสน มาถึงตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ก็ระบุตามแบบผิดๆ อีกว่า สามท่านนี้นั่งแท่นแก้วที่เชียงใหม่

ความผิดพลาดคลาดเคลื่อน จากการอ่านผิด ตีความผิดก็ดี การคัดลอกแบบรวบรัดตัดตอนขาดการวิเคราะห์ไตร่ตรองก็ดี ทั้งหมดนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ล้านนาเกิดความบิดเบือน นำมาซึ่งประเด็นสุดท้าย

การชำระสะสางข้อผิดพลาด

ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันขยายความใหม่โดยละเอียด

วิทยากรทั้งสองท่านเห็นว่า เรามิควรมองเอาจุดเล็กจุดน้อยที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนของตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ มาสรุปว่า “ถ้าเช่นนั้นแล้ว ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ก็เป็นเอกสารที่มั่ว ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ได้ต่างอะไรไปจากพงศาวดารเหนือที่หยิบแพะชนแกะน่ะซี!” ช้าก่อน มิพึงตัดสินเช่นนั้น

ในทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เราควรช่วยกันหาทางออกให้เกิดความงอกงามมิดีกว่าหรือ ในเมื่อเนื้อหาหลักๆ ของตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ยังเชื่อถือได้ ยังทรงคุณค่า เป็นเอกสารที่ให้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ซึ่งยากที่จะหารายละเอียดเช่นนี้ได้ในเอกสารตำนานฉบับอื่นใด

ดังนั้น เราควรระดมนักวิชาการทุกรุ่น ทั้งเก่าใหม่ มาช่วยกันแก้ไขปริวรรตตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กันอีกครั้ง แบบเปิดอกเปิดใจให้กว้าง ถกกันทีละประเด็น ไม่ใช่ต่างคนต่างสำนักต่างแปล บางสำนักถอดความแบบตรงตัว ศัพท์ต่อศัพท์ คำต่อคำ ไม่มีการทำเชิงอรรถ ทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง เพราะไม่มีคำขยาย บางสำนักพยายามทำเชิงอรรถขยายความ ถือเป็นความคิดที่ดี ทว่าข้อมูลที่ขยายนั้นก็ยังดูอิหลักอิเหลื่อ เพราะไม่ได้รับการพิสูจน์จากสำนักอื่นเลยว่าจริงหรือเท็จ

วิทยากรทั้งสองท่านกล่าวว่า ในอดีตมีพ่อครูเจริญ มาลาโรจน์ หรือ “มาลา คำจันทร์” กวีซีไรต์ และศิลปินแห่งชาติสาขาวรณศิลป์ เคยถอดความตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ออกมาเป็นภาษาไทยกลางให้อ่านง่ายสำหรับประชาชน ด้วยการขยายความอธิบายเพิ่มเติมถึงบริบทอื่นๆ ทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่ปริวรรตหรือแปลศัพท์คำต่อคำ

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ได้มีข้อมูลใหม่ๆ ทางประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการรุ่นหลังค้นพบเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก ย่อมทำให้การตีความ การขยายความ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ของปราชญ์แต่ละท่าน ในทุกเวอร์ชั่น ทั้งหมดที่เรามี อาจไม่เป็นปัจจุบันเท่าใดนัก สมควรได้รับการชำระสะสางใหม่อีกครั้งแบบยกยวง •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...