ปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน
จักรพรรดิปูยีหรือผู่อี๋ (Puyi) ทรงเป็นจักรพรรดิ (ฮ่องเต้) พระองค์สุดท้ายในประวัติศาสตร์ของจีน
เรื่องราวของพระองค์เป็นบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นถึงความผกผันภายในชีวิตของคนเรา จากจุดหนึ่งที่มีอำนาจบารมีอยู่เหนือแผ่นดิน กลับกลายเป็นจุดที่ไร้ซึ่งอำนาจใด ๆ แม้แต่ชีวิตของตนเอง …
•• พระราชประวัติแบบคร่าว ๆ ••
ปูยีทรงประสูติเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1906 โดยพระองค์ทรงเป็นโอรสขององค์ชายไจ้เฟิง (Zaifeng) และท่านหญิงโย่วหลัน (Youlan) ปูยียังมีพระอนุชาอีกหนึ่งคนคือ ปูเจี๋ย (หรือ ผู่เจี๋ย Pu Jie)
โดยองค์ชายไจ้เฟิงพระราชบิดาของพระองค์ มีศักดิ์เป็นพระอนุชาต่างแม่ของจักรพรรดิกวังซวี่ (Guangxu) จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ที่ปกครองจีนในช่วงปี 1875 จนถึง 1908
เมื่อถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 1908 จักรพรรดิกวังซวี่ได้สวรรคตโดยไร้ซึ่งทายาท ส่งผลให้พระนางซูสีไทเฮา (Empress Dowager Cixi) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพระราชมารดาบุญธรรมของจักรพรรดิกวังซวี่ จำเป็นต้องเลือกบุคคลที่จะขึ้นครองราชย์สืบราชบัลลังก์ต่อไป
ในวันถัดมา พระนางซูสีไทเฮาก็ได้ตัดสินใจเลือกองค์ชายปูยี ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียงแค่ 2 พรรษา ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ในนาม จักรพรรดิเซวียนถ่ง (Xuantong) ซึ่งในวันเดียวกันนั้น พระนางซูสีไทเฮาก็ได้สวรรคตลง
-----
•• อวสานระบอบฮ่องเต้ •••
แน่นอนว่าด้วยความทรงพระเยาว์ (อย่างมาก) ของจักรพรรดิปูยี ทำให้พระองค์ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้ด้วยตนเอง
ดังนั้นองค์ชายไจ้เฟิง (ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็น ฉุนชินหวัง) พระราชบิดาของพระองค์ จึงดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน
แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง คลื่นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็ได้พัดโหมผืนแผ่นดินจีน จนยากที่จะต้านทาน
เมื่อการปฏิวัติซินไฮ่ (Xinhai Revolution) ภายใต้การนำของซุนยัตเซ็น (Sut Yat-sen) ได้ก่อตัวขึ้น โดยมีเป้าหมายล้มล้างราชวงศ์ชิง และนำพาจีนสู่ความเป็นสาธารณรัฐ
ผลสุดท้ายด้วยแรงเสียดทานและความกดดันอันมากล้น วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1912 จักรพรรดิปูยีก็ได้ประกาศสละราชสมบัติ (จริง ๆ แล้ว คือการถูกบีบบังคับ) นับเป็นจุดสิ้นสุดของราชวงศ์ชิง และระบอบจักรพรรดิจีน ที่ดำรงอยู่ยาวนานกว่า 2,000 ปี
ภายหลังจากสิ้นสุดระบอบจักรพรรดิ ปูยีและพระราชวงศ์ก็ยังคงสามารถประทับอยู่ภายในพระราชวังต้องห้ามได้ตามเดิม
แต่พระองค์ไม่ได้มีสถานะเป็นประมุขของจีนอีกต่อไป โดยรัฐบาลของสาธารณรัฐจีนจะมอบเบี้ยเลี้ยงให้กับพระองค์และเหล่าพระราชวงศ์ ในการประทับอยู่ภายในพระราชวังต้องห้าม
-----
•• ออกจากพระราชวังต้องห้าม ••
ในช่วงปี 1917 เป็นช่วงเวลาของความขัดแย้งภายในแผ่นดินจีน รัฐบาลสาธารณรัฐจีนไร้ซึ่งเสถียรภาพ มีการต่อสู้ของเหล่าบรรดาขุนศึกตามเมืองต่าง ๆ เพื่อแย่งชิงอำนาจปกครองแผ่นดิน
โดยหนึ่งในขุนศึกนามว่า จางซวิน (Zhang Xun) ต้องการฟื้นฟูราชวงศ์ชิงและระบอบจักรพรรดิจีน
จางซวินจึงได้ก่อการรัฐประหารในเดือนกรกฎาคม 1917 เพื่อทำให้จีนกลับมาเป็นระบอบจักรพรรดิ ปูยีทรงได้รับสถานะของการเป็นจักรพรรดิอีกครั้งหนึ่ง
แต่ปูยีก็ทรงเป็นจักรพรรดิอีกครั้ง ได้เพียงแค่ราว 12 วัน ผลสุดท้ายการรัฐประหารของจางซวินก็ล้มเหลว
หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ปูยีและพระราชวงศ์ก็ยังคงประทับอยู่ภายในพระราชวังต้องห้ามต่อไป แต่ได้รับการจับตามองและถูกควบคุมจากรัฐบาลสาธารณรัฐจีนอย่างเคร่งครัด
สุดท้ายในปลายปี 1924 รัฐบาลสาธารณรัฐจีนก็ได้ประกาศยกเลิกสถานะและสิทธิพิเศษทั้งหมดที่รัฐบาลเคยมีให้ไว้กับปูยีและพระราชวงศ์
ส่งผลทำให้ปูยีและพระราชวงศ์ทั้งหมด ต้องถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้าม และกลายสภาพเป็นเพียงแค่พลเรือนสามัญชนเท่านั้น
-----
•• ประมุข (หุ่นเชิด) แห่งแมนจูกัว
หลังจากถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้าม ปูยีก็ได้เดินทางไปอยู่ที่เมืองเทียนจิน (Tianjin) ซึ่งเป็นเขตยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น
ต่อมาในปี 1932 เมื่อญี่ปุ่นสามารถยึดครองดินแดนแมนจูเรีย (Manchuria) ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจีนได้ ญี่ปุ่นจึงได้เชิญให้ปูยีดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของประเทศแมนจูกัว (Manchukuo) รัฐหุ่นเชิดของญี่ปุ่นในดินแดนแมนจูเรีย
แม้ว่าปูยีจะดำรงเป็นประมุขของประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปูยีแทบจะไม่มีอำนาจในการบริหารใด ๆ ในแมนจูกัวนี้เลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างภายในประเทศแมนจูกัวแห่งนี้ ล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจของญี่ปุ่นทั้งสิ้น
-----
•• กลายสภาพเป็นนักโทษ ••
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 1945 ประเทศแมนจูกัวก็ถูกกองทัพของสหภาพโซเวียตเข้ายึดครอง แมนจูกัวถึงกาลล่มสลาย และปูยีก็ถูกจับกุมตัวโดยทหารโซเวียต
ต่อมาในปี 1949 สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งตัวปูยีกลับไปที่จีน ซึ่งบัดนี้จีนได้ตกอยู่ภายในรัฐบาลคอมมิวนิสต์แล้ว
เมื่อปูยีเดินทางกลับมาถึงจีน ทางรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนก็ได้ทำการส่งตัวปูยี เข้าไปอยู่ในค่ายปรับทัศนคติที่ตั้งอยู่ในมณฑลเหลียวหนิง
ในค่ายปรับทัศนคติ (หรืออาจจะเรียกว่าค่ายกักกันก็ได้) เรียกได้ว่าสถานะของปูยีแทบไม่ต่างอะไรไปจากนักโทษเลย ปูยีได้ถูกบังคับให้จดจำและเรียนรู้ในเรื่องราวของคอมมิวนิสต์ เพื่อให้เขาสามารถปรับตัวกับสังคมคอมมิวนิสต์ของจีนได้
-----
•• บั้นปลายของชีวิต ••
ปูยีได้อยู่ในค่ายปรับทัศนคติเป็นเวลากว่า 10 ปี ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวในปี 1959
เมื่อได้รับอิสระภาพ ปูยีก็ได้มาประกอบอาชีพเป็นคนสวนในสถาบันวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ และทำงานในแผนกวรรณกรรมของสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ
ปูยีได้มีผลงานหนังสือซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของเขา ที่มีชื่อว่า "From Emperor to Citizen" หรือจากจักรพรรดิสู่สามัญชน
ท้ายที่สุด ในวันที่ 17 ตุลาคม 1967 ปูยีก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งไต ในขณะที่มีอายุได้ 61 ปี ปิดฉากชีวิตของชายที่มีความโลดโผนและพลิกผันมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก
-----
** เกร็ดที่น่าสนใจ **
- ปูยีมีภรรยาทั้งหมด 5 คนด้วยกัน โดยคนแรกคือจักรพรรดินีหว่านหรง (Wanrong) ในขณะที่ภรรยาคนสุดท้าย คืออดีตนางพยาบาลที่มีชื่อว่า หลี่ ชูเสียน (Li Shuxian) ซึ่งเธอได้ดูแลปูยีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
- ปูยีเป็นจักรพรรดิองค์แรกและองค์เดียวของจีน ที่สวมใส่แว่นตา และมีชื่อภาษาอังกฤษคือ Henry ซึ่งตั้งโดยอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของเขา
- ภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor ของผู้กำกับชาวอิตาลี แบร์นาร์โด้ แบร์โตลัชชี่ (Bernardo Bertolucci) ที่ออกฉายในปี 1987 เป็นผลงานภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของปูยี โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์มากถึง 9 สาขาด้วยกัน
-----
อ้างอิง
- https://www.britannica.com/biography/Puyi
- https://en.m.wikipedia.org/wiki/Puyi- https://www.ducksters.com/history/china/puyi_last_emperor_of_china.php
- https://www.chinahighlights.com/travelguide/china-history/puyi.htm
- https://www.scmp.com/magazines/style/people-events/article/2115727/remembering-chinas-last-emperor-puyi-50-years-after