‘หอการค้า’ มองไทยไม่เสียเปรียบคู่แข่ง หลังสหรัฐฯรีดภาษีรอบใหม่ 12.5% เตือนเร่งปิดจุดอ่อนแรงงานบังคับ
สหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยถูกเรียกเก็บในอัตรา 12.5% อยู่ในกลุ่มอัตราสูงสุด จากข้อกังวลเรื่องมาตรการป้องกันแรงงานบังคับในห่วงโซ่การผลิต
ประเด็นสำคัญ
- ส.อ.ท. ห่วงส่งออก 7 อุตฯ จับตา ‘ข้อตกลงต่างตอบแทน’
- ‘พาณิชย์’ แจงไทยมุ่งรักษาผลประโยชน์
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า กรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย “ภาคธุรกิจไทยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
แม้อัตราภาษีที่ไทยได้รับจะอยู่ที่ 12.5% แต่ประเทศคู่แข่งส่วนใหญ่ก็ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน จึงถือว่าภาพรวมของการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ยังอยู่บนเงื่อนไขที่ใกล้เคียงกัน
“ประเทศที่ได้รับอัตราภาษีต่ำกว่าไทยเพียงเล็กน้อย เช่น 10% อาจมีความได้เปรียบบ้าง แต่ส่วนต่างไม่ได้กว้างเหมือนมาตรการในรอบที่ผ่านมา จึงยังไม่ใช่ปัจจัยที่น่ากังวลจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอย่างมีนัยสำคัญ”
ดร.พจน์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญในครั้งนี้ คือเรื่องแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) โดยในส่วนของประเทศไทย ภาคเอกชนเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาแรงงานบังคับเชิงระบบมานานแล้ว
แต่ยังจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องให้มีผลบังคับใช้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันได้ทัดเทียมกับประเทศที่ได้รับการยกเว้นในอนาคต
ส.อ.ท. ห่วงส่งออก 7 อุตฯ จับตา ‘ข้อตกลงต่างตอบแทน’
ทั้งนี้ ยังมีอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือมาตรการเกี่ยวกับ Excess Capacity Products ซึ่งสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม และอาจส่งผลต่อสินค้าบางกลุ่มในระยะต่อไป ซึ่งต้องเร่งสรุปข้อตกลงต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade -ART) เพื่อปรับสมดุลการค้ากับสหรัฐฯ ตามที่ เตรียมการไว้
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมข้อมูลและกำหนดท่าทีในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย รวมถึงเร่งผลักดันความตกลงทางการค้าที่จะช่วยลดอุปสรรคและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว”
ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หอการค้าไทยพร้อมเป็นตัวแทนภาคเอกชนในการรวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะ และผลกระทบจากผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจุบันได้มีการ สนับสนุนข้อมูลให้กระทรวงพาณิชย์โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ทำบทสรุปและสำรวจ และได้นำเสนอแก่ กระทรวงพาณิชย์ ประกอบการเจรจา ไปแล้ว พร้อมสนับสนุนให้การดำเนินการของไทยเป็นไปอย่างรอบคอบ
“ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้เร่งยกระดับมาตรฐานด้านแรงงาน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และการเจรจาความตกลงการค้า เพื่อเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” ดร.พจน์ กล่าว
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีจึงอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ
โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก เช่น อาหารและอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม
‘พาณิชย์’ แจงไทยมุ่งรักษาผลประโยชน์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โดยหลักสำคัญของไทยมิใช่เพียงการเร่งสรุปผลให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นความตกลงที่สร้างผลประโยชน์อย่างสมดุล ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า การเก็บอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย และอีก 37 ประเทศรวมถึงเวียดนามและจีนซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของไทยในตลาดสหรัฐ ในอัตรา 12.5% คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับที่ถูกเก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งหมดอายุในวันนี้
โดยมาตรการภาษีในครั้งนี้ได้ยกเว้นสินค้าถึง 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จึงเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐได้
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดการบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างต่อ 16 ประเทศรวมถึงประเทศไทย ที่สหรัฐยังมิได้ประกาศผลการไต่สวนและอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม
ระหว่างนี้ทางกระทรวงฯกำลังเร่งหารือกับสหรัฐเพื่อสรุป ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่าย
จุดยืนดังกล่าวทำให้กระบวนการหารือของไทยอาจจะต้องใช้เวลาหารือกับสหรัฐมากกว่าบางประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีประเด็นอ่อนไหวและข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในบางประการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนในประเทศ ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า สามารถเชื่อมั่นได้ว่า การกำหนดท่าทีของไทยจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงทั้งการลดผลกระทบระยะสั้นและเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
ภาพ:Miha Creative / Shutterstock