โลกแห่ชิง ‘แร่หายากมาเลเซีย’ ขุมทรัพย์ 16 ล้านตัน ญี่ปุ่น-ตะวันตกเร่งปักหมุดลงทุน
ท่ามกลางกระแสบูมชิปและอีวีที่ดันดีมานด์แร่พุ่ง “มาเลเซีย” กำลังเนื้อหอมในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ หลังญี่ปุ่นและชาติตะวันตกต้องเร่งหาแหล่ง “แร่หายาก” (Rare Earths) แห่งใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาจีน ก่อนที่ปักกิ่งอาจกลับมาเข้มงวดการส่งออกแร่อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน
เดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะปัจจุบัน “จีน” แทบจะกุมหัวใจของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากโลกไว้ในมือ โดยครองการถลุงและแปรรูปราว 90% และการผลิตแม่เหล็กถาวรราว 94% นั่นหมายความว่า ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ไปจนถึงอาวุธและขีปนาวุธ ล้วนมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับจีนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เมื่อชาติตะวันตกต้องการลดความเสี่ยงจากจีน “มาเลเซีย” ซึ่งมีแหล่งแร่หายากมหาศาล จึงกำลังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในตัวเลือกใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก
สำหรับมาเลเซีย มีแหล่งแร่หายากที่รัฐบาลประเมินไว้ “สูงถึง 16.1 ล้านตัน” แต่ยังขาดเทคโนโลยีสำหรับการทำเหมืองและแปรรูปด้วยตัวเอง ทำให้ประเทศที่ต้องการสร้างห่วงโซ่อุปทานนอกจีนมองเห็นโอกาสในการเข้ามาลงทุน
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า หนึ่งในประเทศที่เคลื่อนไหวอย่างชัดเจนคือ “ญี่ปุ่น” ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อจำกัดด้านแร่สำคัญของจีน และพยายามสนับสนุนอุตสาหกรรมแร่หายากในมาเลเซียผ่านทั้งเงินกู้และการลงทุน
ที่ผ่านมา Sojitz และ JOGMEC ของญี่ปุ่นเคยให้เงินทุนรวม 250 ล้านดอลลาร์แก่ Lynas ผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่จากออสเตรเลีย เพื่อสนับสนุนการสร้างโรงงานแปรรูปในมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากนอกจีน
โนริยูกิ ชิกาตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำมาเลเซีย ให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิว่า หน่วยงานและบริษัทจากญี่ปุ่นได้ “สนับสนุนอย่างแข็งขัน” ต่อการดำเนินธุรกิจแร่หายากในมาเลเซีย
เขาระบุเพิ่มเติมว่า แร่หายากเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้สำหรับแม่เหล็กที่ใช้ในมอเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสีเขียว ดังนั้น การสร้างความมั่นคงด้านอุปทานจึงถือเป็น “ภารกิจที่มีความสำคัญสูงสำหรับภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่น”
อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกศักยภาพของมาเลเซียยังเผชิญอุปสรรคหลายด้าน โดยเฉพาะกฎระเบียบที่แบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น เนื่องจากรัฐต่างๆ ดูแลเรื่องที่ดิน ป่าไม้ และใบอนุญาตสำรวจ ขณะที่รัฐบาลกลางรับผิดชอบด้านการนำเข้า-ส่งออก ความปลอดภัย และการจัดการของเสียหรือสารกัมมันตรังสี
อีกประเด็นสำคัญคือ แหล่งแร่จำนวนมากตั้งอยู่ใน “เขตป่าสงวน” ทำให้เกิดคำถามเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความกังวลของประชาชนจากเหตุการณ์เหมืองแร่หายากที่รัฐเปรักในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งเคยนำไปสู่ปัญหาของเสียกัมมันตรังสีและการประท้วงครั้งใหญ่
รัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีการทำเหมืองในปัจจุบันมีความปลอดภัย และไม่กระทบต่อน้ำใต้ดิน พืชพรรณ และชุมชนโดยรอบ
ขณะเดียวกัน มาเลเซียกำลังพิจารณาทบทวนนโยบายห้ามส่งออกแร่หายากที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมปลายน้ำภายในประเทศ
แรงกดดันให้ผ่อนคลายข้อจำกัดดังกล่าวกำลังเพิ่มขึ้น หลังนักลงทุนจากหลายประเทศ ทั้งสหรัฐ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และอินเดีย แสดงความสนใจในทรัพยากรแร่หายากของมาเลเซีย
ภาคเอกชนมองว่า การเปิดช่องให้ส่งออกวัตถุดิบบางส่วนอาจช่วยแก้ปัญหา “ไก่กับไข่” ของอุตสาหกรรม เพราะนักลงทุนไม่ต้องการลงทุนทำเหมืองหากไม่มีตลาดรองรับ ขณะที่ผู้ที่จะสร้างโรงงานแปรรูปก็ไม่กล้าลงทุน หากยังไม่มั่นใจว่าจะมีวัตถุดิบเพียงพอในระยะยาว
หากมาเลเซียสามารถแก้โจทย์ด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมได้ ประเทศที่มีแหล่งแร่หายากถึง 16.1 ล้านตันแห่งนี้ อาจมีบทบาทสำคัญขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางการแข่งขันของญี่ปุ่นและชาติตะวันตกในการ “สร้างทางเลือกใหม่” และลดการพึ่งพาจีน ซึ่งปัจจุบันยังครองห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของโลกในระดับสูง
อ้างอิง: nikkei