โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

อดีตประธานสภาอุตฯยก AI เป็นวาระแห่งชาติ เร่งปั้นคน-ดัน SMEs สู้ศึกเศรษฐกิจโลก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์ เปิดเผยมุมมองต่อทิศทางการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของประเทศ โดยมองว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) คือ วาระแห่งชาติ (National Agenda) ที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นแนวทางที่ดี เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ไทย แม้ปัจจุบันจะเผชิญกระแสตรวจสอบจากฝ่ายค้าน แต่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การใช้งานจริงและการสร้างคน

หนุน AI เป็นวาระแห่งชาติ

สำหรับมุมมองของภาคเอกชนและอุตสาหกรรม การเร่งผลักดันให้เกิดการใช้ AI ในประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการนำมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถยืนหยัดต่อสู้ได้ในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยทั้งในเรื่องการประหยัดต้นทุน ความแม่นยำในการผลิต การลดการใช้พลังงาน และลดของเสียในกระบวนการอุตสาหกรรม

เรื่อง AI และ Digital ถือเป็นนโยบายหลักที่ตนเองได้วางรากฐานและผลักดันมาโดยตลอด ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ภายใต้นโยบาย 4G ซึ่ง Go Digital & AI ถูกจัดให้เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ

แนวคิดเดินมาถูกทาง

สำหรับกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่กำลังเป็นประเด็นถูกตรวจสอบและโจมตีจากฝ่ายค้านอยู่ในขณะนี้ ในฐานะภาคเอกชนขอไม่แสดงความคิดเห็นในส่วนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือความโปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบไปตามขั้นตอน แต่หากพิจารณาเฉพาะในเชิงคอนเซปต์ของโครงการ ถือว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางในการให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ AI และดิจิทัล

อดีตประธานสภาอุตฯยก AI เป็นวาระแห่งชาติ เร่งปั้นคน-ดัน SMEs สู้ศึกเศรษฐกิจโลก

"เรื่องปัญหาการตรวจสอบจัดซื้อจัดจ้างที่กำลังถูกโจมตีนั้น ทางเอกชนเราคงไม่ไปก้าวล่วง แต่ขอพูดในเชิงคอนเซปต์ว่า คอนเซปต์นั้นถูกต้องแล้วในการเร่งทรานส์ฟอร์มประเทศ"

ยกโมเดล จีน ประยุกต์ AI ลงถึงรากหญ้า

อย่างไรก็ดี การที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปดูงานด้าน AI ที่ประเทศจีนถือว่าเป็นก้าวที่ถูกต้อง เนื่องจากจีนมีความโดดเด่นในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคและชีวิตประจำวันอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ซึ่งลักษณะจะต่างจากสหรัฐอเมริกาที่เน้นหนักไปทางอุตสาหกรรมทหาร ความมั่นคง และอวกาศเป็นหลัก การที่ไทยร่วมมือกับจีนจะช่วยให้นำประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับใช้กับภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการเกษตรสมัยใหม่ของไทยได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้สินค้าไทยมีคุณภาพสูงขึ้นในราคาที่แข่งขันได้

สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับเทคโนโลยีคือการสร้างคน โดยประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เหมือนที่ประเทศจีนทำ เพื่อให้บุคลากรไทยมีทักษะ (Upskill/Reskill) ในการใช้ AI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและถูกจุด เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น หุ่นยนต์ (Robotic) และระบบอัตโนมัติ (Automation) ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...