ตร. แถลงสรุปสำนวนส่งอัยการ ฟัน 5 ข้อหาหนัก เจ้าของโรงเบียร์ลาดพร้าว
ตำรวจสรุปสำนวนเหตุเพลิงไหม้"โรงเบียร์ลาดพร้าว"ฟัน 5 ข้อหาเจ้าของร้าน ประมาททำคนตาย-เจ็บ เผยผลสอบเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรจากการดัดแปลงระบบไฟ ร้านติดแผ่นซับเสียง
7 สิงหาคม 2569 - พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2 )ได้เป็นประธานในการประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.อิสระ ณ พัทลุง รอง ผบก.น.2, พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์, พ.ต.อ.ธิติพงษ์ ภิวัฒน์วุฒิกุล, พ.ต.อ.นิมิตร นูโพนทอง รอง ผบก.น.2 และ พ.ต.อ.สราวุธ บุตรดี ผกก.(สอบสวน) บก.สส.บช.น. พร้อมด้วยคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อร่วมกันแถลงสรุปการดำเนินคดีกรณีเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว"
พล.ต.ต.เกียรติกุล เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสำนวนมีความสมบูรณ์ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย จึงได้นำสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นส่งมอบให้แก่พนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาการสั่งฟ้องผู้ต้องหาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
ด้าน พ.ต.อ.อิสระ รอง ผบก.น.2 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดี เปิดเผยรายละเอียดว่า คณะทำงานได้ทำการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยทำการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งผู้บาดเจ็บ พนักงาน ลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน รวมทั้งสิ้น 211 ปาก จนสามารถพิสูจน์ทราบสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ได้อย่างแน่ชัด โดยพยานหลักฐานสรุปชี้ชัดว่าผู้กระทำความผิดคือ เจ้าของร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาหนักหลายฐานความผิด ได้แก่
1.กระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท (ระห่วงจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท)
2.กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท)
3.กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส (อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท)
4.กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ (จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท)
5.ข้อหาทำให้เสียทรัพย์และข้อหาเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
พล.ต.ต.เกียรติกุล เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีคือ นายสุวิชา ไศลบาท อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเบียร์ โดยถูกดำเนินคดีทั้งในนามนิติบุคคลและส่วนตัว ส่วนหุ้นส่วนคนอื่นๆ อีกประมาณ 4-5 คน จากการรวบรวมพยานหลักฐานยังไม่พบว่ามีส่วนในการบริหารจัดการร้านแต่อย่างใด พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจัดทำเป็นสำนวนรวมทั้งสิ้น 7 แฟ้ม ส่งมอบให้พนักงานอัยการพิจารณา
สำหรับสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ พล.ต.ต.เกียรติกุล ระบุว่า จากการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรเนื่องจากมีการดัดแปลงการใช้ระบบไฟฟ้าภายในร้าน จนเกิดประกายไฟช็อตและลุกลามไปติดวัสดุซับเสียงแผ่นกันเสียงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ผลการสอบสวนยังพบอีกว่า สภาพและลักษณะทางกายภาพของร้านไม่เอื้ออำนวยต่อการระงับอัคคีภัยและการหลบหนีภัย เนื่องจากมีการตั้งวางโต๊ะเก้าอี้บริการลูกค้าจำนวนมากเกินไปจนบดบังทางเดิน ยิ่งไปกว่านั้น ประตูต่างๆ ที่ควรจะเป็นทางหนีไฟตามมาตรฐานกฎหมาย กลับมีการนำสิ่งของไปตั้งวางกีดขวาง และถูกปิดล็อกไว้ จนไม่สามารถเปิดใช้งานเพื่อหลบหนีได้ทัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นความประมาทอย่างร้ายแรงของเจ้าของร้านที่ไม่ใช้ความระมัดระวัง ผิดวิสัยของผู้ประกอบการ พนักงานสอบสวนจึงลงความเห็นสรุปสำนวนส่งฟ้องอัยการเพื่อดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด