โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ครม.’ ไฟเขียวยกเครื่องกฎหมายตลาดทุน4ฉบับ ยกระดับประสิทธิภาพกำกับดูแล-คุ้มครองผู้ลงทุน

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 สิงหาคม 2569 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘เอกนิติ’ เผย ครม. ไฟเขียวเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับ ยกระดับให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและคุ้มครองผุ้ลงทุน เปิดช่องเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. ร่วมชั้นสอบสวนกับตำรวจในคดีที่มูลค่าความเสียหายสูง หวังช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

25 ส.ค. 2569 - นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 เห็นชอบร่างกฎหมายด้านตลาดทุน 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) แล้ว ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ร่าง พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

ทั้งนี้ กฎหมายทั้ง 4 ฉบับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดทุนไทย โดยต้องปรับกฎหมายที่ใช้มานานให้ทันกับเศรษฐกิจดิจิทัล สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่นให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับเป้าหมายสำคัญของกฎหมาย 4 ฉบับ มี 3 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1. การปรับกฎหมายให้ทันกับเศรษฐกิจดิจิทัล รองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่น เพื่อให้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เดินไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล 2. การคุ้มครองนักลงทุน ซึ่งย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยต้องการขยายการกำกับไปถึงกลุ่มที่ทำหน้าที่เป็น Gate Keeper ของตลาดทุน เช่น สำนักงานสอบบัญชี และ Rating Agency เพื่อให้มีความรับผิดชอบมากขึ้นและช่วยให้ตลาดทุนมีความโปร่งใส และ 3. เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะคดีสำคัญที่มีผลกระทบสูง ซึ่งจะเปิดทางให้เจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สามารถเข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนกับตำรวจ เพื่อใช้ความเชี่ยวชาญด้านตลาดทุนและกฎหมายเข้ามาช่วยดำเนินคดี

“การบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะในคดีสำคัญ อย่างที่เราเห็น ถ้าไปรอตามขั้นตอนของกฎหมายปกติจะใช้เวลานาน เราถึงพยายามลดขั้นตอนให้เจ้าพนักงานของ ก.ล.ต.สามารถไปร่วมในชั้นสอบสวนได้เลยจะได้อาศัยความชำนาญพิเศษของ ก.ล.ต. ในด้านเศรษฐกิจตรงนี้ มาทำงานร่วมกับตำรวจ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า กฎหมายทั้ง 4 ฉบับเป็นกฎหมายหลักที่ ก.ล.ต.ใช้ในการกำกับและพัฒนาตลาดทุนไทย ทั้งกฎหมายหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน และกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งการปรับกฎหมายครั้งนี้จะเข้ามาเติมเต็มจากกฎหมายที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกระทรวงการคลังผลักดันไปก่อนหน้านี้ โดยกฎหมายชุดใหม่จะรองรับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น นายทะเบียนและแพลตฟอร์ม เพื่อให้บริการตลาดทุนในรูปแบบดิจิทัลเชื่อมโยงกันได้ครบวงจรมากขึ้น

“กฎหมาย 4 ฉบับจะเข้ามาเติมองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานและแพลตฟอร์ม ให้ตลาดทุนดิจิทัลครบวงจรมากขึ้น ลดภาระผู้ประกอบธุรกิจ และช่วยให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงตลาดทุนได้สะดวกขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง” นางพรอนงค์ กล่าว

สำหรับการเปิดทางให้ ก.ล.ต. เข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนกับตำรวจนั้น จะใช้ในกรณีหรือคดีที่มีผลกระทบและมูลค่าความเสียหายสูง (High Impact) โดยรายละเอียดจะต้องไปกำหนดในกฎเกณฑ์รองของ ก.ล.ต. ซึ่งจะพิจารณาทั้งมูลค่าความเสียหายและลักษณะของความผิด เช่น คดีทุจริตหรือความผิดอาญาร้ายแรง

ทั้งนี้ กระบวนการในปัจจุบันนั้น ก.ล.ต.จะทำหน้าที่ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล และกล่าวโทษไปยังพนักงานสอบสวน เช่น ตำรวจหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก่อนที่หน่วยงานเหล่านั้นจะนำข้อมูลไปจัดทำสำนวนต่อตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งในคดีทุจริต ขั้นตอนจากตำรวจไปถึงอัยการใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 2 ปี กับอีก 3-6 เดือน แต่การเปิดทางให้ ก.ล.ต.และตำรวจทำงานร่วมกันในคดี High Impact นี้จะทำให้บางขั้นตอนสามารถทำควบคู่กันได้ และคาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาลงได้ อีกทั้งจะทำให้การทำงานร่วมกันมีรูปแบบที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น

อีกประเด็นสำคัญคือการเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.ในการกำกับดูแล สำนักงานสอบบัญชี จากเดิมที่ ก.ล.ต.กำกับผู้สอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในตลาดทุน เป็นการเปิดทางให้ ก.ล.ต.สามารถกำกับสำนักงานสอบบัญชีได้มากขึ้น รวมถึง Gate Keeper อื่น ๆ เช่น Credit Rating Agency และ FA เพื่อให้การกำกับดูแลครอบคลุมมากขึ้นและสอดคล้องกับแนวทางสากล แต่ไม่ได้กำกับสำนักงานสอบบัญชีโดยตรง

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 4 ฉบับเป็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ส่งเสริมการแข่งขัน ลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนคุ้มครองผู้ลงทุนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ ลดความเสี่ยงจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในตลาดทุน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน

ในส่วนของภาครัฐจะมีเครื่องมือกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายที่มีความรวดเร็วและได้สัดส่วนกับลักษณะความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคดีการกระทำความผิดบางประเภทที่มีผลกระทบต่อตลาดทุนและเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อันจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...