โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ญี่ปุ่นตั้งหน่วยงานสายลับเอง เทียบชั้น CIA และ MI6 ทำไมต้องเริ่มตอนนี้ ?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทำไมญี่ปุ่นต้องตั้ง “หน่วยข่าวกรอง” ครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ? หลายฝ่ายมองเพราะญี่ปุ่นพยายามจะลดการพึ่งพาข่าวกรองของชาติพันธมิตรและลบภาพลักษณ์ว่า “ญี่ปุ่นคือสวรรค์ของสายลับ”

“ญี่ปุ่นกลายเป็นสวรรค์ของสายลับ”

-ยาสุฮิโระ นากาโซเนะ-

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ตั้งแต่ปี 1983

เมื่อวานนี้ (31 กรกฎาคม) รัฐบาลญี่ปุ่นนำโดย นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ประกาศ ญี่ปุ่นตั้ง “สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเบี่ยงเบนจากอุดมการณ์สันตินิยมของประเทศ

คำถามคือทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นต้องทำแบบนั้น ?

จากข้อมูลที่มีการเปิดเผย สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของญี่ปุ่นได้เริ่มปฏิบัติการอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ โดยเข้ามาแทนที่หน่วยงานด้านข่าวกรองแบบเดิมของญี่ปุ่นที่ถูกมองว่าไม่เป็นสัดส่วนและกระจัดกระจายและเป็นการวางรากฐานสำหรับการปฏิรูปด้านข่าวกรองต่อไปในอนาคต

ทาคาอิจิ กล่าวว่า “มาตรการนี้เป็นเพียงก้าวแรกของการปฏิรูประบบข่าวกรอง เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์โลกที่ไร้เสถียรภาพมากขึ้น ญี่ปุ่นจำเป็นต้องรับมือกับรูปแบบสงครามใหม่ ๆ” โดยผู้ที่สนับสนุนการก่อตั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ มองว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะญี่ปุ่นมีช่องโหว่ด้านความมั่นคงจนถูกขนานนามว่าเป็น…

“สวรรค์ของสายลับ”

แต่เดิมหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ?

ก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองหลักของญี่ปุ่นคือ “สำนักงานข่าวกรองและวิจัยคณะรัฐมนตรี” (Cabinet Intelligence and Research Office: CIRO) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ราว 700 คน แต่เจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานนี้มีอำนาจค่อนข้างจำกัด เนื่องจากแนวทางสันติของประเทศที่ยึดถือมาโดยตลอด นอกจากสำนักงานข่าวกรองและวิจัยคณะรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงต่าง ๆ ของญี่ปุ่น เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เป็นผู้ช่วยในการรวบรวมข้อมูลข่าวกรอง แต่กลับขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบและเพราะปัญหานี้ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถวิเคราะห์และใช้ข้อมูลข่าวกรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ “สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ” แห่งใหม่ที่เพิ่งตั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นบอกว่าจะมีการทำงานรูปแบบเดียวกันกับ “หน่วย CIA ของสหรัฐฯ หรือ หน่วย MI6 ของอังกฤษ” และจะทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และบูรณาการข้อมูลข่าวกรองจากทุกหน่วยงานของรัฐไว้ในที่เดียว โดยหน่วยงานนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของ “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” (National Intelligence Council) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีรัฐมนตรีระดับสูงร่วมกำหนดนโยบาย

ภารกิจหลักมีอะไรบ้าง ?

เหมือนกับหน่วยข่าวกรองในหลายประเทศ คือ การต่อต้านการก่อการร้าย รวมไปถึงการรับมือภาวะฉุกเฉินระดับชาติ และการต่อต้านการจารกรรมและปฏิบัติการแทรกแซงจากต่างชาติ

ทำไมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นไม่มีหน่วยข่าวกรอง ?

ในช่วง “ก่อนและระหว่าง” สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นมีหน่วยข่าวกรองและตำรวจลับที่มีอำนาจมหาศาลและเคยถูกใช้ปราบปรามประชาชนผู้เห็นต่าง แต่หลังพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นจึงปฏิรูประบบการเมือง ลดอำนาจหน่วยข่าวกรอง และหันสู่ระบอบประชาธิปไตย ส่งผลให้ปัจจุบันญี่ปุ่นมีจุดอ่อนด้านความมั่นคงหลายประการ

หนึ่งในนั้นคือ ญี่ปุ่นไม่มีหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของตนเอง ต่างจากพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา และนิวซีแลนด์

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยัง ไม่มีกฎหมายต่อต้านการจารกรรม ทำให้สายลับต่างชาติและผู้ให้ข้อมูลสามารถรวบรวมข่าวกรองภายในประเทศได้โดยไม่ถือว่าผิดกฎหมายในหลายกรณีนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมญี่ปุ่นจึงได้รับการขนานนามว่า “สวรรค์ของสายลับ”

นักวิจัยด้านความมั่นคงแห่งสถาบันคลังสมองด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หรือ RUSI กล่าวว่า ญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องทำงานด้านข่าวกรองมากนักหลังสงคราม เพราะญี่ปุ่นอยู่ภายใต้ร่มเงาความมั่นคงจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว

แต่ปัจจุบัน จุดอ่อนเรื่องความมั่นคงกลับส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นประเทศที่ข้อมูลรั่วไหลง่าย หากเป็นเช่นนี้ ประเทศอื่นก็จะลังเลที่จะแลกเปลี่ยนข่าวกรองเพราะข้อมูลอาจหลุดไปถึงสื่อหรือประเทศคู่แข่งโดยผ่านตัวกลางซึ่งก็คือ ญี่ปุ่น

แล้วทำไมญี่ปุ่นเพิ่งจะมาตั้งหน่วยข่าวกรองตอนนี้ ?

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปอย่างมาก เวลาผ่านมานานกว่า 80 ปีหลังสงครามโลก คุกคามด้านความมั่นคงกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีขีดความสามารถด้านข่าวกรองสูงโดยเฉพาะ เกาหลีเหนือ จีน และ รัสเซีย

และในฐานะที่ญี่ปุ่นคือพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ และเป็นที่ตั้งของฐานทัพซึ่งเป็นบ้านของอเมริกันกว่า 55,000 นาย ญี่ปุ่นจึงมีความเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายสำคัญของการจารกรรมในหลายๆ เรื่อง เช่นอะไรบ้าง

-รัสเซียอาจต้องการข้อมูลด้านนโยบายของญี่ปุ่นเกี่ยวกับยูเครน

-จีนอาจมุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีจากบริษัทญี่ปุ่น

-เกาหลีเหนืออาจสนใจข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนกำลังและอาวุธของสหรัฐฯ ภายในญี่ปุ่น

ผู้เชี่ยวชาญจาก RUSI มองว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ ทำให้ชาวญี่ปุ่นรู้สึกว่าอำนาจในภูมิภาคกำลังเปลี่ยนแปลง และเหตุการณ์ที่สะท้อนความรู้สึกนี้ของชาวญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจนคือ พิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ของจีนที่กรุงปักกิ่งเมื่อปีที่แล้ว ที่โลกได้เห็น 3 ผู้นำ คือ สีจิ้นผิง, วลาดิเมียร์ ปูติน และ คิม จองอึน ปรากฏตัวพร้อมกันภายในงานเดียวด้วยท่าทีแห่งความเป็นมิตรต่อกัน ไม่เพียงเท่านั้น แต่เหตุการณ์อย่างการซ้อมรบร่วมระหว่างจีนกับรัสเซียและการที่เกาหลีเหนือส่งทหารไปร่วมรบกับรัสเซียในสงครามยูเครน ล้วนตอกย้ำความกังวลดังกล่าว

ญี่ปุ่นมีพันธมิตรคือสหรัฐฯ แต่จากเหตุการณ์เหล่านี้ญี่ปุ่นเหมือนได้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองและเริ่มตระหนักได้ว่า “ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น” แม้จะมีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง แต่พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ก็เคยประกาศไว้ว่าแม้สหรัฐฯ จะไม่ได้หันหลังให้ภูมิภาคอินโดแปซิฟิก แต่ก็หมดยุคที่สหรัฐฯ จะอุดหนุนด้านการกลาโหมให้แก่ประเทศร่ำรวยในภูมิภาคต่าง ๆ แล้ว

แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็นที่ถกเถียงมาก

รัฐบาลที่มองว่าการปฏิรูปข่าวกรองเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็มีเสียงคัดค้านเป็นวงกว้าง สมาชิกสภาหลายคนลงมติไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายจัดตั้งและมีประชาชนกว่า 200 คน ร่วมชุมนุมประท้วงก่อนการลงมติในรัฐสภา

มาโกโตะ โอนิกิ สมาชิกพรรค Constitutional Democratic Party กล่าวว่า หน่วยข่าวกรองเป็นหนึ่งในสถาบันที่ทรงอำนาจที่สุดของรัฐ หากไม่มีการควบคุม ก็อาจละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนได้อย่างร้ายแรง เขาระบุว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เพิ่มอำนาจให้หน่วยข่าวกรอง แต่กลับไม่มีระบบตรวจสอบที่เพียงพอ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความกังวลเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากฎหมายต่อต้านการจารกรรมและการจัดตั้งหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลมีแผนผลักดันต่อไปอาจเป็นประเด็นที่สร้างข้อถกเถียงยิ่งกว่าเดิม เพราะแม้หลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะมีกฎหมายลักษณะนี้ แต่บางประเทศก็ใช้กฎหมายดังกล่าวเป็น “เครื่องมือทางการมือ” เพื่อเล่นงานฝ่ายเห็นต่าง แต่จนถึงขณะนี้ซึ่งยังเป็นก้าวแรกมาก ๆ สำหรับสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของญี่ปุ่น จึงอาจยังไม่เห็นรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการตรวจสอบมากเท่าที่ควร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ประชาชนจะยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของพวกเขาต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...