โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EUDR ใช้จริงอีก 5 เดือน ยางพาราไทยพร้อมแล้ว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2567 เวลา 20.34 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2567 เวลา 00.32 น.

เหลือเวลาอีก 5 เดือนก่อนที่กฎหมายห้ามการทำลายป่า หรือ European Union Deforestation-free Regulation (EUDR) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องการจำกัดการทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก จะใช้บังคับกับธุรกิจที่กำหนดไว้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2567

กฎหมายนี้กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าปลีก (Operator) และผู้ค้าผู้นำเข้า (Trader) ของ EU ต้องทำประเมินการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ ผู้ประกอบการที่นำสินค้าเข้ามาในตลาด EU ต้องตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานว่า สินค้านั้นไม่ได้ผลิตจากพื้นที่เพิ่งเกิดการทำลายป่าหลังจากปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) เป็นต้นมา

ส่วนผู้ค้าผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบ ที่จะให้ข้อมูลเรื่องห่วงโซ่อุปทานแก่ผู้ประกอบการรายย่อย โดยการผ่านกฎหมายดังกล่าวของสหภาพยุโรป กำหนดสินค้านำร่อง 7 ประเภทสินค้าเกษตร ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เนื้อโค โกโก้ กาแฟ ถั่วลิสง ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ และยังหมายรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ เช่น เครื่องหนัง น้ำมันพืช ช็อกโกแลต ยางรถยนต์ และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

ตลาดยุโรปนับเป็นตลาดส่งออกหลักที่มีความสำคัญกับประเทศไทย ถึง 25,887 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 คิดเป็นสัดส่วนประมาณเกือบ 10% จากภาพรวมการส่งออกของไทย 284,561 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น การปรับปรุงกฎระเบียบของอียู จึงส่งผลต่อการส่งออกไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

สินค้ายางพาราเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ปี 2566 มูลค่า 401 ล้านเหรียญสหรัฐ จากภาพการส่งออกยางพาราทั้งหมด 3,648 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าตลาดยุโรปจะไม่ใช่ตลาดส่งออกหลักของยางพารา เพราะหากกับมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดเบอร์หนึ่งอย่างจีน ที่มีมูลค่าถึง 1,411 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ทว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรการ EUDR ตามกฎของสหภาพยุโรป จะทำให้มูลค่าต่อหน่วยของสินค้ายางพาราเพิ่มสูงขึ้น

ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ด กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ในโอกาสนำคณะเข้าร่วมการประชุม ห่วงโซ่คุณค่าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า (Deforest-free Value Chains Roundtable) ซึ่งจัดโดยศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Trade Centre) องค์การการค้าโลก WTO ว่า ประเทศไทยเตรียมพร้อมด้วยการสร้างห่วงโซ่คุณค่ายางพาราที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า

โดย กยท.มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลระบบยางของประเทศอย่างครอบคลุม มาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป ด้วยการจัดทำโปรแกรม Ready for EUDR ขึ้น

โปรแกรมนี้ทำให้แน่ใจว่า วัสดุยางทั้งหมดได้รับการประเมินและจัดหมวดหมู่อย่างละเอียดตามมาตรฐาน EUDR สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนอย่างพิถีพิถันของชาวสวนยางพารา แปลงของเกษตรกร และข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ลงในแพลตฟอร์มระดับชาติที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงได้

แนวทางของเราประกอบด้วยเกณฑ์ที่เข้มงวดในการประเมินและจัดการความเสี่ยงจากการตัดไม้ทำลายป่า กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ เป็นไปตามเป้าหมายที่ กยท.ต้องการผลักดันยาง EUDR ให้ได้ 1 ล้านตันในปีนี้

นอกเหนือจากการควบคุมการแบ่งแยกแล้ว กยท.ยังสนับสนุนทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการอีกด้วย เราจัดหาทรัพยากรและความช่วยเหลือเพื่อให้สามารถผลิตยางที่ได้มาตรฐาน EUDR การสนับสนุนนี้รวมถึงการส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนผ่านการรับรอง เช่น FSC และ PEFC การดำเนินการทดลองเครดิตคาร์บอน และการพัฒนาโมเดลวนเกษตรที่ก้าวหน้า นอกจากนี้ เรายังนำเสนอโครงการริเริ่มโฉนดต้นยางพาราเพื่อส่งเสริมการใช้ที่ดินตามกฎหมายและเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : EUDR ใช้จริงอีก 5 เดือน ยางพาราไทยพร้อมแล้ว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...