โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

พระยศของเจ้านาย | ธงทอง จันทรางศุ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 03 ก.ค. 2567 เวลา 08.13 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2567 เวลา 08.10 น.

มนุษย์เราแต่ละคนต่างมีความสนใจที่หลากหลายแตกต่างกันไป ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

และคนหนึ่งคนก็ใช่ว่าจะต้องมีความสนใจจำกัดอยู่แค่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

หนึ่งคนอาจมีความสนใจห้าร้อยเรื่องก็ได้

ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ ยกตัวอย่างเช่นตัวผมเอง นอกจากความสนใจในเรื่องของกฎหมายซึ่งเป็นวิชาชีพของตัวเอง เรื่องของอาหารการกิน เรื่องข่าวสารบ้านเมืองโดยทั่วไปแล้ว

ผู้ที่รู้จักตัวจริงของผมหรือรู้จักกันผ่านช่องทางอื่นๆ คงพอทราบแล้วว่า อีกกลุ่มเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผม คือ เรื่องภาษาไทย เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี อะไรประมาณนี้

เรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ จึงเป็นหัวข้อที่อยู่ในหมวดหมู่ความสนใจของผมเรื่องหนึ่ง และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการทบทวนความรู้ความเข้าใจในระหว่างเราด้วยกันนะครับ

ประเด็นมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาพลเอก หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล ขึ้นเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล รายละเอียดของประกาศสำคัญฉบับนี้ได้เผยแพร่เป็นการทั่วไปแล้ว หรือจะสืบค้นย้อนหลังดูในราชกิจจานุเบกษาก็ได้

สำหรับคนวัยผม ที่บางคราวผมเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์โครมันยอง เพราะใกล้จะเป็นมนุษย์หินมนุษย์ถ้ำเข้าไปทุกทีแล้ว อ่านประกาศพระบรมราชโองการฉบับนี้แล้วเข้าใจซึมซาบได้เลยทีเดียวว่ามีความหมายและมีความสำคัญอย่างไร

แต่ชะดีชะร้ายผมอาจเป็นข้อยกเว้นของคนหมู่มากก็ได้ เพราะเรื่องเช่นนี้มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่พบเห็นกันอยู่ได้บ่อยครั้ง ยิ่งถ้าเป็นคนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว ข้อมูลที่จะเล่าสู่กันฟังหากเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกินก็เป็นได้

เพื่อประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจ เหมือนกับเวลาสร้างบ้านต้องตอกเสาเข็ม ผมมีความจำเป็นต้องขออนุญาตทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับเกี่ยวกับพระยศของเจ้านายที่มีอยู่ในเมืองไทย ว่ามีอยู่อย่างไรเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ โดยอาศัยแนวพระอธิบายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มาเป็นหลัก แล้วเสริมเติมตัวอย่างเข้าไปบ้าง เพื่อให้พอเข้าใจได้ง่ายสำหรับชาวเราในยุคปัจจุบัน

ขึ้นต้นว่าอย่างนี้ครับ พระยศของเจ้านายในราชสกุลนั้น โดยปกติแล้วแบ่งเป็นสองหมวด

หมวดแรกเรียกว่า สกุลยศ หมายความว่าเป็นยศที่ได้มาด้วยพระชาติกำเนิด คือได้มาตั้งแต่เกิดเลยทีเดียว ใครเป็นพระชนก ใครเป็นพระชนนี พอจับมาเข้าสูตรแล้ว จะตอบได้ทันทีว่าพระกุมารกุมารีที่ประสูติใหม่ จะมีพระยศใด

ในหมวดที่เป็นสกุลยศนี้ มีพระยศเจ้านายอยู่เพียงแค่สามลำดับชั้น คือ เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า และหม่อมเจ้า

ตามความรับรู้ทั่วไปโดยไม่ลงลึกไปถึงรายละเอียดที่เป็นข้อยกเว้นหรือข้อปลีกย่อยต่างๆ สำหรับพวกเราในยุคนี้เข้าใจสั้นๆ แต่เพียงเท่าที่ผมกล่าวต่อไปเห็นจะพอใช้ได้การแล้ว

เอาเป็นว่า ถ้าสงสัยมากกว่านี้ก็โทรศัพท์มาถามกัน ตกลงนะครับ

พระยศเจ้าฟ้า โดยหลักคือต้องเป็นพระราชโอรสธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งมีพระชนนีเป็นเจ้านาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพระราชโอรสธิดาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าทั้งสี่พระองค์ ทุกพระองค์มีพระราชบิดาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ขณะที่พระชนนีเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ส่วนพระยศพระองค์เจ้า โดยหลักแล้วต้องเป็นพระราชโอรสธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งมีพระชนนีเป็นสามัญชน

ตัวอย่างเช่น ผมเป็นนักกฎหมาย ผมก็ต้องนึกถึงพระบิดาแห่งกฎหมายไทย คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระราชโอรสของในหลวงรัชกาลที่ห้า ซึ่งประสูติแต่พระชนนีที่เป็นเจ้าจอมมารดาสามัญชน

เมื่อแรกประสูติท่านจึงมีฐานะเป็นพระองค์เจ้าและมีพระนามว่า พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระนามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า รพี นี่เองเป็นที่มาของคำเรียกวันรพีในวันที่เจ็ดสิงหาคมของทุกปี ด้วยเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของท่าน

นอกจากพระองค์เจ้าที่เป็นพระราชโอรสธิดาของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังมีพระองค์เจ้าที่เป็นสกุลยศอีกประเภทหนึ่ง ได้แก่ บรรดาพระโอรสธิดาของเจ้าฟ้า ที่มีพระมารดาเป็นเจ้า

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือในรัชกาลที่แล้ว ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร เวลานั้นพระองค์ท่านเป็นเจ้าฟ้า

พระราชโอรสธิดาของพระองค์ท่านที่มีพระมารดาเป็นเจ้า ย่อมมีฐานะเป็นพระองค์เจ้าตั้งแต่แรกประสูติ

และปรากฏพระนามในเวลานั้นว่า พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา และพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

สกุลยศข้อสาม คือสกุลยศเจ้านายชั้นหม่อมเจ้า โดยหลักแล้วมีที่มาได้สองประการ

ประการแรก คือเป็นพระโอรสธิดาของเจ้าฟ้าที่ประสูติแต่หม่อมมารดาที่เป็นสามัญชน

หรือประการสอง คือเป็นพระโอรสธิดาของพระองค์เจ้า

เราเข้าใจกันแต่เพียงหลักการแค่นี้เห็นจะพอนะครับ แต่ต้องทดไว้ในใจว่ายังมีข้อยกเว้นอีกมาก ซึ่งถ้าจะพูดกันจริง ต้องมีเวลานั่งคุยกันยาวเลยล่ะ

เจ้านายที่มีสกุลยศชั้นเจ้าฟ้า พระองค์เจ้าหรือหม่อมเจ้าดังที่กล่าวกล่าวมาข้างต้น เมื่อวันเวลาผ่านไป ฐานะในพระราชวงศ์ของท่านเปลี่ยนแปลงไปก็ดี ท่านทำราชการหรือปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นประโยชน์ก็ดี มีธรรมเนียมที่จะเพิ่มพูนยศของท่านขึ้นจากฐานเดิมที่มีมาแต่แรกประสูติ

พระยศที่มิใช่สกุลยศนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียกว่า อิสริยยศ นับว่าเป็นประโยชน์ของเจ้านายหมวดที่สอง แยกต่างหากจากเรื่องสกุลยศ

เรื่องอิสริยยศนี้ ถ้าจะประมวลข้อมูลมาเพื่อให้เข้าใจง่าย ผมอยากกล่าวว่ามีได้สองแบบ

แบบที่หนึ่ง คือมีพระบรมราชโองการตั้งให้ทรงกรม

กับแบบที่สอง คือมีพระบรมราชโองการ ให้เลื่อนลำดับชั้นความเป็นเจ้านายขึ้น

ดังตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ คือเลื่อนจากหม่อมเจ้า ให้มีพระอิสริยยศเป็นพระองค์เจ้า

ธรรมเนียมเจ้านายให้ทรงกรมเป็นธรรมเนียมเก่าที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในสมัยโน้นคงมีการมอบหมายผู้คนให้เจ้านายที่ทรงกรมได้รับอำนาจในการปกครองดูแลผู้คนจำนวนหนึ่ง คนที่มาอยู่รวมกันอย่างนี้เรียกว่า กรม

แต่เป็นกรมที่อยู่ในบังคับบัญชาของเจ้านาย ไม่ใช่กรมที่เป็นส่วนราชการนะครับ

แต่การตั้งเจ้านายให้ทรงกรมในปัจจุบัน เจ้านายมิได้ทรงมีอำนาจในการปกครองดูแลผู้คนอีกต่อไปอย่างในสมัยอยุธยา

การทรงกรมจึงเป็นแต่เพียงการเพิ่มพูนพระอิสริยยศขึ้นด้วยเหตุที่ท่านทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง

ตัวอย่างเช่น กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ในรัชกาลก่อน หรือกรมหลวงศรีสวางควัฒน์ และกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในรัชกาลปัจจุบัน

การพระราชทานอิสริยยศอีกกรณีหนึ่ง คือเลื่อนพระยศเจ้านายจากหม่อมเจ้าขึ้นเป็นพระองค์เจ้า ซึ่งยังแยกย่อยออกได้อีกสองกรณี

คือการเลื่อนพระยศขึ้นในเวลาที่ท่านยังทรงพระชนม์อยู่ เช่นในรัชกาลที่แล้ว ตอนต้นรัชกาลที่เก้า ได้ทรงเลื่อนหม่อมเจ้าวิวัฒน์ไชย ไชยันต์ ขึ้นเป็นพระเจ้าวิวัฒน์ไชย

และในรัชกาลปัจจุบันคือการเลื่อนหม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล คราวนี้

การเลื่อนยศเจ้านายจากหม่อมเจ้าขึ้นเป็นพระองค์เจ้ายังมีอีกกรณีหนึ่ง คือเลื่อนพระยศขึ้นเมื่อท่านสิ้นชีพตักษัยไปแล้ว กรณีเช่นนี้เรียกว่า สถาปนาพระอัฐิ ตัวอย่างในรัชกาลก่อนครั้งล่าสุดคือ การสถาปนาพระอัฐิหม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ

พระองค์เจ้าทรงได้รับสถาปนาเลื่อนขึ้นจากความเป็นหม่อมเจ้าแต่เดิม เรียกกันโดยทั่วไปว่า พระองค์เจ้าตั้ง

เมื่อเจ้านายพระองค์ใดทรงได้รับเลื่อนยศจากหม่อมเจ้าขึ้นเป็นพระองค์เจ้าแล้ว สังเกตเห็นไหมครับว่า ท่านจะไม่ใช้นามราชสกุลประกอบอยู่ในพระนามแล้ว

ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน ที่มีพระบรมราชโองการ พระนามของเจ้านายพระองค์นั้น คือ“เฉลิมศึกยุคล” มิใช่ “เฉลิมศึก” อีกต่อไป และเมื่อเป็นพระองค์เจ้าแล้ว กฎหมายก็ยกเว้นว่ามิต้องใช้นามราชสกุลต่อท้ายพระนาม ทั้งนี้ เห็นจะเป็นเพราะว่า เจ้านายชั้นพระองค์เจ้ามีน้อยพระองค์ แม้มิได้กำกับนามราชสกุลต่อท้ายพระนาม คนทั่วไปก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หมายถึงท่านพระองค์ใด ไม่สับสนไปได้

ราชาศัพท์ที่ใช้กับพระองค์เจ้าที่ทรงได้รับเลื่อนใหม่ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากราชาศัพท์ที่ใช้กับหม่อมเจ้ามาแต่เดิม เช่น สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง เดิมเคยใช้ว่า ฝ่าบาท ก็ต้องเปลี่ยนเป็น ฝ่าพระบาท เป็นต้น

พระนามลำลองที่เคยเรียกกันว่า “ท่านชาย” ก็ต้องเปลี่ยนเป็น “พระองค์ชาย”

รายละเอียดเพิ่มเติมมากกว่านี้ไปหาอ่านได้ตามตำรับตำราอีกหลายเล่มครับ

ผมนำมาเล่าในที่นี้เพียงแค่พอหอมปากหอมคอ และพอแก่ความเข้าใจที่ท่านทั้งหลายจะอ่านข่าวแล้วไม่เกิดความสงสัยจนนอนไม่หลับ

สัปดาห์นี้มนุษย์ดึกดำบรรพ์คนนี้ขอลาไปก่อน สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ตามเคยครับ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระยศของเจ้านาย | ธงทอง จันทรางศุ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...