โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2503 สงครามลับ สงครามลาว (75)/บทความพิเศษ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 เม.ย. 2565 เวลา 04.42 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 04.42 น.

บทความพิเศษ

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

2503 สงครามลับ

สงครามลาว (75)

“ภูสิน” บันทึกสถานการณ์

ช่วงวิกฤต 18 ธันวาคม 2514 ต่อไป

“ในตอนบ่ายแก่ๆ ประมาณ 16.00 น.กว่าๆ นี่แหละ หลังจากจบภารกิจยิงของบีซี 609 แล้วขณะที่ผมกำลังอำนวยการยิงต่อเป้าหมายซึ่งเป็น ปตอ.ข้าศึกตามคำขอยิงของผู้นำอากาศยานหน้าอยู่ ได้ยินเสียงกระสุนระเบิดดังมาจากบริเวณที่ตั้งปืนใหญ่และผู้บังคับหมู่ปืนใหญ่หมู่ 1 รายงานว่าถูกรถถังข้าศึกยิง (รู้ได้เพราะได้ยินเสียง ‘ตึง’ จากรถถังในทุ่งไหหินสักครู่ก็ระเบิด ‘กล้ำ’ ที่เรา) แต่ดีที่ถูกบังเกอร์ปืนใหญ่ และพลประจำปืนไม่เป็นอันตราย แต่พลประจำปืนก็กลัวจนไม่กล้าออกมาปฏิบัติหน้าที่

ก็รถถังที่วิ่งตามธงขาวและทองแดงที่ปักสลับกันเป็นแนวทางตะวันตกของ ‘ไลอ้อน’ ที่เห็นกันเมื่อวานนั่นแหละครับ

ขณะนั้นในศูนย์อำนวยการยิงไม่มีหัวหน้าอื่นอยู่เลย ผมจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการยิงดูแลคำสั่งยิงต่อไป ส่วนผมเองวิ่งขึ้นไปที่ปืนใหญ่กระบอกที่มีปัญหา

เมื่อไปถึงหมู่ปืนใหญ่ที่ว่า ผมบอกว่าถ้าเราไม่ยิงมัน มันก็ยิงเราข้างเดียว ปืนของเราถึงยิงได้ช้ากว่าของมัน แต่ก็ใหญ่และมีอำนาจทำลายมากกว่า แค่ยิงเฉียดๆ มันก็แย่แล้ว ดีกว่ารอให้มันยิงเอาๆ ข้างเดียว

อาศัยพระบารมีปกเกล้า ได้ผลครับ ทุกคนมีใจฮึกเหิมออกมายิงต่อสู้อย่างดุเดือดไม่คิดชีวิต ถือว่าหากพวกเราจะต้องตายก็ขอให้ทำลายข้าศึกให้ได้มากที่สุดเสียก่อน ไม่ใช่อยู่ในบังเกอร์รอให้เขามาฆ่าให้อายบรรพชนนักรบไทย และผมวิทยุเรียนหัวหน้าทุกคนให้ช่วยกันเป็นกำลังใจให้แก่พลประจำปืนด้วย ซึ่งทราบว่าภายหลังว่า ภูมิ่งและภูเวียงก็ได้อยู่ประจำหมู่ปืนใหญ่กระบอกอื่นคนละกระบอก

ในช่วงเวลานั้นน่าจะเป็นช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวายและอันตรายที่สุด ไหนจะคอยระวังรถถังข้าศึกจะยิงเข้ามา ไหนจะคอยระวังปืนใหญ่ของข้าศึก ไหนจะต้องช่วยฐานยิงมัสแตงซึ่งกำลังถูกรถถังเข้าตี ไหนจะต้องยิงช่วยบีซี 609 บนภูเทิง”

19 ธันวาคม 2515

“The Call of The Faraway Hills”

“ประมาณ 17.00 น. ทุกฐานได้ยินเสียงรายงานสถานการณ์จากบีซี 609 บนยอดบนยอดภูเทิงว่ามีข้าศึกจำนวนมากเข้ามาในฐานถึงขั้นรบประชิดเข้าตะลุมบอนกันในฐาน และแล้วผมก็ได้ยินเสียงรุ่นพี่ท่านหนึ่งซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า ‘อินทนิล’ พูดออกวิทยุซ้ำๆ อยู่ประมาณ 2-3 ครั้งก็เงียบหายไป ฟังแล้วขนลุก แต่ผมจำได้ติดหู”

“มัสแตง…ไลอ้อน…สติงเรย์…ใครได้ยินเสียงผมแล้วช่วยยิงแตกอากาศกลางฐานให้ผมด้วย เพราะเป็นทางเดียวที่ผมจะรอดอยู่ได้”

“คำว่า ‘ยิงแตกอากาศกลางฐาน’ จะใช้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเมื่อข้าศึกเข้ามาในที่มั่นของฝ่ายเราได้และที่มั่นของเรามีบังเกอร์หรือที่กำบังปิดปลอดภัย ฝ่ายเราจะหลบเข้าในที่กำบังปล่อยให้ข้าศึกอยู่ข้างนอกซึ่งไม่มีที่กำบัง เมื่อขอปืนใหญ่ฝ่ายเรายิงแตกอากาศกลางฐาน กระสุนปืนใหญ่จะระเบิดสูงจากพื้นดินประมาณ 20 เมตรซึ่งเป็นความสูงที่จะสาดสะเก็ดระเบิดเป็นอันตรายต่อคนนอกที่กำบังอย่างที่สุด แต่ไม่ทำลายที่กำบัง ฝ่ายเราซึ่งอยู่ในที่กำบังจึงปลอดภัยและคอยเก็บข้าศึกที่เล็ดลอดเข้ามาในที่กำบัง

แต่วิธีนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อข้าศึกมีจำนวนจำกัดไม่มีกำลังมาเพิ่มเติม แต่สถานการณ์ที่ภูเทิงเมื่อ 19 ธันวาคม 2514 นี้ ข้าศึกมีจำนวนมากมากเสียจนเราทำลายไม่ทัน

แต่ผมคิดว่าไลอ้อนน่าจะทำลายข้าศึกและช่วยบีซี 609 ได้ระดับหนึ่ง แต่ข้าศึกมีจำนวนมากเหลือเกิน มากจนกระทั่งเราทำลายไม่หมด ผมพยายามเรียกพี่อินทนิลแล้วบอกให้พยายามถอนตัวมารวมกันที่ไลอ้อน แต่ไม่ได้รับเสียงตอบและไม่ได้ยินเสียง และไม่ได้พบพี่อินทนิลอีกเลยตราบจนทุกวันนี้

ผมสั่งยิงไปที่ภูเทิงแบบปูพรมต่อไปอีกประมาณ 10 นาทีก็สั่งจบภารกิจ”

บันทึกของพันเอกเหงียน ชวน…

พันเอกเหงียน ชวน ผู้บังคับการกรม 165 บันทึกการปฏิบัติต่อที่หมายกองพันทหารเสือพราน บีซี 609 ที่ยอดภูเทิง ต่อไปดังนี้

เวลา 16.45 : 19 ธันวาคม กระสุนระเบิดถูกยิงโจมตีที่หมายอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นัดต่อนัด ส่งเสียงกัมปนาทราวฟ้าร้องกลางพายุร้าย จากเครื่องยิงระเบิด 120 ม.ม. 82 ม.ม. และปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ทั้งหมดพุ่งเข้าสู่เป้าหมายที่มั่นแข็งแรงทั้งสามแห่งบนยอดเนินของข้าศึกซึ่งต่างหลบหายอยู่ภายใต้กลุ่มควันและเปลวไฟ จากนั้นก็ติดตามด้วยกระสุนปืนใหญ่ขนาด 130 ม.ม. 122 ม.ม. และ 85 ม.ม.ของฝ่ายเรา

ต่อมาเสียงกัมปนาทก็พลันเปลี่ยนพื้นที่ไปอย่างกะทันหัน ตำบลกระสุนตกเคลื่อนย้ายไปหลังกลุ่มเป้าหมาย พลุส่องแสงระเบิดขึ้นกลางอากาศเหนือที่ตรวจการณ์ ณ จุดบัญชาการรบของเราอันเป็นสัญญาณออกตี

ผู้บังคับกองร้อย เหงียน ธี เธา (Nguyen The Thao) กระโจนขึ้นจากตำแหน่งเตรียมเข้าตี กำลังส่วนโจมตีของกองร้อยที่ 9 กรม 165 ชาร์จเข้าสู่ที่หมาย โดยไม่ใส่ใจต่อความลาดชันของพื้นที่ข้างหน้าและระเบิดขว้างที่ข้าศึกโยนออกมาเพื่อสกัดการรุก เธาและแดน วิ่งนำหน้ากองร้อย พุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางที่มั่นแข็งแรงของข้าศึก ขณะที่ลึกไปด้านหลัง ปืนกลหนัก 12.7 ม.ม. ระดมยิงสนับสนุนการรุกสู่ที่หมายของกองร้อยที่ 9 อย่างต่อเนื่อง

ธงแดงในมือของผู้บังคับหมู่ วู ดัค (Vu Duc) โบกสะบัดไปมาราวกับเปลวไฟขณะที่เขาเคลื่อนไปข้างหน้า ทหารข้าศึกซึ่งถูกกดดันจากฉากการยิงปืนใหญ่ก่อนหน้านี้ โงหัวขึ้นมาจากที่มั่นทำการยิงต่อต้าน

กำลังทั้งหมดของกองร้อยที่ 9 ยังคงรุกคืบหน้าลึกเข้าไปภายในที่มั่นแข็งแรงของข้าศึก จากนั้นก็แยกย้ายกันกระโจนลงไปในแนวคูติดต่อ ขว้างระเบิดมือและระเบิดไร้สะเก็ด (Hand-Held Explosive Charges : ใช้สำหรับการรบประชิด/บัญชร) เข้าใส่ข้าศึกจนแผ่นดินสั่นสะเทือน อากาศถูกอัดซ้ำด้วยแรงระดมยิงจากปืนอาก้าประจำตัว ทหารไทยพยายามตอบโต้ด้วยการใช้ประโยชน์จากแนวคูติดต่อ

กองร้อยที่ 10 และ 11 เข้าโจมตีขึ้นเนินจากด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ ฮง มินห์ ตรี (Hoang Minh Tri) ปักธงประจำกองร้อยที่ 10 ไว้เหนือบังเกอร์ข้าศึก ผืนธงโบกสะบัดท่ามกลางสายลม ระเบิดขว้างลูกหนึ่งของข้าศึกระเบิดใกล้ๆ ตรี แรงระเบิดทำให้เขาล้มลงหมดสติ แขนซ้ายได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

ทหารที่ตามติดไปข้างหลังวิ่งเข้าพยุงนำไปหลบในหลุมระเบิด จากนั้นก็ทำการปฐมพยาบาลและพันแผลให้

เมื่อได้สติ ตรีกลับไปสู้รบต่อ จนได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง เลือดโชกไปทั่วขากางเกง แต่ตรีก็ยังคงยืนหยัดสู้ต่อไปเคียงข้างรองผู้บังคับกองร้อยหู (Hieu) เพื่อช่วยถ่ายทอดคำสั่ง

ตัวรองผู้บังคับกองร้อยหูเองนั้นแม้จะได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เริ่มการเข้าตี แต่ก็ยังคงกัดฟันออกคำสั่งแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้เดินหน้าเข้าตีต่อไป

การต่อสู้ผ่านไปหลายนาที ทหารกองพันที่ 6 สามารถเข้ายึดที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 1 ได้ครึ่งพื้นที่ ขณะที่อีกครึ่งที่เหลือ ทหารข้าศึกยังคงใช้ประโยชน์จากบังเกอร์และคูติดต่อทำการยิงต่อต้านส่งผลให้รองผู้บังคับกองพัน บัค ชวน บวง (Bach Xuan Buong) เสียชีวิตจากกระสุนข้าศึก กองพันต้องหยุดปรับกำลังใหม่ก่อนทำการเข้าตีต่อไป

ระหว่างนั้น ผู้บังคับกองร้อย เหงียน นู คิม (Nguyen Nhu Kim) และนายทหารการเมือง เหงียน ชวน เชียน (Nguyen Xuan Xien) นำกำลังกองร้อยที่ 1 เข้าตีผ่านช่องว่างทางตะวันออกของที่มั่นแข็งแรงที่ 2 ทันทีที่ปืนใหญ่ของฝ่ายเราเลื่อนฉากการยิงไปยังด้านหลัง

หมวดที่รุกลึกเข้าไปบุกไปข้างหน้า ธงแดงที่ถือโดยรองผู้บังคับหมวด เลอ ธัน งัต (Le Thanh Ngat) สบัดโบกกลางอากาศนำหน้าหมวดนำนี้ อาวุธหนักของข้าศึกเปิดฉากระดมยิงเข้ามาสู่ด้านปีกของหมวดนำ งัต (Ngat) ซึ่งนำหน้าหมวดนำอยู่ล้มคว่ำลง เสียชีวิตทันที

ผู้บังคับหมู่ ฮวง ตรัง อัน (Hoang Trung An) วิ่งเข้าไปดึงธงจากมืองัต แต่บุกไปข้างหน้าได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกยิงทะลุหน้าอก

พลทหารควิน (Quen) วิ่งเข้ามาจากด้านหลังแล้วเข้าถือธงต่อ พื้นที่แคบจำกัดการเคลื่อนที่ข้างหน้าท่ามกลางแนวที่มั่นตั้งรับของข้าศึกทำให้การเข้าตีของกองร้อยที่ 1 ต้องหยุดชะงักลง

แต่หลังใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อปรับรูปขบวนให้กระจายกว้างออก เครื่องยิง B-40 และ B-41 เริ่มยิงจรวดเข้าสู่ที่ตั้งปืนกลของข้าศึก แต่ปืนกล 12.7 ม.ม.ของข้าศึกก็ยังคงระดมยิงสกัดกั้นการรุกของฝ่ายเรา ส่งผลให้ส่วนที่บุกทะลวงเข้าสู่ที่หมายของฝ่ายเราเหลือกำลังเพียงครึ่งหนึ่ง

พลทหารควินถูกยิงอีกครั้ง ธงที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดทหารคนแล้วคนเล่า ถูกส่งต่อไปยังผู้บังคับหมู่ เหงียน ชวน คิว (Nguyen Xuan Quy) เครื่องบินข้าศึกโฉบเข้าโจมตีทิ้งระเบิดรอบๆ บริเวณที่มั่นแข็งแรง ควันและฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณราวกำแพงกำบังพื้นที่สู้รบจากสายตา

สถานการณ์ในพื้นที่มั่นแข็งแรงที่ 1 ตกอยู่ในความคับขัน บัดนี้ กองร้อยที่ 9 และ 10 ไม่มีจรวดสำหรับเครื่องยิง B-40 และ B-41 ไม่มีทั้งระเบิดไร้สะเก็ด ทหารแต่ละคนเหลืออยู่แต่เพียงกระสุนอาก้าไม่กี่นัด

ข้าศึกที่ยังเหลืออยู่หลบหนีเข้าไปในบังเกอร์ ซึ่งมีอยู่ 4 แห่งที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทหารญี่ปุ่นเข้ายึดครองพื้นที่ทุ่งไหหิน และต่อมาทหารฝรั่งเศสได้ปรับปรุงให้แข็งแรงขึ้น

จนกระทั่งอีก 30 นาทีต่อมา ฝ่ายเราจึงได้เริ่มการโจมตีบังเกอร์ปิดซึ่งข้าศึกที่รอดชีวิตยึดครองอยู่อีกครั้งหนึ่ง ข้าศึกระดมยิงออกมาจากบังเกอร์พร้อมกับขว้างระเบิดมือออกมา

ห้านาทีต่อมา ทหารของเรายิง B-40 และ B-41 รวมทั้งปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง 75 ม.ม. และ ปืนกล 12.7 ม.ม.เข้าใส่ จากนั้นหมวดโจมตีของเราก็ใช้ดินระเบิดทำลายจำนวนมากโยนเข้าใส่ ระเบิดสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วพื้นดิน เกิดเป็นควันและฝุ่นกระจายหนาไปบนอากาศทั่วบริเวณ กองร้อยที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 11 บุกไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน โยนระเบิดมือและระเบิดไร้สะเก็ดเข้าไป ขณะที่ใช้โทรโข่งประกาศให้ข้าศึกยอมจำนน

ณ ที่มั่นแข็งแรงที่ 2 แม้ว่าผู้บังคับกองร้อย เหงียน นา คิม (Nguyen Nha Kim) พร้อมด้วยผู้บังคับหมวดของเขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีใครละทิ้งหน้าที่ ความกล้าหาญเสียสละของเขาทำให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่ยังคงวางกำลังอยู่หน้าบริเวณช่องว่างในแนวตั้งรับของข้าศึกในการเข้าตีเจาะขั้นแรก

หลังจากเสร็จสิ้นการยิงฉากด้วยอาวุธหนักต่อที่ตั้งยิงข้าศึก กำลังฝ่ายเราก็เริ่มเปิดฉากการเข้าตีอีกระลอกหนึ่ง แต่การเข้าตีก็ล้มเหลวลงอีกครั้ง กำลังทหารที่ถูกสกัดกั้นอยู่ตรงหน้าบริเวณช่องว่าง

แนวตั้งรับของข้าศึกมีจำนวนมากขึ้นไปอีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...