เจาะมุมมองโบรกเกอร์ หุ้น KTC
The Bangkok Insight
อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 02.19 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 02.15 น. • The Bangkok Insightเจาะมุมมองโบรกเกอร์ กับหุ้น KTC พร้อมมุมมองในสายตาตำนาน VI
KTC หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจหลักด้านบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลชั้นนำของไทย เรียกว่าเป็นหุ้นที่น่าจะถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา หลังราคาหุ้นตกลงมาแรงมากกว่า 30% ภายในเวลา 5 วัน ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนว่าเกิดจากการถูก “Forced Sale” หรือถูกบังคับขายจากผู้ถือหุ้นที่นำหุ้นไปวางค้ำประกันผ่านบัญชีมาร์จิน
เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ราคาหุ้น KTC ปิดตลาดที่ 29.50 บาท ปรับลดลง 15.11% จากวันก่อนหน้า ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 24 มิถุนายน ปิดตลาดที่ 25 บาท ปรับลดลงอีก 15.25% ถือเป็นการร่วงติด Floor ถึง 2 วันติด (เป็นช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor ชั่วคราวที่ +/- 15%)
แม้ว่าในวันที่ 25 มิถุนายน ราคาหุ้น KTC จะดีดกลับขึ้นมาได้ 6% แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงเช่นเดิม โดย วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ราคาหุ้นก็ย่อตัวลงมาปิดตลาดที่ระดับ 24.40 บาท หากนับตั้งแต่ต้นปีนี้ มูลค่าบริษัทลดลงไปเกิน 50% แล้ว
แต่ล่าสุดวานนี้ ( 3 ก.ค.) ราคาหุ้น KTC ปิดตลาดที่ระดับ 25.75 บาท ราคาปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
วิเคราะห์ด้วยสายตาตำนาน VI
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ตำนานนักลงทุนแบบ VI ของเมืองไทย ได้อธิบายปรากฏการณ์หุ้น KTC ว่า เป็นกรณีของหุ้นที่เรียกว่าเป็น “ถูก Corner” ที่ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่ใช่ว่าราคาขึ้นไปแบบสุดโต่ง จนเห็นได้ชัดแบบหุ้นที่ถูกคอร์เนอร์หลายๆ ตัวที่มีค่า PE สูงเป็น 100 หรือ 50 เท่าในเวลาอันสั้น แต่ภาพของ KTC คือทำให้คนส่วนใหญ่รวมถึงนักวิเคราะห์หุ้นแทบทั้งหมดต่างมองว่ามีพื้นฐานที่ดีเยี่ยม และราคาก็ไม่แพง น่าจะโตไปได้อีกมาก
ทว่าภายใต้การคอร์เนอร์หุ้นที่สมบูรณ์แบบของ KTC นั้น มีจุดอ่อนที่การรองรับการซื้อ และถือหุ้น KTC ด้วยหนี้มาร์จิน และการจำนำหุ้นจำนวนมหาศาล คร่าวๆ น่าจะประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าหุ้นที่เป็น Free Float ทั้งหมด หนี้จำนวนนี้ถูกแช่แข็งไว้นานมาก เพราะสถานการณ์ตลาดไม่เอื้ออำนวย ปริมาณการซื้อขายหุ้นของตลาดลดลงอย่างมาก และปริมาณการซื้อขายหุ้น KTC ก็ลดลงเหลือแค่วันละหลักไม่เกิน 100 ล้านบาท ทำให้การขายหุ้น KTC จำนวนหลายพันหรือหมื่นล้านแทบเป็นไปไม่ได้
KTC เคยมีปัญหาขาดทุนต่อเนื่องหลังวิกฤติซับไพร์มในปี 2552 จนถึงปี 2555 ก็เริ่มฟื้นตัวมีกำไรเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นบริษัทมีกำไรมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงปี 2562 ก็ทำกำไรถึง 5,500 ล้านบาท และ Market Cap. แตะ 100,000 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 13 เท่าในเวลา 7 ปี
การเติบโตรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนแห่กันเข้าไปซื้อหุ้นจนทำให้ค่า PE ของ KTC สูงถึง 18.4 เท่าในปีก่อนโควิด-19 ระบาด สูงกว่าหุ้นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ต่างมีค่า PE ไม่เกิน 10 เท่า โดยผลประกอบการของ KTC ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงสิ้นปี 2567 ยังเติบโตขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้เร็วเหมือนเดิมแล้ว และมีแนวโน้มถดถอยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลจากปัญหาทางเศรษฐกิจของไทยที่ถดถอยลงในช่วง 2-3 ปีหลัง
ฉากสุดท้ายที่เร่งให้การคอร์เนอร์หุ้น KTC แตก เหตุผลใหญ่เรื่องหนึ่งคือ การที่ถูกถอดออกจากดัชนีอ้างอิง MSCI Global Standard Index เมื่อเดือนที่แล้ว ส่งผลให้กองทุนต่างประเทศบางแห่งต้องขายหุ้นทิ้ง และจำนวนที่ขายอาจจะมากเกินกว่าที่ตลาดจะรับได้ หุ้นจึงถล่มจนมีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า ปันผลตอบแทนก็น่าจะเกิน 5% ต่อปี สอดคล้องกับหุ้นอื่นๆ ในธุรกิจเดียวกัน
อย่างไรก็ดี หุ้น KTC ก็ยังแพงกว่าหุ้นแบงก์ทั้งหลายโดยเฉพาะ KTB เป็นหุ้นแม่ที่มีค่า PE ไม่ถึง 7 เท่า และปันผลกว่า 7% ต่อปี ดังนั้นก่อนที่จะรีบเข้าไปเล่นเพราะคิดว่าหุ้นมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก อาจจะต้องระวังเรื่องนี้ด้วย
เจาะมุมมองโบรกเกอร์
ด้านมุมมองในฝั่งของนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ต่างๆ บล. เมย์แบงก์ ปรับเพิ่มคําแนะนําหุ้น KTC เป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 30 บาท (จากเดิม 48 บาท) โดยยังคงชอบ KTC จากความสามารถในการทำกำไรที่สูง และกำไรที่มีความแน่นอนสูงจากการตั้งสำรองหนี้สูญในระดับสูง หุ้นให้ผลตอบแทนเงินปันผล 5.7% โดยอิงจากอัตราการจ่ายเงินปันผล 50%
แต่อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ได้ปรับลดประมาณการกําไรปี 2568-2570 ลง 4-8% เพื่อสะท้อนการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัว และรายได้จากการติดตามหนี้ที่ลดลง
บล. พาย คาดกําไรสุทธิ KTC ในไตรมาส 2/2568 เติบโต YoY และ QoQ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1,880 ล้านบาท สาเหตุการเติบโตเนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว และสํารองหนี้ลดลง นอกจากนี้ D/E ที่ต่ำเพียง 1.6 เท่า ทําให้มีความสามารถในการกู้เงินเพิ่มได้หากสภาวะทางเศรษฐกิจเปิดโอกาสในการเติบโตในอนาคต
และด้วยราคาหุ้นที่ปรับลดลง คาดว่า KTC จะให้ผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงขึ้นที่ 5% และ 5.2% ในปี 2568-2569 ปรับคําแนะนําเป็น "ซื้อ" มูลค่าพื้นฐาน 32 บาท จากเดิม "ถือ" ราคา 45 บาท สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจสูงขึ้น และการเติบโตระยะยาวลดลง
ทั้งหมดนี้ก็คือมุมมองและเรื่องราวของหุ้น KTC ที่เราสรุปมาฝากจากหลากหลายมุมมองทั้งฝั่งของกูรู VI และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ สุดท้ายแล้วนักลงทุนควรนำไปพิจารณาและศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง ก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- KTC ปันผลดีขึ้นดึงดูดนักลงทุนหรือไม่?
- กลุ่มบริษัทเคทีซีแกร่ง กำไรโตต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์พอร์ตคุณภาพ
- 'เคทีซี' จับมือ 'แควนตัส' ชูแคมเปญ One Journey, Two Worlds เส้นทางออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์
ติดตามเราได้ที่