โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ธนาคารโลก หั่นจีดีพีไทยปีนี้ โต 1.8% ชี้ 3 โอกาสเศรษฐกิจฟื้น

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 01.26 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 08.20 น.

ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า เวิลด์แบงก์ ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของประเทศไทยลงมา โดยคาดการณ์ว่าปีนี้จะเติบโตที่ 1.8% และปี 69 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.7 % ในปี 69 การปรับลดครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายหลายประการทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ

สำหรับความท้าทายสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย เนื่องจากเราพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมากถึงกว่า 60% ของ GDP โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ความไม่แน่นอนนี้ยังส่งผลให้การลงทุนภายในประเทศชะลอตัวลงด้วย

ขณะเดียวกัน สถานการณ์หนี้ครัวเรือนสูง และกำลังซื้ออ่อนแอ โดยประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในอาเซียน อยู่ที่ประมาณ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ของ GDP ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชน รวมถึงยอดสินเชื่อที่เริ่มลดลง ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนในประเทศชะลอตัว และอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอลง

ด้านภาคการท่องเที่ยวชะลอตัว โดยไตรมาสแรกของปีนี้ นักท่องเที่ยวจากจีนลดลงอย่างมาก เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยในประเทศไทย โดยนักท่องเที่ยวจีนเลือกเดินทางไปประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่นและมาเลเซียแทน เวิลด์แบงก์จึงปรับประมาณการนักท่องเที่ยวเหลือประมาณ 37 ล้านคนในปีนี้

ขณะเดียวกัน พื้นที่ทางการคลังแคบลง สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 64% ของ GDP และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นสู่ใกล้ 70% สำหรับการเพิ่มขึ้นของหนี้ส่วนหนึ่งมาจากความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับสังคมสูงวัย และนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต ซึ่งความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะที่สูงเกิน 60% มักจะนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจและอาจกดดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุด โดยอยู่ที่ประมาณ 0% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1% ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบล่างของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าพลังงานที่ลดลง และอีกส่วนมาจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสในการฟื้นตัวและการเติบโต 3 ประการ ได้แก่ 1.นโยบายการคลังที่เน้นการลงทุน ซึ่งรัฐบาลได้ปรับงบประมาณ โดยเฉพาะส่วนที่เคยจัดสรรสำหรับโครงการดิจิทัล วอลเล็ต มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 0.8% ของ GDP

“เวิลด์แบงก์ประเมินว่าหากมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 100% จะช่วยให้ GDP เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% และลดภาระหนี้ต่อ GDP ลงได้ในระยะปานกลาง”

2. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภาคเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีในการดึงดูด FDI ในภาคดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของโลกในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และดิจิทัล

3. ศักยภาพการเติบโตในระยะสั้นและระยะกลาง สำหรับในระยะสั้น หากการเจรจาการค้าสำคัญคืบหน้า และการลงทุนภาคเอกชนและ FDI ฟื้นตัว GDP ของไทยอาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 2.2% ในปีนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขของ ธปท.

ขณะที่ในระยะกลางนั้น มองว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตถึง 3-4% หากมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (รวมถึงดิจิทัล) ทุนมนุษย์ (การศึกษา) การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับธุรกิจใหม่และการจ้างงานใหม่ รวมถึงการเปิดตลาดผ่านข้อตกลงการค้าเชิงลึก (Deep Trade Agreement) โดยเฉพาะในภาคเกษตรและบริการที่ไทยยังไม่ได้เปิดกว้างมากนัก

ดร.เกียรติพงศ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ของประเทศไทยนั้น เรามีจุดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก เช่น ระบบพร้อมเพย์ (Prompay) และบัตรประจำตัวดิจิทัล (Digital ID) ซึ่งมีการใช้งานอย่างแพร่หลายและรวดเร็วในช่วงโควิด-19 รวมถึงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่สูงถึงประมาณ 90%

ทั้งนี้ ถือว่าเป็นโอกาสสำหรับ◦การค้าดิจิทัล (Digital Commerce) สำหรับ MSME โดยคนไทยมีการช้อปปิ้งออนไลน์สูงถึง 90% แต่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงหรือใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายตลาดการค้าดิจิทัล

ขณะที่ในด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) ประเทศไทยมีโอกาสในการรวบรวมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้ทันทีอย่างปลอดภัยและเป็นส่วนตัว

ส่วนการเงินนวัตกรรมและปลอดภัย (Innovative and Secure Finance) ระบบพร้อมเพย์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านปริมาณการโอนเงินและต้นทุนที่ต่ำ แต่ยังมีความท้าทายในการแบ่งปันข้อมูลเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้น รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล

ขณะที่ความท้าทายด้านดิจิทัลนั้น ไทยยังเผชิญความท้าทายด้านทักษะดิจิทัล โดยผู้ใหญ่ที่มีทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 5% และทักษะขั้นสูงประมาณ 1% ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างจริงจัง เช่น สิงคโปร์และเอสโตเนีย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...