โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EU จำใจยอมรับภาษี 10% เป็นฐานเจรจาการค้ากับสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 10.25 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 03.25 น.

EU จำใจยอมรับภาษี 10% เป็นฐานเจรจาการค้ากับสหรัฐ หลังรัฐบาลทรัมป์ยืนยันไม่ลดระดับภาษี ขณะยุโรปเร่งเจรจาก่อนกำหนดเส้นตาย 9 กรกฎาคม 2568 หวั่นภาษีพุ่งสูงถึง 50%

วันที่ 19 มิถุนายน 2568 เวลา 21.05 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ยุโรปหลายรายยอมรับมากขึ้นว่า อัตราภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ที่ 10% อาจกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU)

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศใช้นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับประเทศคู่ค้าในวงกว้าง และมีเป้าหมายเพื่อลดดุลการค้าขาดดุลของสหรัฐกับสหภาพยุโรป ขณะที่ ฮาวเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้อัตราภาษีต่ำกว่า 10% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ที่ EU ส่งออกไปยังสหรัฐ

แม้เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปยังคงพยายามผลักดันให้อัตราดังกล่าวต่ำกว่า 10% แต่หนึ่งในเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การเจรจาเพื่อให้อัตราภาษีลดลงเป็นเรื่องที่ยากขึ้น นับตั้งแต่สหรัฐเริ่มจัดเก็บรายได้จากภาษีการค้าทั่วโลก

“10% เป็นประเด็นที่ฝังแน่น เราพยายามกดดันพวกเขา แต่ตอนนี้พวกเขาได้รายได้เข้ารัฐแล้ว” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าว

อีกแหล่งข่าวยืนยันว่า EUยังไม่ได้ยอมรับ 10% อย่างเป็นทางการในเวทีเจรจา แต่ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกอัตราภาษีฐานนี้

โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารของ EUที่รับผิดชอบด้านการเจรจาการค้า ยังไม่ได้ให้ความเห็นต่อคำร้องขอจากรอยเตอร์ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังไม่มีความเห็นเช่นกัน

เจ้าหน้าที่สหรัฐมองว่าประเทศจะมีอัตราภาษีที่สูงขึ้นในระยะยาวกับประเทศคู่ค้า และไม่คาดว่าจะลดระดับภาษี 10% ลงในการเจรจากับEU

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีการคลังสหรัฐ กล่าวในการสัมภาษณ์ผ่านพอดคาสต์ "Pod Force One" เมื่อวันพุธว่า การที่ทรัมป์ตัดสินใจเพิ่มภาษีเป็นสองเท่า ทำให้ผู้นำยุโรปมีความเต็มใจที่จะเจรจามากขึ้น

EU และอังกฤษเคยระบุชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับอัตราภาษีฐานที่เป็นเลขสองหลัก โดยในกรณีของอังกฤษ ได้บรรลุข้อตกลงการค้าแบบจำกัดในเดือนพฤษภาคม ซึ่งคงอัตราภาษีที่ 10% สำหรับสินค้าส่งออกบางรายการ ขณะที่ลดอัตราสูงของเหล็กและรถยนต์ลง

ทรัมป์เคยขึ้นภาษีกับยุโรปถึง 50% สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียม และอีก 25% สำหรับรถยนต์ โดยขณะนี้ EUกำลังเร่งเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม เพราะภาษีตอบโต้สำหรับสินค้าอื่น ๆ อาจเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็นสูงสุด 50%

ในปี 2567 EUมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐถึง 236,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ได้รับผลกระทบจากภาษีมากกว่าสหราชอาณาจักรที่มียอดขาดดุล

ทรัมป์ระบุว่าเขาจะนำรายได้จากภาษีไปใช้สนับสนุนมาตรการลดภาษีและเพิ่มงบใช้จ่ายครั้งใหญ่ โดยเมื่อวันอังคาร เขายังกล่าวหาว่า EUไม่ยอมให้ข้อตกลงที่ยุติธรรม โดยสหรัฐยังพยายามรวมประเด็นที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) เข้ามาในการเจรจา เช่น ภาษีบริการดิจิทัล กฎการรายงานความยั่งยืนของบริษัท การขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และมาตรฐานด้านอาหาร

กระทรวงการคลังสหรัฐรายงานว่าในเดือนเมษายน ประเทศมีงบประมาณเกินดุลถึง 258,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน และรายได้จากภาษีศุลกากรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ผลกระทบจากภาษี

ภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน รวมถึงการประกาศหยุดพักบางส่วน ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับบริษัททั่วโลก จนหลายแห่งต้องถอนหรือระงับการคาดการณ์ผลประกอบการ

ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปได้รับผลกระทบหนัก เช่น เมอร์เซเดส (Mercedes) ได้ถอนคำแถลงการณ์แนวโน้มรายได้, สเตลแลนทิส (Stellantis) ระงับการให้แนวโน้ม และวอลโว่คาร์ (Volvo Cars) ถอนการคาดการณ์กำไรสำหรับสองปีข้างหน้า

ผู้บริหารรถยนต์ยุโรปรายหนึ่งกล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมียมสามารถรับมือกับภาษี 10% ได้ แต่ผู้ผลิตตลาดแมสจะได้รับผลกระทบมากกว่า

ภาษีที่สหรัฐใช้กับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ถูกอ้างอิงว่าเกี่ยวข้องกับ “ความมั่นคงแห่งชาติ” และอาจมีการสอบสวนเพิ่มในกลุ่มสินค้าอื่น เช่น ยา เซมิคอนดักเตอร์ ไม้ และรถบรรทุก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาษีที่เพิ่มขึ้นอีก

เจ้าหน้าที่ EU ระบุว่า “ไม่พร้อมจะยอมรับ” การใช้ภาษีแบบเจาะจงตามอุตสาหกรรมเหล่านี้

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ภาษีสำหรับยากำลังจะมาเร็ว ๆ นี้ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเภสัชกรรมเปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพยายามต้านภาษีแบบเจาะจง และถึงแม้จะไม่ต้องการยอมรับอัตราภาษีฐาน 10% แต่การยอมรับอัตรานี้อาจเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการใช้ต่อรองไม่ให้มีภาษีเฉพาะกลุ่มตามมา

ในฝั่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม แหล่งข่าวกล่าวว่า กลุ่มไวน์และสุรายินดีรับอัตราภาษีที่ 10% มากกว่าต้องเผชิญการเจรจาที่ยืดเยื้อ

Rob van Gils ซีอีโอของบริษัท Hammerer Aluminium Industries ในออสเตรีย กล่าวว่า “ถ้าไม่มีข้อตกลง มันจะส่งผลกระทบลบอย่างมหาศาล… จะเป็น 0% หรือ 10% ก็พอรับได้ หากทั้งสองฝ่ายได้รับการปฏิบัติเท่าเทียม มันยังอยู่ในขอบเขตที่ธุรกิจรับมือได้”

เจ้าหน้าที่ EU รายหนึ่งกล่าวว่า อัตราภาษีฐานที่ 10% จะไม่ทำลายความสามารถในการแข่งขันมากนัก โดยเฉพาะถ้าทุกประเทศได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...