EU จำใจยอมรับภาษี 10% เป็นฐานเจรจาการค้ากับสหรัฐ
EU จำใจยอมรับภาษี 10% เป็นฐานเจรจาการค้ากับสหรัฐ หลังรัฐบาลทรัมป์ยืนยันไม่ลดระดับภาษี ขณะยุโรปเร่งเจรจาก่อนกำหนดเส้นตาย 9 กรกฎาคม 2568 หวั่นภาษีพุ่งสูงถึง 50%
วันที่ 19 มิถุนายน 2568 เวลา 21.05 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ยุโรปหลายรายยอมรับมากขึ้นว่า อัตราภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ที่ 10% อาจกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU)
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศใช้นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับประเทศคู่ค้าในวงกว้าง และมีเป้าหมายเพื่อลดดุลการค้าขาดดุลของสหรัฐกับสหภาพยุโรป ขณะที่ ฮาวเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้อัตราภาษีต่ำกว่า 10% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ที่ EU ส่งออกไปยังสหรัฐ
แม้เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปยังคงพยายามผลักดันให้อัตราดังกล่าวต่ำกว่า 10% แต่หนึ่งในเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การเจรจาเพื่อให้อัตราภาษีลดลงเป็นเรื่องที่ยากขึ้น นับตั้งแต่สหรัฐเริ่มจัดเก็บรายได้จากภาษีการค้าทั่วโลก
“10% เป็นประเด็นที่ฝังแน่น เราพยายามกดดันพวกเขา แต่ตอนนี้พวกเขาได้รายได้เข้ารัฐแล้ว” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าว
อีกแหล่งข่าวยืนยันว่า EUยังไม่ได้ยอมรับ 10% อย่างเป็นทางการในเวทีเจรจา แต่ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกอัตราภาษีฐานนี้
โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารของ EUที่รับผิดชอบด้านการเจรจาการค้า ยังไม่ได้ให้ความเห็นต่อคำร้องขอจากรอยเตอร์ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังไม่มีความเห็นเช่นกัน
เจ้าหน้าที่สหรัฐมองว่าประเทศจะมีอัตราภาษีที่สูงขึ้นในระยะยาวกับประเทศคู่ค้า และไม่คาดว่าจะลดระดับภาษี 10% ลงในการเจรจากับEU
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีการคลังสหรัฐ กล่าวในการสัมภาษณ์ผ่านพอดคาสต์ "Pod Force One" เมื่อวันพุธว่า การที่ทรัมป์ตัดสินใจเพิ่มภาษีเป็นสองเท่า ทำให้ผู้นำยุโรปมีความเต็มใจที่จะเจรจามากขึ้น
EU และอังกฤษเคยระบุชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับอัตราภาษีฐานที่เป็นเลขสองหลัก โดยในกรณีของอังกฤษ ได้บรรลุข้อตกลงการค้าแบบจำกัดในเดือนพฤษภาคม ซึ่งคงอัตราภาษีที่ 10% สำหรับสินค้าส่งออกบางรายการ ขณะที่ลดอัตราสูงของเหล็กและรถยนต์ลง
ทรัมป์เคยขึ้นภาษีกับยุโรปถึง 50% สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียม และอีก 25% สำหรับรถยนต์ โดยขณะนี้ EUกำลังเร่งเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม เพราะภาษีตอบโต้สำหรับสินค้าอื่น ๆ อาจเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็นสูงสุด 50%
ในปี 2567 EUมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐถึง 236,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ได้รับผลกระทบจากภาษีมากกว่าสหราชอาณาจักรที่มียอดขาดดุล
ทรัมป์ระบุว่าเขาจะนำรายได้จากภาษีไปใช้สนับสนุนมาตรการลดภาษีและเพิ่มงบใช้จ่ายครั้งใหญ่ โดยเมื่อวันอังคาร เขายังกล่าวหาว่า EUไม่ยอมให้ข้อตกลงที่ยุติธรรม โดยสหรัฐยังพยายามรวมประเด็นที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) เข้ามาในการเจรจา เช่น ภาษีบริการดิจิทัล กฎการรายงานความยั่งยืนของบริษัท การขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และมาตรฐานด้านอาหาร
กระทรวงการคลังสหรัฐรายงานว่าในเดือนเมษายน ประเทศมีงบประมาณเกินดุลถึง 258,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน และรายได้จากภาษีศุลกากรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ผลกระทบจากภาษี
ภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน รวมถึงการประกาศหยุดพักบางส่วน ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับบริษัททั่วโลก จนหลายแห่งต้องถอนหรือระงับการคาดการณ์ผลประกอบการ
ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปได้รับผลกระทบหนัก เช่น เมอร์เซเดส (Mercedes) ได้ถอนคำแถลงการณ์แนวโน้มรายได้, สเตลแลนทิส (Stellantis) ระงับการให้แนวโน้ม และวอลโว่คาร์ (Volvo Cars) ถอนการคาดการณ์กำไรสำหรับสองปีข้างหน้า
ผู้บริหารรถยนต์ยุโรปรายหนึ่งกล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมียมสามารถรับมือกับภาษี 10% ได้ แต่ผู้ผลิตตลาดแมสจะได้รับผลกระทบมากกว่า
ภาษีที่สหรัฐใช้กับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ถูกอ้างอิงว่าเกี่ยวข้องกับ “ความมั่นคงแห่งชาติ” และอาจมีการสอบสวนเพิ่มในกลุ่มสินค้าอื่น เช่น ยา เซมิคอนดักเตอร์ ไม้ และรถบรรทุก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาษีที่เพิ่มขึ้นอีก
เจ้าหน้าที่ EU ระบุว่า “ไม่พร้อมจะยอมรับ” การใช้ภาษีแบบเจาะจงตามอุตสาหกรรมเหล่านี้
ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ภาษีสำหรับยากำลังจะมาเร็ว ๆ นี้ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเภสัชกรรมเปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพยายามต้านภาษีแบบเจาะจง และถึงแม้จะไม่ต้องการยอมรับอัตราภาษีฐาน 10% แต่การยอมรับอัตรานี้อาจเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการใช้ต่อรองไม่ให้มีภาษีเฉพาะกลุ่มตามมา
ในฝั่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม แหล่งข่าวกล่าวว่า กลุ่มไวน์และสุรายินดีรับอัตราภาษีที่ 10% มากกว่าต้องเผชิญการเจรจาที่ยืดเยื้อ
Rob van Gils ซีอีโอของบริษัท Hammerer Aluminium Industries ในออสเตรีย กล่าวว่า “ถ้าไม่มีข้อตกลง มันจะส่งผลกระทบลบอย่างมหาศาล… จะเป็น 0% หรือ 10% ก็พอรับได้ หากทั้งสองฝ่ายได้รับการปฏิบัติเท่าเทียม มันยังอยู่ในขอบเขตที่ธุรกิจรับมือได้”
เจ้าหน้าที่ EU รายหนึ่งกล่าวว่า อัตราภาษีฐานที่ 10% จะไม่ทำลายความสามารถในการแข่งขันมากนัก โดยเฉพาะถ้าทุกประเทศได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน
อ้างอิง : www.reuters.com