จีนเชิดชูจิตใจรักชาติของเยาวชนในการเคลื่อนไหว “4 พฤษภาคม”
จีนเชิดชูจิตใจรักชาติของเยาวชนในการเคลื่อนไหว “4 พฤษภาคม”
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
“ขบวนการเคลื่อนไหว 4 พฤษภาคม” (อู่สื้ออวิ้นต้ง) เป็นขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยม และชนชั้นปกครองของจีนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลงไม่นาน (ค.ศ.1911) เริ่มต้นจากการเดินขบวนของนักศึกษาในกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1919 เพื่อคัดค้านสนธิสัญญาแวร์ซายที่ไม่เป็นธรรม ปล่อยให้ญี่ปุ่นได้ครอบครองมณฑลชานตุงต่อจากเยอรมันซึ่งเป็นฝ่ายแพ้สงคราม มีเยาวชนนักศึกษาจากที่ต่าง ๆ มาร่วมชุมนุมจนกลายเป็นการประท้วงระดับชาติ ลัทธิชาตินิยมทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้นำทางการเมืองในทศวรรษต่อมาเช่น เหมาเจ๋อตุง โจวเอินไหล เติ้งเสี่ยวผิง ฯลฯ ล้วนเป็นเยาวชนรักชาติที่กำเนิดขึ้นในทศวรรษนี้ทั้งสิ้น
เบื้องหลังก่อนการเคลื่อนไหว 4 พฤษภาฯ ดร.ซุนยัดเซ็นผู้นำการปฏิวัติซินไฮ่ได้นำพาประเทศโค่นล้มราชวงศ์ชิงลงไปในปี 1911 ติดอาวุธลุกขึ้นสู้ที่อู่ชาง โค่นล้มการปกครองแบบศักดินาของจีนที่มีมาหลายพันปีล่มสลายลง ตั้งประเทศ “สาธารณรัฐจีน” ขึ้นแทน แต่แทนที่อำนาจการเมืองจะตกอยู่กับประชาชน กลับถูกกลุ่มขุนศึกที่ต่างก็มีกองทัพอยู่ในมือถือโอกาสแย่งชิงความเป็นใหญ่ ใช้กองทัพที่มีอยู่สู้รบกันเองโดยไม่สนใจความพยายามของต่างชาติที่ถือโอกาสกลุ้มรุมพยายามเข้ามายึดครองจีน
จีนในยุคนั้นถูกเรียกว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” บ้านเมืองแตกแยก จักรวรรดินิยมญี่ปุ่นซึ่งประกาศตัวเป็นฝ่ายชนะสงครามถือโอกาสรุกรานจีน ถูกเยาวชนจีนประท้วงด้วยการเผาสินค้าญี่ปุ่น แต่กลับถูกรัฐบาลกวาดล้างจับกุม วันที่ 4 พฤษภาคม 1919 ด้วยความเหลืออดต่อสภาพบ้านเมืองที่แตกสลาย นักศึกษา 3,000 คนจากมหาวิทยาลัย 13 แห่งในกรุงปักกิ่งได้รวมตัวกันที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน อารมณ์แห่งความรักชาติขยายตัวจากการชุมนุมอย่างสงบไปสู่การใช้ความรุนแรง มีการเผาทำลายบ้านเรือนของผู้มีอำนาจที่เอนเอียงเข้าข้างญี่ปุ่น ทางการเริ่มใช้ความรุนแรงจับกุมผู้ชุมนุมไปไม่ต่ำกว่า 1,000 คน แต่การชุมนุมกลับขยายตัวไปทั่วประเทศ เดือนมิถุนายน กรรมกรในเซี่ยงไฮ้นัดหยุดงานสนับสนุนนักศึกษา ร้านค้าพากันปิดร้านร่วมประท้วงด้วย ในที่สุด ด้วยแรงกดดันอย่างรุนแรงจากสาธารณะ รัฐบาลจีนจำใจต้องปล่อยตัวผู้ถูกจับ ผู้แทนจีนในที่ประชุมสันติภาพจำใจต้องปฏิเสธไม่ลงนามในสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ แต่ปัญหาก็ยังไม่สิ้นสุด หยวนซีไขพยายามสถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ ลัทธิขุนศึกยังลุกลามไปในแต่ละท้องที่
ในระหว่างนั้น “เหมาเจ๋อตง” ซึ่งมีอายุเพียง 20 ปีเศษ ได้ร่วมกับผู้รักชาติอีกจำนวนหนึ่งแอบประชุมลับกันในเรือ ตกลงร่วมกันที่จะก่อตั้ง “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน” (พคจ.) ขึ้นอย่างลับ ๆในปี 1921 พคจ.ถูกรัฐบาลก๊กมิ่นตั๋งปราบปรามอย่างรุนแรง นำไปสู่การจับอาวุธลุกขึ้นสู้ ขึ้นเขาจิ่งกังซัน เดินทัพทางไกล เดินทัพไปพลางสู้รบไปพลาง ปักหลักที่เยียนอาน ดำเนินสงครามจรยุทธต่อต้านญี่ปุ่น และทำสงครามปลดปล่อย ตั้งแต่ปี 1929 จนได้รับชัยชนะ สร้างประเทศ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ขึ้นในปี 1949
“4 พฤษภาคม” ของจีนเป็นตัวอย่างความรักชาติที่รัฐบาลจีนตอกย้ำให้เป็นแบบอย่างของเยาวชนทุกยุคทุกสมัย ประธานฯสีจิ้นผิงกล่าวถึงบทบาทอันยิ่งใหญ่ของเยาวชนอยู่เสมอว่า “เยาวชนทุกคนและทุกยุคตลอดไปต้องยึดถือจิตใจ 4 พฤษภาคมเป็นแบบอย่าง เป็นเยาวชนที่มีอุดมการณ์ กล้ารับผิดชอบ สามารถทนความยากลำบาก กล้าบากบั่นต่อสู้ อุทิศพลังเยาวภาพของตนให้กับการสร้างสรรค์ประเทศ เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับมาตุภูมิที่กำลังก้าวกระโดดสู่ความเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่โตเป็นอันดับ 2 ของโลก จีนจะสนองทรัพยากรและเป็นตลาดขนาดใหญ่ให้กับโลก ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยพลังชี้นำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ของเยาวชน รัฐบาลจีนจะต้องชี้นำเยาวชนทางด้านความคิดการเมือง ต้องถืองานเยาวชนเป็นงานเชิงยุทธศาสตร์ประการหนึ่งของพรรค”
พูดถึง “4 พฤษภาคม” ของจีนแล้ว ก็ต้องหันกลับมาดูประเทศไทยเราบ้าง ไทยเราก็มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่เทียบได้กับเหตุการณ์ “4 พฤษภาคม” ของจีนเหมือนกัน นั่นคือ การเคลื่อนไหว “14 ตุลาคม 2516” แต่เสียดายที่การต่อสู้ของเยาวชนไทยครั้งนั้นถูกอำนาจเผด็จการของรัฐบาลทหารถนอม-ประภาสปราบปรามอย่างหนัก บางส่วนถูกจับกุมคุมขัง ที่เหลืออยู่ก็ต้องหนีเข้าป่าไปร่วมกับ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.) แต่สุดท้ายสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป พคท.ไม่มีหลังพิง ไม่สามารถรักษาฐานที่มั่นของตนไว้ได้ เยาวชนทั้งหมดต้องทะยอยกันเดินทางกลับจากป่า ปัจจุบันแม้ว่าจิตใจ “14 ตุลา” ของไทยจะยังได้รับการรำลึกถึงจากผู้มีอุดมการณ์ที่มีส่วนร่วมในขณะนั้น แต่ทางการกลับพยายามลบล้างความสำคัญ ทำให้เหตุการณ์ “14 ตุลา” ถูกชนรุ่นหลังลืมให้หมดสิ้น ทุกวันนี้จะมีก็แต่เพียงผู้รักชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ กลุ่มเล็ก ๆ ไม่กี่คนเท่านั้น ที่เดินทางไปแสดงความคารวะต่อผู้พลีชีพในเหตุการณ์ครั้งนั้น