เปิดมุมมอง 4 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัวในกรอบ 1,120-1,130 จุด โดยยังต้องติดตามพัฒนาการสงครามอิสราเอล-อิหร่านต่อเนื่อง รวมถึงสัปดาห์นี้มีการประชุมธนาคารกลางหลายแห่ง อย่างไรก็ตามดัชนีมีโอกาสเกิด Technical Rebound สลับระยะสั้นหลังยังไม่หลุดแนวรับหลัก 1,120+- จุด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติพลิกมา Long Index Futures หนาแน่น ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ ฝั่งสหรัฐฯรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมิชิแกนเดือน มิ.ย. ออกมาดีกว่าคาดมากที่ 60.5 สูงสุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ชะลอตัวลงจากเดือนก่อน
ส่วนเช้านี้รอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือน พ.ค. ทั้งยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม หากออกมาสูงกว่าคาดจะหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มเติม ราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุดอยู่ที่ราว US$75 ต่อบาร์เรลและยังต้องติดตามความเสี่ยงหากสงครามรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่แรงกดดันทางเศรษฐกิจจาก Cost-Push Inflation ขณะที่การเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวจากภาษีการค้าสหรัฐฯ
ส่วนปัจจัยในประเทศสัปดาห์นี้ติดตามพัฒนาการการเมืองในประเทศโดยเฉพาะความชัดเจนของการปรับครม. รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.57 แสนลบ.ว่าจะมีการจัดสรรและทยอยออกมาอย่างไรบ้างจากปัจจุบันที่ล่าช้า ทำให้โมเมนตัมเศรษฐกิจที่แผ่วใน 2Q25 และอาจต่อเนื่องใน 3Q25 ระยะสั้นยังเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีประเด็นหนุนเฉพาะตัว ได้แก่ กลุ่มพลังงานต้น รวมถึง Defensive Play ท่ามกลางความเสี่ยงและไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมือง
กลยุทธ์ : ยังเน้นเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มกำไร 2Q25-2025 แข็งแกร่งและมีความแน่นอนของกำไรสูง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
หุ้นเด่นเดือน มิ.ย. : CPALL, MTC, OSP, SJWD, STECON
FSSIA Portfolio : BA, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : ADVANC
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus ที่ 317.65 บาท
• แนวโน้มกำไร 2Q25-2H25 คาดยังแข็งแรงต่อเนื่องหนุนจากทั้งฝั่งรายได้ที่คาดว่ายังเติบโตแข็งแรง ขณะที่ต้นทุนไม่มีแรงกดดันเพิ่มเติมหลังไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่เหมือนช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงภาพการแข่งขันที่เบาลง
• ส่วนการประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่เราคาดว่าจะไม่แพงเท่าในอดีต ซึ่งจะเป็นบวกต่อผลการดำเนินงานระยะยาว ประมาณการกำไรปี 2025 ของ Consensus ล่าสุดอยู่ที่ 4-4.1 หมื่นลบ. +16% y-y ยังเป็นหุ้น Defensive ที่คาดผันผวนต่ำท่ามกลางความไม่แน่นอน
• แนวรับ 280//274 บาท แนวต้าน 295//300 บาท
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมิน SET กรอบแนวรับ 1,110 – 1,120 โดยมีแนวต้านที่ 1,130 – 1,140 คาดดัชนีผันผวนระหว่างรอประเมินผลกระทยจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง แนะนำซื้อเก็งกำไร PTT,PTTEP,BCP ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น และพักเงินในกลุ่มปลอดภัย CPF,TFG,BCH,ADVANC
BCP (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 42.00 บาท) ระยะสั้นได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันจากผลขาดทุนสต๊อกฯ ใน 2Q68 ลดลง ประกอบกับค่าการกลั่นในเดือน พ.ค.-มิ.ย.68 ที่ฟื้นตัวดีเหนือระดับ US$6-7/bbl ช่วยชดเชยโรงกลั่นศรีราชาที่มีการปิดซ่อมบำรุง ทั้งนี้คาดหวังเห็นกำไรฟื้นตัวขึ้นใน 2H68 จากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นลดลง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่ให้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นตามทิศทางของค่าไฟฟ้าในตลาด PJM รวมถึงเข้าสู่ฤดูฝนหนุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ และเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของโครงการพลังงานลม Monsoon ในลาว ส่วนประเด็นสงครามอิสราเอลและอิหร่านหากรุนแรงขึ้นจนกระทบการขนส่งน้ำมัน BCP จะถูกกระทบน้อยกว่าตัวอื่นเพราะโรงกลั่นพระโขนงมีสัดส่วนการใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางแค่เล็กน้อย ขณะที่ธุรกิจ E&P ในยุโรปจะรับประโยชน์จากปริมาณขายและราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เราประเมินกำไรสุทธิปี 2568-69 ที่ 7 พันล้านบาท +224%YoY และ 7.5 พันล้านบาท +6%YoY
TMAN* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 22.00 บาท) กำไรสุทธิ 1Q68 อยู่ที่ 122 ลบ.(-13%YoY, +12%QoQ) การอ่อนตัว YoY มาจาก Produxt Mix ที่เปลี่ยนไป(สัดส่วนยาสูงขึ้น) และแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงที่เหลือของปี การเติบโตของรายได้จะสามารถชดเชยปัจจัยลบดังกล่าวในไตรมาส1 ได้ โดย ทาง TMAN* เอง ตั้งเป้าหมายในระยะ 5 ปีข้างหน้า(68-72) รายได้เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10-15% ต่อปี และตั้งเป้าเป็น Top 5 ในตลาด OTC (Over-The-Counter) และ Top 10 ในตลาดร.พ. ทั้งนี้ ตลาดคาดว่าปี67 และ68 กำไรสุทธิของ TMAN* จะอยู่ที่ 491 ลบ. (+9%YoY) และ 544 ลบ.(+11%YoY
ฟาก บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีโอกาสปรับตัวลงจากความเสี่ยงในตะวันออกกลาง รอดูแนวรับ 1122 และ 1100 จุด โดยตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงหลายเรื่องที่ต้องจับตา โดยในส่วนของสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศยังดูไม่ราบรื่น โดยเฉพาะประเด็นการปรับ ครม. ที่ดูไม่ลงตัว ในขณะที่ปัจจัยบวกเรื่องการเจรจาทางการค้าชองสหรัฐ-จีน รวมถึงไทยยังไม่มีความชัดเจน
อิสราเอลและอิหร่านยังคงระดมยิงใส่ดินแดนของกันและกันอย่างหนักมาตั้งแต่วันศุกร์ (อิสราเอลเริ่มปฎิบัติการ) สถานการณ์นี้ เป็นลบต่อตลาด เพราะอาจไม่ได้คาดว่าจะมีการตอบโต้ แม้เราจะมองว่าศักยภาพในการตอบโต้ของอิหร่าจะมีจำกัด และอิสราเอล น่าจะพยายามเลี่ยงแหล่งผลิตน้ำมันของอิหร่าน (อิหร่านผลิตน้ำมัน 3.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 3% ของการผลิตทั่วโลก) ซึ่งไม่มาก แต่หากมีการปิดช่องแคบฮอลมุส อิสราเอลและสหรัฐฯ จะคุมเกมส์นี้ยากขึ้น ดังนั้ง เรามองเป็นลบต้อตลาดหุ้นโดยรวม แต่จะดีต่อสินทรัพย์หลัก คือ ราคาหุ้นน้ำมัน (PTTEP) และทองคำ ส่วนปิโตรเคมีและผู้ใช้น้ำมัน ในธุรกิจอื่นๆ จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
กัมพูชายื่นฟ้องศาลโลกแล้ว ปมพิพาทชายแดนไทย การเจรจา JBC ไม่ประสบความสำเร็จอีกด้วย คาดจะรบกวนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยและการท่องเที่ยว และหุ้นที่มีธุรกิจหรือรายได้ในกัมพูชา
“คิงเพาเวอร์” (KP) ยื่นหนังสือถึงทอท. ขอยกเลิกสัญญา”ดิวตี้ฟรี”สนามบินดอนเมือง-ภูเก็ต-เชียงใหม่ อ้างผลกระทบโควิด เศรษฐกิจตกต่ำ สงคราม กำแพงภาษี รัฐขาดมาตรการเชิงรุกทำนักท่องเที่ยวจีนหาย รวมถึงขอคืนพื้นที่ทำยอดขายลด ขาดทุน จ่ายผลตอบแทนที่กำหนดสูงเกินไปไม่ไหว ชี้เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่ได้เกิดจากบริษัทฯ จี้เจรจายุติใน 45 วัน โดยในปี FY24 AOT มีรายได้จากสัญญาดิวตี้ฟรี ดอนเมือง + 3 สนามบินภูมิภาค (ภูเก็ต-เชียงใหม่-หาดใหญ่) อยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท ซึ่งในช่วงที่คิงเพาเวอร์ (KP) ขอยุดิสัญญา KP จะขอจ่าย 20% ของยอดจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในแต่ละเดือน
ก.ล.ตเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ด้านเงินกองทุนของผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Custodial Wallet Provider หรือ DA Custodian) และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระบบการดูแลรักษาทรัพย์สินของลูกค้า ประเด็นนี้น่าจะบวกต่อกลุ่ม Data center บริการ เช่น GULF ซึ่ง ได้ร่วมมือกลับ Google ในการทำ Private Cloud
ศาลฎีกาฯ นัดสอบพยานเพิ่ม 20 ปากใน “คดีชั้น 14” ของทักษิณ เริ่ม 4,8, 15 ก.ค. ตามลำดับ พร้อมขยายเวลายื่นคำชี้แจงให้กับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ถึง 20 มิ.ย. และ ทักษิณถึง 23 มิ.ย. หลังไต่สวนผู้บัญชาการเรือนจำฯ แล้ว พบยังต้องรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพยานอื่น
Event สัปดาห์นี้ : การประชุม BOJ(16-17), การประชุม FOMC(17-18), วันหยุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ(19), FTSE SET Index Series Rebalance(20)
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สรุปภาพรวมตลาด : ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนักในวันศุกร์ (13 มิ.ย.) โดยดัชนี DJIA -1.8% dod (-1.3% wow), S&P500 -1.1% dod (-0.4% wow), Nasdaq -1.3% dod (-0.6% wow) หลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน และ เกิดการตอบโต้ทางการทหารตอบกลับกัน ส่งผลให้การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์รอบที่ 6 ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ที่มีกำหนดใน 15 มิ.ย. ถูกยกเลิก และเพิ่มแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจขยายตัวออกเป็นวงกว้างในช่วงที่สถานการณ์โลกตึงเครียดอยู่แล้ว ส่งผลให้มีแรงขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่ Fund Flow ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างราคาทองคำ (+1.5%)
ด้านหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอาวุธยุทโธปกรณ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น (Exxon +2.2%, Lockheed Martin +3.7%, RTX +3.3%) ตามราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น โดย ราคาน้ำมันดิบ WTI ดีดตัวขึ้นกว่า 7.3% จากความกังวลว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและนำไปสู่ภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวในตลาด
SET Index : เราคาดว่า SET Index สัปดาห์นี้ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนบริเวณ 1,100-1,140 จุด ในลักษณะ Sideway-Sideway down
แม้ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน จะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานและพยุงตลาดไว้ได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดดังกล่าว ท่ามกลางความไม่แน่นอนการค้าโลก กลับกดดันบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก (DJIA -1.8%, STOXX600 -0.9%, FTSE100 -0.4%) ซึ่งอาจส่งผลให้ Fund Flow ไหลไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตรรัฐบาลแทน
ขณะเดียวกัน ปัจจัยในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่ส่งผลให้ต่อความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะ
1) สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้การประชุม JBC ระหว่างสองฝ่ายเมื่อ 14-15 มิ.ย. จะเสร็จสิ้นพร้อมมีการลงนามบันทึกการประชุมแล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
2) ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการปรับครม. ที่ต้องจับตา เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าโครงการสำคัญของรัฐ ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอ่อนตัว โดยเฉพาะหลังโครงการดิจิทัลวอลเล็ตถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดและยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่มาทดแทน
ทั้งนี้ เรามองว่าแม้จะมีแรงกดดันด้านลบทั้งจากปัจจัยในและนอกประเทศ แต่เรามองว่าดัชนี SET มีโอกาสย่อตัวลงมาไม่ลึกมากและยังสามารถยืนเหนือ 1,100 จุดได้ เนื่องจากราคาหุ้นในตลาดได้ปรับฐานลงมาค่อนข้างมากพอสมควรแล้ว ประกอบกับ Sentiment บวกจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นเช้านี้ที่เริ่มมีแรงรีบาวด์
กลยุทธ์การลงทุน เราจึงแนะนำ
1) หุ้นกลุ่มพลังงานตามราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งขึ้นและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้าง ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวอย่างสายการบิน อาจถูกดดันจากต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น
2) หุ้นกลุ่ม Defensive และ High Yield Play
3) หุ้นที่ได้รับอานิสงค์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาทิ หุ้นกลุ่มเดินเรือ หลังความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือโลกอย่างช่องแคบเฮอร์มุซ อาจได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น หรือ หุ้นกลุ่มยางธรรมชาติ ที่ได้รับประโยชน์จากการที่ต้นทุนวัตถุดิบยางสังเคราะห์อย่างปิโตรเลียมสูงขึ้น รวมถึงเป็นการเก็งกำไรสินค้า Commodity
สัปดาห์นี้ จับตาการประชุมของธนาคารกลางทั้ง BOJ (17 มิ.ย.) และ FED – BOE (19 มิ.ย.) โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม FOMC และคาดการณ์ Dot Plot ใหม่ของ Fed เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ระยะถัดไป โดยอ้างอิงจาก CME FedWatch ตลาดให้น้ำหนักว่า Fed จะยังมีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.25-4.50% ก่อนที่จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในการประชุมเดือนก.ย.
นอกจากนี้ ติดตามการกำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR ของจีน (20 มิ.ย.) รวมถึงรายงานตัวเลขข้อมูลเงินเฟ้ออังกฤษและยูโรโซน (18 มิ.ย.) และดัชนีภาคการผลิตจากธนาคารกลางรัฐฟิลาเดลเฟีย (20 มิ.ย.)
• หุ้นแนะนำ
AOT : เราเชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะสะท้อนประเด็นลบไปพอสมควรแล้ว และ AOT ได้ชี้แจงว่าผลกระทบต่อรายได้จากสัมปทานอยู่ที่ราว 2.2-2.5 พันลบ. ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 4 พันลบ.
(Take profit : 31.75 / Stop loss : 28.75)
KTB : KTB เป็นธนาคารที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2 ในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอยู่อาศัยใน 1Q25 โดยธนาคารเพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสินเชื่อบ้านแลกเงินใน 1Q25 ซึ่งผู้บริหารธนาคารฯเชื่อว่าจะช่วยให้สินเชื่อกลุ่มนี้ขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ KTB เป็นหุ้น Top pick ในกลุ่มธนาคารของเราเพราะน่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงรวมทั้งมีคุณภาพสินทรัพย์ดีและงบดุลแข็งแกร่ง
(Take profit : 22.7 / Stop loss : 21.7)