โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ช่องแคบฮอร์มุซ" ตัวประกันราคาน้ำมันโลก เกมศึก "อิสราเอล-อิหร่าน"

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 01.00 น.
ทำไม

ปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ? สะเทือนโลก

อิสราเอลและอิหร่าน โจมตีกันอย่างหนักและต่อเนื่อง มีผลกระทบมาถึงคนไทยได้หรือไม่ ?

คำตอบ คือ ใช่ เพราะเราต้องใช้น้ำมัน ต้องการพลังงาน

โดยเฉพาะตัวแปรสำคัญของเรื่องนี้ "ช่องแคบฮอร์มุซ" จะถูกปิดหรือไม่อย่างไร

"ช่องแคบฮอร์มุซ" คือ อะไร ?

ทำไมอิหร่านต้องการจะปิด ล่าสุดมีรายงานว่ารัฐสภาอิหร่านได้อนุมัติในหลักการให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่จะปิดได้จริงหรือไม่นั้นขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของประเทศว่าจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านถูกสหรัฐฯโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์พิเศษจากทำเนียบขาว พร้อมถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ ระบุว่าสหรัฐฯ โจมตีโครงการนิวเคลียร์ 3 แห่ง ในอิหร่าน เป็นการโจมตีทางทหารที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม และยังอ้างอีกว่าผลการจากโจมตีครั้งนี้ ทำให้โครงการเสริมสร้างสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่านที่สำคัญถูกลบล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว

ขณะที่ทางการอิหร่านยืนยันว่าโรงงานนิวเคลียร์สามแห่งในอิหร่านถูกโจมตี ประกอบด้วย ฟอร์โดว์, นาตันซ์ และอิสฟาฮาน ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเกิดความเสียหายมากน้อยแค่ไหน

เกมศึกครั้งนี้ จึงมี "ช่องแคบฮอร์มุซ" เป็นตัวประกัน

ช่องแคบฮอร์มุซ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของน้ำมันโลก มีน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ถึง 1 ใน 5 ของโลก โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดคอขวด มีรูปร่างเป็นตัว V ยาวประมาณ 150 กิโลเมตร และในช่วงที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียงประมาณ 40 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย โดยมีอิหร่านอยู่ทางเหนือ และ UAE กับโอมานอยู่ทางใต้

หลายฝ่ายมองว่าช่องแคบนี้เป็น “จุดอับ” เพราะช่องเดินเรือในช่องแคบแห่งนี้วิ่งสวนกันไปมากว้างเพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้น อีกทั้งเป็นจุดที่น้ำตื้น ทำให้มีปัญหาหลายประการตามมา เช่น อันตรายที่อาจจะเกิดจากการวางทุ่นระเบิดได้ หรือง่ายต่อความพยายามที่จะก่อเหตุร้าย ไม่ว่าจะมาจากโดยฝ่ายใดก็ตาม เช่น เรือบรรทุกน้ำมันอาจจะตกเป็นเป้าการโจมตีโดยขีปนาวุธที่ยิงจากชายฝั่งได้

และปัจจุบันนี้ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีน้ำมันดิบมากถึงหนึ่งในห้าของโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration - EIA) ประมาณการว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 มีน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรล/วัน ถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเทียบเท่ากับมูลค่าการค้าพลังงานที่ขนส่งผ่านเส้นทางทะเล เกือบ 600,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

นอกจากช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังกลายเป็นตัวประกันแล้วการโจมตีตัวเมืองอิหร่านเองก็จะไปกระทบต่อการผลิตน้ำมันด้วยเช่นกัน เพราะมีทั้งแหล่งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบ อยู่ในประเทศ

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน ทำให้เกิดความกังวลด้านอุปทาน หรือการผลิตน้ำมัน

อิหร่านเป็นหนึ่งในเจ้าแห่งพลังงาน อ้างอิงจากข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าอิหร่านเป็นประเทศมีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองมากถึงอันดับ 2 ของโลก และยังมีแหล่งน้ำมันดิบสำรองมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ขณะที่รายงานของ Emkay Global ระบุว่าไว้ว่า อิหร่านผลิตน้ำมันดิบถึงประมาณ 3 ล้าน 3 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือคิดแล้วเป็นสัดส่วนประมาณ 3 % ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก ส่งออกอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีจีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่ 80 % ตามด้วยตุรกี

เบื้องต้นการโจมตีของอิสราเอล และไม่นับการโจมตีเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ได้ส่งผลแล้ว ทั้งต่อโรงกลั่น และแหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญหลายแห่งในอิหร่าน เช่น มีรายงานการเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่เมืองหลวงของอิหร่าน ใกล้กับ คลังน้ำมันและก๊าซชาห์ราน (Shahran) ซึ่งคลังน้ำมันจุดนี้ เป็นหนึ่งในศูนย์จัดเก็บและจ่ายเชื้อเพลิงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเตหะราน โรงกลั่นแห่งนี้มีความจุเกือบ 260 ล้านลิตรในถัง 11 ถัง ถือเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญในโครงข่ายเชื้อเพลิงในเขตเมืองของเมืองหลวง

และโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่านในชาห์เรย์ (Shahr Rey) ดำเนินการโดยบริษัท Tehran Oil Refining Company ซึ่งเป็นของรัฐ ถือเป็นโรงกลั่นที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีกำลังการกลั่นเกือบ 225,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการหยุดชะงักของโรงกลั่นแห่งนี้ อาจทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงในภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุด และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุดของอิหร่านเกิดความยุ่งยาก

นอกจากนี้ยังเกิดการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ที่บริเวณแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) แหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นแหล่งที่มาของก๊าซสองในสามของการผลิตของอิหร่าน ซึ่งใช้กันทั่วประเทศ อิหร่านแบ่งปันแหล่งก๊าซจากที่นี่ให้กับกาตาร์ ประเทศเพื่อนบ้านด้วย การโจมตีดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายและเพลิงไหม้อย่างรุนแรง

"ประเทศไทย" มีน้ำมันสำรองเพียงพอหรือไม่ ?

ประเทศไทยเรามีสต๊อกน้ำมัน อยู่เพียงแค่ 60 วันเท่านั้นดังนั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น ก็ต้องหาทางพยุงราคาน้ำมันในประเทศ และเร่งขยายสต๊อกน้ำมันเพิ่ม

กระทรวงพลังงานของไทย ระบุว่า ขณะนี้ทางกระทรวง ได้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันในการพยุงราคา ซึ่งจากสถานะของกองทุนปัจุบันน่าจะอุดหนุนราคาได้อีกไม่เกิน 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดังนั้นจึงอาจต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อใช้มาตรการภาษีเข้ามาช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศเพิ่มเติม เพื่อพยายามตรึงราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร

ขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศ

ปัจจุบันมีน้ำมันดิบคงเหลือประมาณ 3,337 ล้านลิตร

เพียงพอต่อความต้องการใช้ 25 วัน

น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง 2,457 ล้านลิตร

เพียงพอต่อความต้องการใช้ 19 วัน

และน้ำมันสำเร็จรูป 1,874 ล้านลิตร

เพียงพอต่อความต้องการใช้ 16 วัน

*รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือที่สามารถใช้ได้ 60 วัน

ซึ่งหากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จะมีการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศ เพื่อลดผลกระทบด้านราคาให้มากที่สุด

นอกจากนี้ จากสถานการณ์สู้รบ ยังส่งผลกระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้เป็นเขื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าที่มีราคาสูงขึ้น ประกอบกับต่างประเทศใกล้จะเข้าสู่หน้าหนาว จึงจะหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางดูแลค่าไฟให้อยู่ในอัตรา 3.98 บาทต่อหน่วย ตามนโยบายของรัฐบาล

"พาณิชย์" ประเมิน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันพุ่ง - ดันเงินเฟ้อ - ฉุดส่งออกไปตะวันออกกลาง

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามกรณีที่รัฐสภาอิหร่านได้ลงมติสนับสนุนให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ แม้ว่ามติดังกล่าว ต้องได้รับการอนุมัติจากสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติและผู้นำสูงสุดอิหร่านก่อนที่จะดำเนินการ แต่พบว่ามีสัญญาณความตึงเครียดเกิดขึ้น เพราะช่องแคบดังกล่าวมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

หากอิหร่านตัดสินใจขัดขวางการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันต้องหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น เช่น การอ้อมผ่านทวีปแอฟริกา ซึ่งจะผลักดันให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น และกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ช่องแคบดังกล่าวเป็นช่องทางเดินเรือเพื่อส่งออกสินค้าสำคัญของประเทศที่ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบทั้งหมด ในตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน กาตาร์ บาห์เรน และคูเวต สะท้อนให้เห็นว่าช่องทางดังกล่าวเป็นเส้นทางน้ำที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อระหว่างกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางกับตลาดสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่ EIA ประเมินว่า ในปี 2567 มีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 84% ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่ตลาดเอเชีย

ดังนั้น หากอิหร่านตัดสินใจขัดขวางการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันต้องหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น เช่น การอ้อมผ่านทวีปแอฟริกา ซึ่งจะผลักดันให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น และกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง

สถานการณ์ความไม่แน่นอนดังกล่าวได้สร้างความเสี่ยงให้กับตลาดพลังงานโลก สะท้อนจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวนและปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 5 เดือน หลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน โดยนับตั้งแต่หลังการโจมตีของอิสราเอลในวันที่ 13 มิ.ย.จนถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 13%

ในขณะที่ "Goldman Sachs" ประเมินความเสี่ยงจากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ว่า หากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 1 เดือน และยังคงลดลง 10% ต่อเนื่องไปอีก 11 เดือนข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งขึ้นในระยะสั้นแตะระดับสูงสุดที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากนั้นราคาจะปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันเบรนท์จะอยู่ที่ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

ในอีกกรณีหนึ่ง หากอุปทานน้ำมันดิบของอิหร่านลดลง 1.75 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นเวลา 6 เดือน อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงสุดที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่จะค่อย ๆ ลดลงมาเหลือ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในปี 2569 ทั้งนี้ Goldman Sachs มองว่าความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซในปี 2568 อยู่ที่ 52%

แนวโน้มสถานการณ์ที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จากค่าขนส่งและค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งทางทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การพุ่งขึ้นของอัตราค่าระวางเรือทั่วโลก หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นต่อเนื่องอาจนำมาสู่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง

ทั้งนี้ในปี 2567 ไทยนำเข้าพลังงาน (น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันสำเร็จรูป) มูลค่า 45,902.8 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางมูลค่า 24,139.3 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 52.6% ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวทั้งหมดของไทย แหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และโอมาน โดยนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์เป็นหลัก

หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด อุปทานน้ำมันดิบกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศจะได้รับผลกระทบ และหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจนำมาสู่การเผชิญราคาน้ำมันและค่าพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งมีผลโดยตรงทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนน้ำหนักถึง 9.57% ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ การปิดกั้นช่องทางขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบแห่งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางค่อนข้างมาก เนื่องจากส่วนใหญ่สินค้าไทยจะขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือ Jebel Ali ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ในด้านการส่งออกของไทยบางสินค้าอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เช่น สินค้าส่งออกที่เกี่ยวกับน้ำมัน ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซปิโตรเลียมเหลว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...