โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจ 'อินเดีย' โตแรงหนุนเที่ยวไทย ลุยโปรโมตจุดขาย 'เทศกาลดิวาลี'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 20.06 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 22.30 น.

นักท่องเที่ยวอินเดียนับเป็นหนึ่งในตลาดความหวังของภาคการท่องเที่ยวไทย กระแสการเดินทางดีต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจอินเดียเติบโตร้อนแรง เมื่อปี 2567 ขยายตัว 6.5% ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2568 ขยายตัวถึง 7.4% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งคาดการณ์ว่าอินเดียจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลกภายในปี 2573 รองจากสหรัฐ และจีนเท่านั้น หลังจากในปี 2568 มีการประเมินว่าเศรษฐกิจอินเดียจะมีมูลค่าแซงญี่ปุ่นเป็นอันดับ 4 ของโลกได้สำเร็จ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค. - มิ.ย.) ของปี 2568 ระบุว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียสะสม 1,183,899 คน มากเป็นอันดับ 3 รองจากมาเลเซียและจีนตามลำดับ ทั้งนี้ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียมีอัตราการเติบโตดี เพิ่มขึ้น 13.82% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ท่ามกลางการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ (Short-haul) อื่นๆ อาทิ จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าตลอดปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยประมาณ 2.5 ล้านคน

คาด “อินเดียเที่ยวไทย” 2.4 ล้านคน

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สมาคมฯ ประเมินว่าช่วงครึ่งปีหลังจะมีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยไม่น้อยกว่าครึ่งปีแรก ทำให้ตลอดปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียราว 2.4 ล้านคน โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) เคยสำรวจค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเมื่อปี 2567 เปรียบเทียบระหว่างตลาดจีนกับอินเดีย พบว่านักท่องเที่ยวอินเดียนิยมจ่ายค่าชอปปิงมากกว่าจีน แต่จ่ายค่าโรงแรมที่พักน้อยกว่า และเมื่อดูภาพรวมการใช้จ่ายแล้ว นักท่องเที่ยวอินเดียใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวจีน

“นักท่องเที่ยวอินเดียเป็นตลาดสำคัญมากของประเทศไทย ด้วยภาพรวมดีมานด์ต่างชาติเที่ยวไทยชะลอตัว เมื่อคว้าตลาดไหนไว้ได้ ต้องคว้าไว้ให้หมด”

หลังจากครึ่งปีแรกเห็นเทรนด์การเติบโตของนักท่องเที่ยวอินเดียเกือบ 14% มองว่าน่าจะสร้างแรงส่งดีต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้มีเทศกาลดิวาลี ซึ่งเป็นวันหยุดยาวของชาวอินเดีย หากประเทศไทยสามารถจัดงานประสบความสำเร็จ จะเป็นภาพที่ดีมากว่าประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวอินเดีย และโอบรับวัฒนธรรมอันหลากหลาย นักท่องเที่ยวอินเดียสามารถเพลิดเพลินไปกับเทศกาลดิวาลีนอกบ้านเกิดได้ด้วย

“ต้องค่อยๆ ยกระดับการจัดงานเทศกาลดิวาลีให้ยิ่งใหญ่ขึ้น จากที่ไอคอนสยามจัดงานต่อเนื่องหลายปี แต่ในปีนี้ทราบมาว่า ททท.จะจัดที่ท้องสนามหลวงด้วย ซึ่งนักธุรกิจอินเดียเขายินดีสนับสนุนการจัดงานอย่างมาก ถ้าประเทศไทยจัดต่อเนื่องทุกปี ก็จะทำให้งานเทศกาลดิวาลีในประเทศไทยเป็นกระแสในระยะยาว”

ฉลอง “เทศกาลดิวาลี” ยิ่งใหญ่ 20 ต.ค.68

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ มีแนวคิดจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลีอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ ภายใต้ชื่อ “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025” (Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025) ในวันที่ 20 ต.ค.68 สถานที่หลักคือกรุงเทพฯ ตั้งเป้าหมายกระตุ้นนักท่องเที่ยวอินเดียให้เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ขยายช่องทางประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านการจัดอีเวนต์ระดับโลก เสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย และพันธมิตรให้เป็นเดสติเนชันที่ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม พร้อมขอความร่วมมือสายการบินพันธมิตรร่วมประชาสัมพันธ์การจัดงานนี้

จัดเต็มขบวนแห่เทพฮินดู-บอลลีวูด

รูปแบบการจัดงานอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025 จะมีขบวนแห่พระแม่ลักษมี ขบวนแห่พระพิฆเนศ และขบวนแห่สไตล์บอลลีวูด (Bollywood) รวมถึงการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-อินเดีย การแสดงจากศิลปินที่มีชื่อเสียงจากไทย และอินเดีย เช่น Milli และ Hanumankind การออกร้านค้า และกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-อินเดีย การตกแต่ง และประดับไฟ และจุดถ่ายภาพเพื่อสร้างบรรยากาศความคึกคักตลอดการจัดงาน

“งานเทศกาลดิวาลีของชาวอินเดีย ในประเทศไทยปีนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงเทพฯ วันที่ 20 ต.ค.68 ไฮไลต์คือ ขบวนแห่ต่างๆ ที่ดึงดูดทั้งชาวไทยและชาวอินเดียมาร่วมเฉลิมฉลองกัน นอกจากกรุงเทพฯ แล้วยังมีแนวคิดจัดงานเทศกาลดิวาลีในเชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานีด้วย หลังมีเที่ยวบินตรงจากอินเดียเข้าไปในพื้นที่เหล่านี้มากขึ้น”

“ไทยไลอ้อนแอร์” บินตรงสู่ 7 เมือง “อินเดีย”

นางนันทพร โกมลสิทธิ์เวช ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนยังเห็นเทรนด์ฟื้นตัวไม่ได้ดีมากเหมือนตลาดอื่นๆ ทำให้ธุรกิจสายการบินต้องยอมรับความจริงข้อนี้ เมื่อดีมานด์นักท่องเที่ยวจีนลดลงตั้งแต่ต้นปีหลังเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการเดินทาง ทั้งปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์ และแผ่นดินไหวที่ค่อนข้างเซนสิทีฟ ไทยไลอ้อนแอร์ต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับดีมานด์ เปิดเส้นทางบินใหม่เจาะตลาดอื่นๆ ที่เห็นไดนามิกชัดเจน ทั้งตลาดในประเทศ เช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-นครพนม และ พัทยา-อุดรธานี รวมถึงเส้นทางระหว่างประเทศ ที่เพิ่งเปิดมีเส้นทาง กรุงเทพฯ-สุราบายา อินโดนีเซีย ก่อนหน้านี้มีเปิดบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่บาหลี อินโดนีเซีย, นาโกย่า ญี่ปุ่น และไทเป ไต้หวัน ขณะที่อินเดียตอนนี้ให้บริการเส้นทางบินตรงสู่ 7 เมืองแล้ว ถือว่าค่อนข้างมากทีเดียว

“เวียตเจ็ทไทยแลนด์” เปิดเส้นทาง ภูเก็ต-มุมไบ

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวเส้นทางบินตรง ภูเก็ต - มุมไบ เป็นครั้งแรก เชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยกับศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของอินเดีย โดยเตรียมให้บริการด้วยความถี่ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.68 เป็นต้นไป

“เส้นทางบินตรง ภูเก็ต - มุมไบ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับอินเดีย หนึ่งในประเทศที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ”

“ไทยแอร์เอเชีย” แชมป์บินตรง ไทย-อินเดีย สูงสุด

ก่อนหน้านี้ นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่ไทยแอร์เอเชียบุกตลาดอินเดียอย่างเต็มที่ ด้วยเห็นศักยภาพของตลาดอินเดียขยายตัวต่อเนื่อง ไม่เฉพาะเส้นทางบินตรงสู่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่รวมถึงภูเก็ตซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับแรกๆ ของชาวอินเดียด้วย โดยปัจจุบันไทยแอร์เอเชียบินตรงจากไทยสู่อินเดียมากที่สุด 13 เมือง 16 เส้นทางบิน ได้แก่ บินตรงจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) สู่ โกลกาตา เชนไน ชัยปุระ โกชิ บังกาลอร์ คยา ลัคเนา อัห์มดาบาด กูวาฮาติ วิศาขาปัตตนัม ติรุจิรัปปัลลิ ไฮเดอราบัด เดลี และเส้นทางบินตรงจากภูเก็ต สู่ เชนไน โกลกาตา และเส้นทางล่าสุด โกชิ

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...