โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สุญญากาศลงทุนทั่วโลก ครึ่งปีหลัง ‘เจ็บหนัก’ GDP ติดลบ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 10.41 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 00.45 น.

“ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒน์ วิเคราะห์ดีลภาษีทรัมป์ ต้องตั้งรับแบบกรณีเลวร้ายสุด จับตาส่งออกสหรัฐหดตัว 50% เร่งแผนผ่องถ่ายหาตลาดทดแทน ประเมินเครื่องยนต์ส่งออก “ติดกับดัก” 3 ปี สัญญาณอันตรายครึ่งปีหลังเศรษฐกิจ “ติดลบ” กำลังซื้อทรุดหนัก-ไม่มีข่าวดี ผู้ส่งออกเจ็บหนักเจอหลายเด้ง “ตลาดหด-บาทแข็ง” วิเคราะห์ยังไม่มีประเทศไหนปิดดีลภาษีทรัมป์ได้เบ็ดเสร็จ ความไม่ชัดเจนส่งผลสุญญากาศลงทุนทั้งไทยและโลก เจรจาทรัมป์ไม่มีแฟร์เกม-เสนอทางออกประเทศไทย ตีโจทย์โมเดลเวียดนาม คือเทหมดหน้าตัก เปิดประตูให้ลูกชายทรัมป์เข้ามาทำโปรเจ็กต์ยักษ์ในเวียดนาม

ตั้งรับกรณีเลวร้ายสุด

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และในฐานะที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและแนวทางการรับมือปัญหาจากผลกระทบของมาตรการภาษีตอบโต้ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐว่า สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ นโยบายของทรัมป์ คือจะไม่ต้อนรับสินค้าจากต่างประเทศ

“สหรัฐต้องการหมดทุกอย่าง และต้องการฝ่ายเดียวด้วย ต้องยื่นข้อเสนอจนกว่าจะพอใจ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะโดนภาษีตอบโต้ 36%”

ดังนั้นตอนนี้ทุกคนต้องวางแผนด้วย Worst Case ว่าจะต้องโดนภาษี 36% เพราะโดนมาตลอดอยู่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรคืบหน้า และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ประเทศหลักอื่น ๆ ก็เช่นกัน เพราะขนาดอังกฤษ ประเทศซึ่งขาดดุลการค้ากับสหรัฐ ยังโดนเก็บภาษี 10% รวมถึงบราซิลที่ขาดดุลการค้าสหรัฐ ล่าสุดโดน 50% หรือการเจรจากับอียู ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ก็ไม่สำเร็จ

“ไม่ใช่ว่า 1 ส.ค. แล้วทุกอย่างจะจบ พูดกันตรง ๆ คือ อเมริกาไม่ต้อนรับสินค้าจากต่างประเทศแล้ว รวมทั้งจากไทย ฉะนั้นจากตัวเลขส่งออกไทยไปสหรัฐประมาณ 18% ของตัวเลขส่งออกทั้งหมด หรือปีละประมาณ 5.5 หมื่นล้านเหรียญ ก็ต้องทำใจไว้ว่าอาจลดลงเหลือแค่ครึ่งเดียว ดังนั้นต้องวางแผนว่าจะผ่องถ่ายตัวเลขส่งออกที่ลดลงอีกราว 3 หมื่นล้านเหรียญ ไปที่ไหน รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องไปคิดและเร่งดำเนินการ ซึ่งเป็นเรื่องต้องใช้เวลา”

ส่งออกติดกับดักนาน 3 ปี

ประธานสภาพัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกไปสหรัฐ 5.5 หมื่นล้านเหรียญ ส่งไปสหภาพยุโรป 2.9-3 หมื่นล้านเหรียญ ส่งออกไปจีน 3.5 หมื่นล้านเหรียญ ญี่ปุ่น 2.3 หมื่นล้านเหรียญ ก็ต้องดูว่าจะส่งเสริมให้ 3 ตลาดดังกล่าวมาทดแทนตลาดสหรัฐได้หรือไม่ ซึ่งคิดว่าน่าจะได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลา เป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องมาคิดกัน

“ระยะสั้นก็คือต้องช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ส่วนระยะยาวจะเปิดตลาดอื่นที่ไหนได้บ้าง ก็ต้องมาไล่ดู หรือในภาพใหญ่อาจจะต้องเร่งทำเขตการค้าเสรีกับอียู ก็ต้องทำไป หรือเข้า CPTPP ไหม ซึ่งอียูอาจจะอยากร่วมด้วย”

การดำเนินการขั้นต่อไป เป็นอย่างที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ซึ่งต้องดูด้วยว่า ผลกระทบต่อคนไทยเป็นอย่างไร และต้องหาทางช่วยเหลือเยียวยาตรงนั้นด้วย

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า จากท่าทีสหรัฐที่ไม่ต้อนรับสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงไทย ประเมินว่าผลกระทบส่งออกอาจยาวไปถึงปี’70-71-72 ก็เป็นไปได้ เพราะจากตัวเลขส่งออกไปสหรัฐที่ประเมินว่าจากมาตรการภาษีทรัมป์ จะทำให้มูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐที่เดิมมีสัดส่วน 18% ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงเหลือ 9-10% การผ่องถ่าย 10% จากสหรัฐไปที่อื่น ก็น่าจะกระทบตัวเลขส่งออกไทยไปอีกสักประมาณ 3 ปี ถึงจะสามารถสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาทดแทนตลาดสหรัฐที่ลดลงไปได้ ดังนั้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ตัวเลขส่งออกก็ไม่น่ามีโอกาสเติบโต

ครึ่งหลัง GDP ติดลบ-ไม่มีข่าวดี

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มองว่าจีดีพีครึ่งปีหลังจะ “ติดลบ” เพราะหลังจากต้นปีที่ทุกคนเร่งผลิตขายไปสหรัฐ จนจีดีพีบวก แต่ครึ่งปีหลังก็จะเป็นลบ หนักกว่าต้นปีที่ผ่านมาแน่นอน ต้นปีที่ประชาชนบอกว่ากำลังไม่ได้ ครึ่งปีหลังหนักกว่ามาก

“ยอมรับว่ามีแต่ข่าวร้าย เพราะไม่รู้จะหาข่าวดีจากไหน”

อย่างไรก็ตาม ดร.ศุภวุฒิระบุว่า แม้จะรู้สึกแย่กับเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ควรตกใจเพราะเห็นอยู่ตั้งแต่แรกแล้วว่า นโยบายของทรัมป์เป็นอย่างนี้

“เรียกว่าเป็นความแน่นอน ว่าเขาไม่ต้อนรับสินค้าจากโลก ไม่ใช่ความไม่แน่นอน”

สุญญากาศลงทุนทั่วโลก

นอกจากนี้ สถานการณ์ตอนนี้การลงทุนต่าง ๆ ก็จะเป็นสุญญากาศหมด เพราะการกีดกันการค้าเพิ่มขึ้นมหาศาล เพียงแต่ไม่แน่ใจว่ามหาศาลขนาดไหน เมื่อนักลงทุนทุกคนรู้สึกเช่นนั้นก็จะรอกันหมด ไม่มีใครกล้าลงทุน จะเห็นว่าธุรกิจต่างก็มีการชำระคืนหนี้ สะท้อนว่ายังไม่ได้ต้องการใช้เงินเพื่อทำอะไร

“ใครจะไปกล้าลงทุน เพราะไม่รู้จะคาดการณ์ยังไง จะใส่ตัวเลขอะไรลงไปในแผน” ดร.ศุภวุฒิกล่าวและว่า

สูญญากาศการลงทุนไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ทั่วโลก เพราะความไม่ชัดเจนว่าประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาสหรัฐโดนเรียกเก็บภาษีเท่าไหร่กันแน่ เพราะแต่ละประเทศก็ยังไม่สรุปดีลกับสหรัฐ ดังนั้นการจะย้ายฐานผลิตก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ รวมถึงการตีความเรื่องสินค้าผ่านทาง หรือกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ตามที่ทรัมป์ต้องการจะเป็นอย่างไร นี่คือความไม่ชัดเจนที่ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ไม่กล้าลงทุน ยกเว้นว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้พึ่งพาตลาดสหรัฐ

บาทแข็ง-ส่งออกเจอหลายเด้ง

ขณะที่ในส่วนของตลาดเงิน ตลาดทุนดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ต้องเจอความผันผวนอยู่แล้ว จากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และเงินบาทก็แข็งส่วนหนึ่ง เพราะนโยบายการเงินของไทยตึงเกินไป ซึ่งตนยืนยันเรื่องนี้มา 2-3 ปีแล้ว ว่าหากดำเนินนโยบายการเงินแบบนี้ ไม่ลดดอกเบี้ย เงินบาทจะแข็งค่า ซึ่งผู้ส่งออกก็จะเจอผลกระทบหลายเด้ง

“สิ่งที่กังวลไม่ใช่เรื่องความผันผวน แต่เป็นเรื่องความไม่ชัดเจน เพราะไม่รู้ว่าทรัมป์จะทำอะไร โลกจะเป็นอย่างไร ทำให้คนไม่กล้าลงทุน”

ดีลกับทรัมป์ไม่มีแฟร์

จากกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเวทีกล่าวถึงการเจรจากับสหรัฐว่า ขอความแฟร์ มีแนวคิดเก็บภาษีแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า การดีลกับทรัมป์ไม่มีแฟร์ เพราะทรัมป์ไม่แฟร์ เนื่องจากทรัมป์คิดว่าสหรัฐเสียเปรียบมาตลอด และพยายามจะเอาคืนมาโดยตลอด เหมือนอย่างแคนาดาที่ไปเก็บภาษีดิจิทัลเซอร์วิสสหรัฐ ทางสหรัฐก็หยุดเจรจาทันที จนแคนาดาต้องยกเลิกเก็บภาษี สหรัฐถึงกลับไปเจรจาด้วย

“ทรัมป์ต้องการให้คุณมาให้เขาอย่างเดียว แล้วถ้าให้เขาไม่พอก็จะโดนภาษี อย่าไปนึกว่าจะมี Give and Take ไม่มี จะมีแต่ Take และไม่มี Win-Win เพราะทรัมป์ต้องการแค่ I’m win” ดร.ศุภวุฒิกล่าวและว่า

ขณะที่กำลังเจรจากับทางสหรัฐ ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังและคำนึงถึงการตอบโต้ของจีนด้วย เพราะจีนก็เป็นคู่ค้าใหญ่ของไทย ซึ่งล่าสุดทางการจีนก็ได้ออกมาขู่จะเอาคืนประเทศที่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐโดยแลกกับการตัดจีนออกจากห่วงโซ่อุปทาน

เวียดนามเทหมดหน้าตัก

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า กรณีเวียดนาม ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนาม 20% และ 40% สำหรับสินค้าต้นทางจากประเทศอื่น (Transshipment) ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในข่ายบ้าง ไม่แน่ว่าหลาย ๆ สินค้าก็อาจจะอยู่ในข่าย 40% หมด ขึ้นกับการตีความ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด เช่น ในกรณีที่โรงงานผลิตเสื้อผ้าในเวียดนามที่ใช้ผ้า ด้าย กระดุมจากจีน มาผลิต จะถือว่าเป็นสินค้าเวียดนาม หรือสินค้าจีน เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ ต้องดูว่าทรัมป์จะเอายังไง จะกำหนดสัดส่วนของชิ้นส่วน หรือวัตถุดิบจากต่างประเทศเท่าไหร่ ถึงจะได้รับภาษี 20%

“การเจรจาของเวียดนาม ถือว่าอยู่ในภาวะลำบากมาก เพราะส่งออกไปสหรัฐถึง 25% ของจีดีพี ขณะที่ของไทยประมาณ 10% ของจีดีพี แล้วเวียดนามเกินดุลสหรัฐเป็นแสนล้านเหรียญ นำเข้าประมาณ 1.5 หมื่นล้านเหรียญ ฉะนั้นความสัมพันธ์มันเอียงมากจริง ๆ ทำให้เวียดนามต้องยอมสหรัฐเยอะ คำถามคือ เราจะไปยอมเยอะแบบเวียดนาม ยอมไหวเหรอ แต่ละประเทศก็จะมี Bottom Line ของตัวเอง” ดร.ศุภวุฒิกล่าวและว่า

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีข่าวที่ “เอริก ทรัมป์” ลูกชายของทรัมป์ บินไปเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์หรู อยู่ใกล้ ๆ กรุงฮานอย โดยนายกรัฐมนตรีเวียดนามไปร่วมเปิดด้วย ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่พื้นที่ 2,446 เอเคอร์หรือ 6,335 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญ หรือ 4.9 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการที่ใช้เงินทุนเป็นของเวียดนามทั้งหมด แต่ยกให้บริษัท “เดอะทรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น” บริหารได้ผลประโยชน์ไป ถามว่าประเทศไทยจะทำแบบนั้นหรือ

ข้อเสนอประเทศไทย

สำหรับข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยในสถานการณ์แบบนี้ ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า สิ่งที่บอกมาตลอด คือ ในกรณีของทรัมป์ ประเทศไทยต้องไม่พึ่งตลาดอเมริกามากเท่านี้ ต้องพึ่งน้อยลง ทางเลือกก็อย่างที่บอกไป นโยบายการเงินก็ต้องสนับสนุน ไม่ใช่พูดแต่ว่าแบงก์ชาติเป็นอิสระเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ต้องทำ อย่าคิดว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการบริการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งก็ต้องวางแนวทางการพัฒนา 2 อุตสาหกรรมนี้ว่าจะทำอย่างไร ให้แข็งแรงและมาช่วยเศรษฐกิจมากขึ้น เซ็กเตอร์ที่ไม่ต้องกังวลกับทรัมป์มาก คือ ส่งออกอาหาร เพราะสหรัฐก็ส่งออกอาหารสุทธิ

สำหรับตลาดท่องเที่ยวไม่ดี ก็ต้องกลับไปแก้ปัญหาพื้นฐาน เรื่องความปลอดภัย ก็ต้องมีมาตรการที่จะทำให้สามารถกล้าประกันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเมืองไทย เช่น ที่คุณทักษิณ (ชินวัตร) เสนอเรื่องการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัย และอื่น ๆ ซึ่งถ้าพูดแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบทำเลย ก็จะต้องเห็นผลสักวัน เพราะช่วยตอบโจทย์ที่นักท่องเที่ยวกลัวมาเมืองไทยแล้วไม่ปลอดภัย รวมไปถึงการต่อยอดธุรกิจบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือการเสนอให้ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ เข้ามาตั้งในประเทศไทย ก็จะมาช่วยส่งเสริมด้านเมดิคอลฮับของไทยด้วย เป็นต้น

“ทั้งหมดที่พูด ถ้าไม่เริ่มวันนี้จะเริ่มวันไหน อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ระยะสั้น แต่ถ้าไม่เริ่ม แล้วเมื่อไหร่จะเริ่ม” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุญญากาศลงทุนทั่วโลก ครึ่งปีหลัง ‘เจ็บหนัก’ GDP ติดลบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...