โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“คุณหมอแอมป์” นำทีมไทยแลนด์ เผยแพร่ศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ขับเคลื่อน Wellness Hub Thailand ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงริยาดราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

Positioningmag

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 13.57 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 13.45 น. • PR News

อีกก้าวสำคัญของการสร้างเครือข่ายสุขภาพระดับนานาชาติ! นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนสรีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียนำทีมประเทศ ไทยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพองค์รวมด้วยศาสตร์ Scientific Wellness ในงานสัมมนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “Wellness Hub Thailand: The Future of Global Wellness”สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติSaudi Vision 2030 ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพและคุณภาพชีวิตพร้อมทั้งชูแนวคิด Wellness Hub Thailand ดัน Soft Power ด้านสุขภาพของประเทศไทยสู่เวทีโลกตอกย้ำวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของคุณหมอแอมป์ด้านการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับสากลโดยมีนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาดราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและแขกผู้มีเกียรติจากประเทศซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมงานจากหลากหลายภาคส่วนสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างประเทศไทยและประเทศซาอุดีอาระเบีย
การขยายเครือข่ายสุขภาพไทย–ซาอุดีอาระเบีย ต่อยอดวิสัยทัศน์ Saudi Vision 2030 ผ่านแนวคิดWellness Hub Thailand


เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างประเทศไทยและราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นายแพทย์ ตนุพล
วิรุฬหการุญ ได้รับเกียรติจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมบรรยายบนเวทีสัมมนาวิชาการด้านสุขภาพ เดินหน้าขับเคลื่อนการเชื่อมโยงเครือข่ายสุขภาพระดับภูมิภาค ผ่านการนำเสนอแนวคิด Wellness Hub Thailand: The Future of Global Wellness ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามหลัก Scientific Wellness หรือแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ตอบรับกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในประเทศและระดับโลก โดยได้รับเกียรติจาก นายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาดราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นผู้กล่าวเปิดงานที่ผ่านมา
การแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยมีจุดร่วมที่สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ “Saudi Vision 2030” ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยหนึ่งความมุ่งมั่นของประเทศซาอุดีอาระเบีย ภายใต้ Saudi Vision 2030 คือการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมบริการสุขภาพ รวมถึง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยการนำเสนอแนวคิด Wellness Hub Thailand ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านโอกาสในการขึ้นเป็นผู้นำด้านการเป็นหมุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงนโยบายด้านสุขภาพของไทยและซาอุดีอาระเบียเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพร่วมกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นWellness Destination of the World หรือสถานที่ ๆ สามารถมอบสุขภาพที่ดีให้กับประชาคมโลก ขณะเดียวกันก็สนับสนุนเป้าหมายของซาอุดีอาระเบียในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพให้กับผู้คนในประเทศอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน
เมื่ออายุขัยไม่สัมพันธ์กับอายุของการมีสุขภาพดี: วิจัยเผย ชาวซาอุดีอาระเบียเผชิญโรคเรื้อรังก่อนเสียชีวิตกว่า 10 ปี
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและยืดอายุขัยของมนุษย์อย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO– World Health Organization) ระบุว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2543 ถึง พ.ศ. 2562 อายุขัยเฉลี่ย (Lifespan) ของประชากรโลกเพิ่มขึ้นจาก 66.8 ปี เป็น 73.4 ปี หรือเพิ่มขึ้นถึง 6.6 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าในการรักษาโรคและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดีขึ้นในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” หรือ Health Span ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพโดยไม่เจ็บป่วยหรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน โดยค่าเฉลี่ยของ Health Span ทั่วโลกอยู่ที่เพียง 63.7 ปีเท่านั้น หมายความว่ามีประชากรจำนวนมากต้องใช้ชีวิตในช่วงท้ายของอายุขัยกว่าหนึ่งทศวรรษภายใต้ภาวะเจ็บป่วยหรือเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรัง


สถานการณ์เดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นกับประชากรในประเทศซาอุดีอาระเบียเช่นเดียวกัน โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลกในปี 2019 ระบุว่า ชาวซาอุฯ มีอายุขัยเฉลี่ยที่ 74.3 ปี แต่มีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีเพียง 64 ปี กล่าวอีกนัยคือ ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางปัญหาสุขภาพหรือโรคเรื้อรังยาวนานถึง 10.3ปี ก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
หนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาสุขภาพในยุคปัจจุบัน คือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases)ซึ่งมักเกิดควบคู่ไปกับกระบวนการชราภาพของร่างกาย สถานการณ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มรูปแบบ และโรค NCDs ได้กลายเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกในปี 2022 ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั่วโลกกว่า 45 ล้านคนสะท้อนถึงความท้าทายทางสุขภาพที่ทุกประเทศกำลังเผชิญเช่นเดียวกับประเทศซาอุดีอาระเบียที่สถานการณ์ดังกล่าวนับว่าน่าเป็นห่วงไม่น้อยกว่าประเทศอื่น เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน ประชากรกว่า 73% ในประเทศซาอุฯ เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คิดเป็นจำนวนสูงถึง 105,200 รายต่อปี หรือเทียบเท่ากับการสูญเสียประชากรเฉลี่ย 12 รายในทุกหนึ่งชั่วโมง โดยสาเหตุหลักของการเสียชีวิต ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และ โรคเบาหวาน
“นอกจากนี้หนึ่งในประเด็นที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทสุขภาพของประเทศซาอุดีอาระเบีย คือปัญหาภาวะ น้ำหนักเกินและโรคอ้วนโดยในปี 2022 ข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลกเผยว่าประชากรชาวซาอุฯ กว่า 73% หรือประมาณ 25,016,370 คน กำลังเผชิญกับภาวะดังกล่าว โดยภาวะโรคอ้วนสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด และเพิ่มโอกาสของการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่โลกของเราต้องเผชิญกับวิกฤตสุขภาพ เช่นการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งข้อมูลวิจัยพบว่า ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2 เท่า ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือเบาหวานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 3 เท่า ผู้ที่เคยมีโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปถึง 7 เท่าด้วยกัน” นายแพทย์ตนุพล กล่าวเพิ่มเติม
“คุณหมอแอมป์” กับความมุ่งมั่นสร้าง #TeamThailandผลักดัน “Soft Power” พร้อมปั้นไทยสู่หมุดหมายปลายทางแห่งการมีสุขภาพดีของคนทั่วโลก


ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของนายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือคุณหมอแอมป์ ในการผลักดันประเทศ ไทยให้ก้าวสู่การเป็น “Wellness Destination of the World” หรือหมุดหมายปลายทางด้านการมีสุขภาพดีของผู้คนทั่วโลก จึงได้เดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ภายใต้ศาสตร์แห่ง Scientific Wellnessพร้อมทั้งผลักดันศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “Wellness Hub” ที่สามารถรองรับผู้คนจากทั่วโลกในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพโดยการเดินทางไปเยือน ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่จะช่วยขยายเครือข่ายด้านสุขภาพ และโอกาสของประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก
อนึ่ง ประเทศไทยมีจุดเด่นหลายประการที่ทำให้เป็นประเทศที่มีความได้เปรียบในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันหลากหลาย ตั้งแต่ทะเลที่สวยงามไปจนถึงภูเขาและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีวัฒน ธรรมและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของชนชาติไทยที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์อันยาวนานและลึกซึ้ง ความหลากหลายของอาหารไทยซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติและเอกลักษณ์ ทำให้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่หลงใหลในรสชาติที่ไม่เหมือนใคร


ในด้านสุขภาพประเทศไทยนั้นมีความโดดเด่นในระดับนานาชาติด้วยภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมอย่างสมุนไพรไทยและ การแพทย์แผนไทยที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาพและฟื้นฟูร่างกายซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมต่อยอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การนวดแผนไทย”และอุตสาหกรรม “สปาไทย” ที่ได้กลายมาเป็นจุดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างศาสตร์การบำบัดแบบโบราณและประสบการณ์การผ่อนคลายของร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณภายใต้มาตรฐานการบริการในระดับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยและการมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการให้บริการด้านสุขภาพในระดับที่ยอดเยี่ยม การที่ประเทศไทยสามารถบูรณาการความเป็นเลิศทั้งด้านการท่องเที่ยว ธรรมชาติ วัฒนธรรม และการดูแลสุขภาพเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์นี้ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ต้องการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นจึงทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมแก่ผู้มาเยือน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในด้านการดูแลสุขภาพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนและสามารถมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...