“K-ASIA” คว้าโอกาสลงทุน “หุ้นเอเชีย”...ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
กองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง “กองทุนติดดาว” กองทุนที่ได้เรทติ้ง “Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ‘ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง’(Risk-adjusted returns)ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง “Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก
ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม “Asia Pacific Ex Japan” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุนใน “หุ้นเอเชีย” ของบริษัทขนาดเล็ก (Small-cap) ที่ดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย
ภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ล่าสุดทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ก็คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของกลุ่ม “Emerging and Developing Asia” จะโต 4.5% และ 4.6% ในปี25 และ26 ตามลำดับ (ที่มา: World Economic Outlook, April 2025)
ในขณะที่มูลค่าของ “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” เองเทรดที่ Forward 12m P/E ที่ 14.03 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 13.94 เท่า แต่ยังถูกกว่า “หุ้นโลก” (18.48 เท่า) และ “หุ้นสหรัฐ” (S&P500 21.60 เท่า) อยู่นั่นเอง (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 2 พ.ค. 25)
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มี “กองทุนหุ้นเอเชีย” ที่น่าสนใจ ดีกรี “กองทุน 5 ดาว” จากทาง “Morningstar”** มาฝากกัน
“K-ASIA” ลุย “หุ้นเอเชีย” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง
สำหรับกองทุนรวมที่คัดมาแนะนำกันในครั้งนี้ มีชื่อว่า “K-ASIA: กองทุนเปิดเค เอเชียน สมอลเลอร์ หุ้นทุน” บริหารจัดการโดย ‘บลจ.กสิกรไทย’ มีความเสี่ยง “ระดับ 6”(เสี่ยงสูง) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2556 มีนโยบายลงทุนใน “หุ้นเอเชีย” ของบริษัทขนาดเล็ก (Small-cap) ที่ดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย ผ่านกองทุนหลัก ‘Templeton Asian Smaller Companies – Class I’ ที่บริหารจัดการโดย Franklin Templeton International Services S.à r.l.
ที่สำคัญกองทุนยังมีนโยบาย “จ่ายปันผล” ไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ทุกสิ้นเดือนม.ค. เม.ย. ก.ค. และ ต.ค. ของทุกปี ซึ่งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมานั้น ได้จ่ายปันผลไปแล้วรวม 20 ครั้ง คิดเป็นเงินรวมกัน 4.90 บาท/หน่วย
หน้าตาพอร์ต…สไตล์ “หุ้นขนาดกลาง” ที่เป็น “หุ้นเติบโต”
จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของกอง ‘K-ASIA’ มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นขนาดกลาง” ที่เป็น “หุ้นเติบโต” (Growth) เป็นสำคัญ
สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 31 มี.ค. 25) นั้น พบกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
Information Technology 23.85%
Financials 22.67%
Consumer Discretionary 17.34%
Health Care 8.65%
Industrials 7.50%
“โดยกระจายไปใน 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) อินเดีย 41.67%,2) ไต้หวัน 16.50%,3) เวียดนาม 10.54%,4) เกาหลีใต้ 10.12% และ 5) ฟิลิปปินส์ 6.25%ตามลำดับ”
“ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ‘K-ASIA’ ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 25) เฉลี่ยอยู่ที่ 3.77%ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 4.20% ต่อปี) ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่ 14.45% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 18.17% ต่อปี) อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปีย้อนหลังกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -31.12%”
เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เพียง 500 บาท เท่านั้น
สำหรับนักลงทุนที่สนใจการลงทุน เงื่อนไขหรือมูลค่าขั้นต่ำของการ “ซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” จะอยู่ที่ 500 บาท ส่วนมูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนจะอยู่ที่ 500 บาทเช่นเดียวกัน ขณะที่ยอดคงเหลือขั้นต่ำจะอยู่ที่ 50 บาท สำหรับระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนคือ 4 วันทำการหลังจากวันทำรายการขายคืน (T+4)
ส่วนช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่านรูปแบบออฟไลน์อย่าง ธนาคารกสิกรไทยและผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่นที่บริษัทได้แต่งตั้งขึ้น ขณะที่ช่องทางออนไลน์สามารถเปิดบัญชีและซื้อขายได้ผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง K-My Funds, K-Cyber และ KPLUS
ภูมิภาค “เอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ถือเป็นภูมิภาคแห่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก มีหลายประเทศที่มีการเติบโตในระดับที่สูง มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกหลัง “ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว” (Developed Market) อย่าง “หุ้นสหรัฐ” ราคาเริ่มแพงหลังจากปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลายปี แม้ปัจจุบันจะยังเต็มไปด้วย “ความผันผวน” แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวด้วยเช่นกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน