โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นาซาเตือนโลกกำลังวิกฤต สภาพอากาศสุดขั้วเกิดไม่หยุด น้ำท่วมกว่าเคยแถมแล้งนานเกินคาด

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 03.00 น.
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับเหตุการณ์อากาศสุดขั้วถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ตั้งแต่น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้งที่ยาวนาน รวมถึงสภาพอากาศสุดขั้วมากมาย ที่เปลี่ยนจากร้อนจัดเป็นหนาวฉับพลัน หรือจากฝนตกหนักสู่ความแห้งแล้งภายในเวลาไม่นาน ล่าสุดข้อมูลดาวเทียมจากองค์การนาซา (NASA) ชี้ว่า ความรุนแรงและความถี่ของปรากฏการณ์เหล่านี้พุ่งสูงเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีหลัง ซึ่งตัวเลขความรุนแรงของเหตุการณ์อากาศสุดขั้วเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าจากค่าเฉลี่ยระยะยาว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่น่ากังวลว่า โลกยังไม่มีระบบรองรับหรือมาตรการเตรียมพร้อมเพียงพอ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภาวะวิกฤตที่รุนแรงยิ่งกว่าในอนาคต

ข้อมูลใหม่ล่าสุดจากองค์การนาซา (NASA) เผยให้เห็นว่าเหตุการณ์อากาศสุดขั้ว เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง กำลังเพิ่มขึ้นทั้งในด้านความถี่ ระยะเวลา และความรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ตัวเลขของปีล่าสุดสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2003–2020 ถึงสองเท่า

นักวิจัยจากโครงการดาวเทียม GRACE ซึ่งทำหน้าที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมของโลก พบว่า ความรุนแรงของเหตุการณ์อากาศดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ แม้อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราเร่งของความสุดขั้วยิ่งรุนแรงกว่า

แม้ข้อมูลล่าสุดนี้ยังไม่ผ่านการตรวจสอบโดยนักวิทยาศาสตร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายแสดงความกังวลและเห็นพ้องว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงผลกระทบที่แท้จริงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยดร.ไป่หลิง หลี่ แห่งห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์อุทกวิทยา ศูนย์ก็อดดาร์ด ของนาซา ซึ่งร่วมงานกับศูนย์วิทยาศาสตร์ระบบโลก มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ พบว่าความแปรปรวนที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน แม้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้อย่างชัดเจน โดยเน้นว่าการระบุสาเหตุที่แน่ชัดจำเป็นต้องใช้ข้อมูลในระยะยาวมากกว่านี้

ส่วนด้าน ดร.แมทธิว รอเดลล์ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์อุทกวิทยาของศูนย์เดียวกัน เสริมว่าภาพรวมของข้อมูลล่าสุดสร้างความกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่อาจเร่งตัวขึ้นของภัยพิบัติทางน้ำทั่วโลก

ข้อมูลในช่วงก่อนหน้า ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Water เมื่อปี 2023 ใช้สูตรคำนวณเพื่อวัดความรุนแรงของเหตุการณ์ โดยรวมทั้งขนาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ระยะเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้น และความชื้นหรือความแห้งของแต่ละเหตุการณ์ ผลการศึกษาระบุชัดว่า ระบบน้ำจะเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดจากวิกฤตภูมิอากาศ

ความรุนแรงของเหตุการณ์อากาศสุดขั้วมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก มากกว่าปัจจัยภูมิอากาศอื่น เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งชี้ว่าอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะยิ่งทำให้ภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรงและยาวนานยิ่งขึ้น

องค์กร Global Water Intelligence ในเมืองออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นผู้ขอให้ทีมวิจัยนาซาจัดทำข้อมูลอัปเดตครั้งนี้ เตือนว่าอุตสาหกรรมน้ำทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างมหาศาลจากการมีน้ำน้อยหรือมากเกินไปในช่วงเวลาเดียวกัน คริสโตเฟอร์ แกสซอน ผู้อำนวยการองค์กร กล่าวว่า บริษัทน้ำจำนวนมากยังไม่มีความพร้อมในการรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และจำเป็นต้องเร่งดึงดูดการลงทุนอย่างเร่งด่วน

ศาสตราจารย์ริชาร์ด เบตต์ หัวหน้าฝ่ายผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เคยถูกคาดการณ์ไว้มานานว่าภาวะโลกร้อนจะนำไปสู่ภัยพิบัติทางอากาศที่รุนแรงขึ้น และตอนนี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว

เขาชี้ว่า สังคมทั่วโลกได้สร้างวิถีชีวิตและระบบสาธารณูปโภครองรับตามสภาพอากาศในอดีตที่เคยคุ้นชิน ทำให้เปราะบางต่อเหตุการณ์สุดขั้วรูปแบบใหม่ที่อยู่นอกเหนือประสบการณ์เดิม เขาเน้นว่าทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน

รายงานจากองค์กรการกุศล WaterAid ยังระบุว่า ความผันผวนของสภาพอากาศ เช่น การเปลี่ยนจากภัยแล้งไปสู่น้ำท่วมอย่างฉับพลัน หรือจากอากาศร้อนไปสู่อากาศหนาวอย่างรุนแรง กำลังทำลายชีวิตของผู้คนนับล้านในเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “สภาพอากาศสุดขั้ว” ซึ่งยากแก่การคาดเดาและเตรียมรับมือ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...