โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยยูเนี่ยนปลุกพลังทุกภาคส่วน ร่วมดูแลมหาสมุทร เดินหน้ากลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 16.05 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 16.05 น.

ข่าวประชาสัมพันธ์

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 มิถุนายน 2568 – จากการประชุมมหาสมุทรแห่งสหประชาชาติประจำปี 2568 หรือ United Nations Ocean Conference 2025 ณ เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก ได้แสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในการดูแลและใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล (SDG 14: Life Below Water) พร้อมแสดงความก้าวหน้าผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030

รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 เป็นการสรุปภาพรวมผลการดำเนินงาน เพื่อการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน เพื่อส่งเสริมการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ ปกป้องระบบนิเวศทางทะเล พร้อมสร้างความแข็งแกร่งรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลทั่วโลก

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การปกป้องท้องทะเล ไม่ได้เป็นเพียงแค่การใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนและโลกในระยะยาว กลยุทธ์ความยั่งยืน “SeaChange® 2030” ของไทยยูเนี่ยน คือบทพิสูจน์ว่าเมื่อบริษัทต่าง ๆได้ผนวกการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่ได้ และภารกิจนี้ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยองค์กรเดียว หรืออุตสาหกรรมใด อุตสาหกรรมหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนและทุกประเทศทั่วโลกต้องช่วยกันจึงจะสำเร็จ”

ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 ซึ่งเป็นกรอบการทำงานด้านความยั่งยืนระดับโลกของไทยยูเนี่ยน เรามุ่งเน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเพื่อผู้คนและโลก ด้วย 11 พันธกิจหลัก โดยได้จัดสรรงบประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 7,200 ล้านบาท) เพื่อใช้ดำเนินงานจนถึงปี 2573 โครงการเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนการตรวจสอบย้อนกลับ สนับสนุนการดูแลมหาสมุทรและทรัพยากรจากท้องทะเล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับผลงานด้านความยั่งยืนที่โดดเด่นในปี 2567 ของไทยยูเนี่ยน ประกอบด้วย

  • 98.9 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณปลาทูน่าทั้งหมดที่บริษัทจัดซื้อ มาจากแหล่งประมงที่ผ่านการรับรองและการประเมินผลตามมาตรฐานจาก MSC หรือโครงการพัฒนาการประมง (Fishery Improvement Program; FIPs) ซึ่งเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2566
  • สามารถตรวจสอบ on-the-water monitoring ในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของบริษัทฯได้ถึง 97 เปอร์เซ็นต์ โดยคาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 100 เปอร์เซ็นต์ได้ภายในปี 2568 (โดยในปี 2567 สามารถขับเคลื่อนได้เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า)
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ลง 21 เปอร์เซ็นต์
  • โรงงานและศูนย์กระจายสินค้าของไทยยูเนี่ยนจำนวน 23 แห่งจากทั้งหมด 32 แห่ง สามารถบรรลุเป้าหมายเรื่องการทำขยะฝังกลบเป็นศูนย์ในปี 2567
  • เปิดตัว “โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มกุ้ง” (Lower Carbon Shrimp Program) ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตกุ้ง ในขอบเขตที่ 3
  • ลดปริมาณขยะพลาสติกในแม่น้ำและมหาสมุทรได้ 234 ตัน

ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก ไทยยูเนี่ยนตระหนักถึงศักยภาพและความรับผิดชอบ ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความยั่งยืนเพื่อส่วนรวม โดยในกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยนเองมีการดำเนินงานและขับเคลื่อนความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้เกิดการยกระดับในด้านการตรวจสอบย้อนกลับ สิทธิแรงงาน และความสมบูรณ์ของมหาสมุทร สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567

นายอดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
  • นายอดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ ความโปร่งใส ผสานกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ และความร่วมมือ คือ รากฐานที่สำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ซี่งการดำเนินงานของไทยยูเนี่ยนมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การบรรลุเป้าหมาย SDG 14 จะต้องอาศัยการดำเนินการที่ชัดเจนและรวดเร็วของทุกภาคส่วน โดยภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแค่ลดผลกระทบของตนเอง แต่ยังต้องกำหนดมาตรฐานใหม่ แบ่งปันความรู้ และสร้างความร่วมมือที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้ ไทยยูเนี่ยนได้ผนวกเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในทุกภาคส่วนของการดำเนินธุรกิจตลอดทั้งซัพพลายเชน ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลคือตัวชี้วัดที่สำคัญถึงอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารทะเล ดังนั้นพวกเราทุกคนจึงมีหน้าที่ปกป้องมหาสมุทรและผู้คน เพื่อโลกของเรา”

สำหรับสาระสำคัญในเวทีการประชุมมหาสมุทรแห่งสหประชาชาติประจำปีนี้ ได้มุ่งเน้นไปที่การปกป้องระบบนิเวศทางทะเล การสนับสนุนเงินทุนเพื่อการดูแลมหาสมุทร และการส่งเสริมการประมงที่ยั่งยืน โดยในส่วนของไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับการผนึกกำลังกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อช่วยกันดูแลระบบนิเวศของทะเล นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนยังคงมีบทบาทสำคัญในกลุ่มพันธมิตรและความร่วมมือระดับโลกที่สนับสนุนการอนุรักษ์มหาสมุทร โดยในปี 2566 ไทยยูเนี่ยนเป็นบริษัทแรกที่ได้ลงนามในคำมั่นสัญญา Protecting Ocean Wildlife ของ Sustainable Fisheries Partnership ที่มุ่งมั่นสร้างความเปลี่ยนแปลงให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการตรวจสอบและลดความเสี่ยงในการจับสัตว์น้ำพลอยได้ในการทำประมงที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้เกิดการจัดหาวัตถุดิบจากเรือประมงที่มีการปฏิบัติตามข้อปฏิบัติในการปกป้องสัตว์น้ำเท่านั้น พร้อมจัดให้มีผู้สังเกตการณ์บนเรือให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้คือ 100 เปอร์เซ็นต์ และต้องมีการรายงานผลต่อสาธารณะ ความร่วมมือดังกล่าวส่งผลให้มีรัฐบาลจากหลายประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการจับปลาทูน่าทั่วโลก รวมถึงบรรดาร้านค้าปลีกรายใหญ่, ซัพพลายเออร์ และกลุ่มบริษัทอาหารต่าง ๆ ให้ความสนใจและตอบรับเข้าร่วมในคำมั่นสัญญานี้ด้วย

นายธีรพงศ์ กล่าวเสริมว่า “มหาสมุทรเป็นทั้งแหล่งอาหารหล่อเลี้ยงผู้คนนับพันล้าน และยังช่วยรักษาสมดุลสภาพภูมิอากาศโลก เราจึงไม่อาจมองข้ามความสำคัญของท้องทะเลได้เลย เราขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ภาคเอกชน และนักลงทุน มาร่วมกับเราในการปกป้องมหาสมุทรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

เกี่ยวกับไทยยูเนี่ยน
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เป็นผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 2520 โดยมีพันธกิจสำคัญคือการเป็น ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในอุตสาหกรรมอาหารทะเล เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า ผู้บริโภค และอุตสาหกรรม ในปี 2559 ไทยยูเนี่ยนได้เปิดตัวกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® ขึ้นเป็นครั้งแรก และเดินหน้าต่อเนื่องเป็น SeaChange®2030 เพื่อมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนในการดำเนินงานของบริษัท เช่น การปรับปรุงระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้ของอาหารทะเล การออกมาตรฐานแรงงานที่เป็นธรรมขั้นสูง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...