โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครม.เงา ซัดรบ.ปล่อยไทยเสี่ยงเป็นฮับส่งออกกัญชา จี้นายกฯเร่งแก้

INN News

อัพเดต 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 20.15 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • INN News

ครม.เงา ซัดรัฐบาลปล่อยไทยเสี่ยงเป็นฮับส่งออกกัญชา จี้นายกฯ เร่งอุดช่องโหว่กฎหมาย-คุมเข้มการลักลอบส่งออก "ภัทรพงศ์" ชี้ รัฐนิ่งเฉยสารพิษปนเปื้อน 6 ลุ่มน้ำ จี้ใช้งบกลางปี 2570 แก้ปัญหาเร่งด่วน "พิศาล" เสนอ 3 แนวทางใช้การทูตเชิงรุก เจรจาจีน-ใช้จุดแข็งไทยต่อรองมหาอำนาจ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) โดยหยิบยกปัญหากัญชาและยาเสพติดเป็นประเด็นสำคัญ พร้อมแสดงความกังวลว่า ประเทศไทยกำลังเสี่ยงกลายเป็นศูนย์กลางหรือฮับ (Hub) การส่งออกกัญชาของโลก และอาจถูกหลายประเทศมองว่าเป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและผู้ค้ายาเสพติด โดยปัจจุบันพบการจับกุมการลักลอบขนกัญชาจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกรมศุลกากร ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 พบการจับกุมเกือบ 3,000 คดี ยึดกัญชาได้กว่า 300,000 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และยังมีอีกหลายกรณีที่สามารถลักลอบออกนอกประเทศได้สำเร็จ

ยกตัวอย่างล่าสุดที่ฮ่องกง เจ้าหน้าที่ตรวจยึดกัญชาแห้งจากประเทศไทยน้ำหนัก 23 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 16.9 ล้านบาท ขณะที่โปแลนด์และเยอรมนีตรวจพบกัญชาซุกซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์กว่า 1.2 ตัน มูลค่าประมาณ 450 ล้านบาท ส่วนอินโดนีเซียสามารถตรวจยึดช่อดอกกัญชาคุณภาพสูงจากประเทศไทยได้ถึง 3.37 ตัน สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการลักลอบส่งออกกำลังสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ต้นตอของปัญหาเริ่มตั้งแต่ปี 2565 หลังมีการปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด แต่กลับไม่มีการออกกฎหมายกำกับดูแลที่รัดกุม ทั้งที่หลายประเทศปลายทางยังถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย ส่งผลให้ประเทศไทยตกอยู่ในสายตาของประชาคมโลก นอกจากผลกระทบด้านภาพลักษณ์แล้ว ยังมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐระบุว่า ผู้ป่วยจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นจากประมาณ 6,500 รายในปี 2562 เป็นมากกว่า 20,000 รายในปี 2566 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า สะท้อนว่าการปลดล็อกกัญชาโดยไม่มีกฎหมายควบคุมที่เพียงพอ ทำให้ปัญหาบานปลาย

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้คัดค้านการใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค โดยชี้ว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2565-2569 พรรคภูมิใจไทยในฐานะผู้ผลักดันนโยบายปลดล็อกกัญชา ไม่สามารถผลักดันกฎหมายควบคุมที่สมบูรณ์ได้ ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย พร้อมระบุว่า ปัจจุบันกฎหมายยังไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์กัญชา แตกต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจน อีกทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ยังมีใบอนุญาตเพียง 3 ประเภท ได้แก่ ใบอนุญาตขายและแปรรูป ใบอนุญาตส่งออก และใบอนุญาตวิจัย แต่ไม่มีใบอนุญาตสำหรับการผลิต ทำให้รัฐไม่สามารถตรวจสอบปริมาณการผลิตหรือสต๊อกกัญชาที่แท้จริงในประเทศได้

หัวหน้าพรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเร่งด่วน โดยระยะสั้น นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน ป.ป.ส. หน่วยงานด้านความมั่นคง และกรมศุลกากร เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชาและยาเสพติดทุกประเภท ส่วนระยะกลางและระยะยาว ต้องเร่งผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อปิดช่องโหว่ที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน นายภัทรพงศ์ ลีลาพัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาสารพิษปนเปื้อนจากเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน ว่า ขณะนี้ปัญหาได้ขยายวงกว้างครอบคลุม 6 ลุ่มน้ำ ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และลำน้ำกระบุรี ส่งผลให้ตรวจพบสารหนู ตะกั่ว และโลหะหนักในน้ำ ตะกอนดิน ปลา และพื้นที่เกษตรกรรม กระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างหนัก โดยธุรกิจท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกได้รับผลกระทบจนต้องปิดกิจการมากกว่า 80% ขณะที่สินค้าการเกษตรในพื้นที่ริมแม่น้ำกกถูกประเทศคู่ค้า เช่น ญี่ปุ่น ระงับการนำเข้า เนื่องจากกังวลเรื่องการปนเปื้อนสารพิษ พร้อมวิจารณ์ว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม แม้งบประมาณปี 2570 จะไม่มีการจัดสรรงบสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบกลางเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และผลผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ

พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อใช้ในการเจรจากับต่างประเทศ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่เกษตรและสนับสนุนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

นายภัทรพงศ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลแทบไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ โดยตลอดกว่า 1 ปีที่ผ่านมา มีการหารือกับเมียนมาอย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียว ขณะที่คณะทำงานหลายชุดแทบไม่ได้ประชุม ทำให้ประชาชนต้องลุกขึ้นขับเคลื่อนปัญหาด้วยตนเอง

ด้านนายณัฐพงษ์ เสริมว่า การแก้ปัญหาจะต้องอาศัยการทูตเชิงรุก เพราะเหมืองจำนวนมากไม่ได้อยู่ในพื้นที่ควบคุมของรัฐบาลเมียนมา จึงจำเป็นต้องใช้เวทีเจรจากับประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเห็นว่าหากรัฐบาลจีนเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจีนในสายตาคนไทยด้วย

ขณะที่นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูต เสนอแนวทาง 3 ประการในการใช้การทูตเพื่อแก้ปัญหา เริ่มจากข้อแรก ให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการเจรจา ใช้ศักยภาพด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเป็นเครื่องมือต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ

ข้อที่สอง คือ ไม่ควรจำกัดการเจรจาเฉพาะรัฐบาลเมียนมา แต่ควรเปิดการหารือกับรัฐบาลจีนโดยตรง เนื่องจากมีข้อมูลว่าบริษัทจีนถือหุ้นในเหมืองแร่หายากหลายแห่งในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมใช้การทูตอย่างมีชั้นเชิงเพื่อผลักดันให้จีนมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา

ส่วนข้อสุดท้าย หากจีนยังไม่แสดงความกระตือรือร้นเพียงพอ รัฐบาลไทยควรยกระดับความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ซึ่งแสดงความพร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเชิญผู้แทนประเทศเหล่านี้หารือในระดับรัฐมนตรี เพื่อสร้างแรงผลักดันทางการทูตและแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...