โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ชายดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร แต่เป็น "นิ่วในไต" หมอชี้จุดพลาด 5 อาหารเสี่ยง หลายคนกินประจำ

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร ทำไมยังเป็นนิ่วในไต? หมอชี้ 5 อาหารเสี่ยง หลายคนกินทุกวัน

ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร ทำไมยังเป็นนิ่วในไต? หมอชี้ 5 อาหารเสี่ยง หลายคนกินทุกวัน

หลายคนเข้าใจว่า ถ้าดื่มน้ำเยอะพอในแต่ละวัน ก็ไม่น่าจะเป็นนิ่วในไตได้ง่าย แต่ความจริงแล้ว “น้ำ” เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยสำคัญเท่านั้น เพราะพฤติกรรมการกินก็มีผลต่อการเกิดนิ่วในไตและนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน

กรณีของชายชาวจีนวัย 30 ปีรายหนึ่ง กลายเป็นตัวอย่างที่ชวนให้หลายคนหันมาสังเกตตัวเองมากขึ้น หลังเคยมีประวัตินิ่วในทางเดินปัสสาวะและเข้ารับการรักษาด้วยการสลายนิ่วไปแล้ว จากนั้นเขาพยายามดูแลตัวเองมากขึ้น ดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร และไม่กลั้นปัสสาวะ แต่สุดท้ายกลับมีอาการปวดท้องรุนแรง ปัสสาวะมีเลือดปน คลื่นไส้ และอาเจียน

เมื่อตรวจอย่างละเอียด แพทย์พบว่าเขามีนิ่วขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตรในทางเดินปัสสาวะด้านซ้าย รวมถึงพบนิ่วขนาดเล็กในไตทั้งสองข้าง และมีภาวะกรวยไตขยายเล็กน้อย ทำให้เจ้าตัวสงสัยว่า ทั้งที่ดื่มน้ำมากขึ้นแล้ว ทำไมยังกลับมาเป็นนิ่วซ้ำอีก

ดื่มน้ำเยอะ แต่ครึ่งหนึ่งเป็นชาเข้ม อาจยังเสี่ยงนิ่ว

จากการซักประวัติ แพทย์พบว่า แม้ชายรายนี้จะดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร แต่ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ดื่มเป็นชาเข้ม ซึ่งมีสารออกซาเลตอยู่ในปริมาณที่ควรระวัง ขณะเดียวกัน เขายังชอบกินผักโขม ซึ่งเป็นผักที่มีออกซาเลตสูงเช่นกัน

นอกจากนี้ เขายังมักออกไปกินมื้อดึกกับเพื่อน โดยเลือกอาหารปิ้งย่าง อาหารทะเล และดื่มเบียร์เป็นประจำ อาหารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับพิวรีน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่วกรดยูริกในบางคนได้

พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่า การดื่มน้ำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากในชีวิตประจำวันยังได้รับสารที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่ว เช่น ออกซาเลต โซเดียม พิวรีน น้ำตาล หรือโปรตีนจากสัตว์มากเกินไป โดยเฉพาะในผู้ที่เคยเป็นนิ่วมาก่อน

นิ่วในไตเกิดจากอะไร?

นิ่วในไตเกิดจากสารบางชนิดในปัสสาวะ เช่น แคลเซียม ออกซาเลต กรดยูริก หรือสารอื่น ๆ มีความเข้มข้นสูงจนตกผลึกและรวมตัวกันเป็นก้อนนิ่ว เมื่อก้อนนิ่วเคลื่อนผ่านทางเดินปัสสาวะ อาจทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง ปัสสาวะเป็นเลือด คลื่นไส้ อาเจียน หรือปัสสาวะผิดปกติได้

นิ่วมีหลายชนิด เช่น นิ่วแคลเซียมออกซาเลต นิ่วกรดยูริก นิ่วจากการติดเชื้อ และนิ่วชนิดอื่น ๆ ดังนั้น คำแนะนำเรื่องอาหารจึงอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของนิ่วและผลตรวจของแต่ละคน

สำหรับผู้ที่เคยเป็นนิ่วซ้ำ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวิเคราะห์ชนิดของนิ่ว ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือประเมินปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม เพราะการป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่ดื่มน้ำมากขึ้น แต่ต้องรู้ด้วยว่าตัวเองเสี่ยงนิ่วชนิดใด

5 กลุ่มอาหารที่ควรระวัง หากไม่อยากเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไต

1. อาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น ผักโขม หน่อไม้ ชาเข้ม

ออกซาเลตเป็นสารธรรมชาติที่พบได้ในอาหารหลายชนิด หากร่างกายได้รับมากเกินไป อาจจับกับแคลเซียมในปัสสาวะและเพิ่มโอกาสเกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งเป็นนิ่วชนิดที่พบได้บ่อย

อาหารที่ควรระวัง ได้แก่ ผักโขม หน่อไม้ ชาเข้ม ถั่วบางชนิด ช็อกโกแลต และอาหารที่มีออกซาเลตสูงอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าต้องงดทุกอย่างถาวร แต่ควรกินในปริมาณพอดี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัตินิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต

สำหรับผักใบเขียวบางชนิด การลวกในน้ำเดือดแล้วเทน้ำทิ้ง อาจช่วยลดออกซาเลตได้บางส่วน และควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาเข้มแทนน้ำเปล่าทั้งวัน เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ควรถูกนับเป็นแหล่งน้ำหลักในการป้องกันนิ่ว

2. อาหารเค็มจัด และอาหารแปรรูปโซเดียมสูง

อาหารรสเค็ม เช่น ของดอง อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว ซอสปรุงรส น้ำจิ้ม และอาหารแปรรูป อาจทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมสูงเกินจำเป็น

โซเดียมที่มากเกินไปอาจทำให้ปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดนิ่วบางชนิด โดยแนวทางของ American Urological Association แนะนำให้ผู้ที่มีนิ่วแคลเซียมและมีแคลเซียมในปัสสาวะสูง จำกัดโซเดียม และได้รับแคลเซียมจากอาหารในปริมาณเหมาะสม ไม่ใช่งดแคลเซียมเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

วิธีลดความเสี่ยงง่าย ๆ คือชิมก่อนปรุง ลดน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอส และเลือกอาหารสดมากกว่าอาหารแปรรูปเป็นประจำ

3. อาหารพิวรีนสูง เช่น เครื่องใน อาหารทะเล น้ำซุปเข้มข้น และเบียร์

อาหารที่มีพิวรีนสูงสามารถเพิ่มระดับกรดยูริกในร่างกายได้ ในบางคนอาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่วกรดยูริก โดยเฉพาะผู้ที่มีกรดยูริกสูง เป็นเกาต์ หรือมีประวัตินิ่วชนิดกรดยูริก

อาหารกลุ่มที่ควรจำกัด ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อแดงบางชนิด อาหารทะเลบางประเภท น้ำซุปเนื้อเข้มข้น น้ำต้มกระดูกที่เคี่ยวนาน รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มกรดยูริกได้

ไม่ได้หมายความว่าต้องงดโปรตีนทั้งหมด แต่ควรกินในปริมาณเหมาะสม เลือกโปรตีนหลากหลาย และหากเคยเป็นนิ่วหรือเกาต์ ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

4. อาหารเสริมแคลเซียม หรือการเสริมแร่ธาตุโดยไม่จำเป็น

หลายคนเข้าใจผิดว่า คนเป็นนิ่วควรงดแคลเซียม แต่ความจริงแล้ว แคลเซียมจากอาหารในปริมาณที่เหมาะสมอาจช่วยลดการดูดซึมออกซาเลตในลำไส้ได้ในบางกรณี จึงไม่ควรงดนม โยเกิร์ต หรืออาหารที่มีแคลเซียมเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์

สิ่งที่ควรระวังคือการกินอาหารเสริมแคลเซียม หรืออาหารเสริมปริมาณสูงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะหากกินร่วมกับอาหารที่มีออกซาเลตสูง หรือมีประวัตินิ่วมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มอาหารเสริมทุกชนิด

สรุปง่าย ๆ คือ แคลเซียมจากอาหารไม่ใช่ศัตรูเสมอไป แต่การเสริมแคลเซียมเองแบบไม่ประเมินความจำเป็นอาจไม่เหมาะกับทุกคน

5. เครื่องดื่มหวาน น้ำอัดลม ชานม และน้ำผลไม้หวาน

เครื่องดื่มหวาน เช่น ชานม น้ำอัดลม น้ำผลไม้แต่งรส และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือฟรุกโตสสูง อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนิ่วในไตมากขึ้นในบางงานวิจัย และยังเพิ่มพลังงานส่วนเกินในชีวิตประจำวันได้ง่าย

เครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ควรใช้แทนน้ำเปล่า เพราะแม้จะเป็นของเหลว แต่ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงนิ่วได้เท่าการดื่มน้ำเปล่าอย่างเหมาะสม อีกทั้งบางชนิดยังมีน้ำตาล โซเดียม หรือส่วนผสมอื่นที่ควรจำกัด

หากอยากเพิ่มรสชาติให้การดื่มน้ำ อาจเติมมะนาวเล็กน้อยหรือเลือกเครื่องดื่มไม่หวานแทน แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรเลือกให้เหมาะกับสุขภาพของตนเอง

ดื่มน้ำอย่างไรให้ช่วยลดความเสี่ยงนิ่วได้จริง?

การดื่มน้ำยังเป็นวิธีสำคัญที่สุดวิธีหนึ่งในการลดความเสี่ยงนิ่ว เพราะช่วยเจือจางสารในปัสสาวะที่อาจตกผลึกเป็นก้อนนิ่วได้ แต่ควรเน้น “น้ำเปล่า” เป็นหลัก ไม่ใช่ชาเข้ม น้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

โดยทั่วไป หลายคำแนะนำระบุว่า ผู้ใหญ่ที่ไม่มีข้อจำกัดด้านโรคไตหรือโรคหัวใจ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอจนปัสสาวะมีสีอ่อน ไม่เข้มจัด แต่ปริมาณที่เหมาะสมอาจต่างกันตามสภาพอากาศ การออกกำลังกาย น้ำหนักตัว และโรคประจำตัว

หากเคยเป็นนิ่วซ้ำ แพทย์อาจแนะนำเป้าหมายปริมาณปัสสาวะต่อวัน หรือให้ตรวจปัสสาวะเพิ่มเติมเพื่อวางแผนป้องกันอย่างเฉพาะบุคคล

หากเป็นนิ่วจากการติดเชื้อ ต้องดูแลอีกแบบ

นิ่วบางชนิดเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรังหรือเป็นซ้ำ ในกรณีนี้ การควบคุมอาหารอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องรักษาการติดเชื้อให้เหมาะสม ไม่กลั้นปัสสาวะ ดูแลสุขอนามัย และพบแพทย์เมื่อมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง มีไข้ หรือปวดเอวร่วมด้วย

ผู้ที่มีอาการปวดท้องรุนแรง ปวดเอวร้าวลงขาหนีบ ปัสสาวะมีเลือด ไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน หรือปัสสาวะออกน้อย ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของนิ่วอุดตันหรือการติดเชื้อที่ต้องรักษาเร่งด่วน

ดังนั้น ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยจากนิ่วในไตเสมอไป หากพฤติกรรมการกินยังเต็มไปด้วยชาเข้ม อาหารออกซาเลตสูง อาหารเค็ม อาหารพิวรีนสูง เครื่องดื่มหวาน หรืออาหารเสริมที่กินโดยไม่จำเป็น เพราะนิ่วเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งชนิดอาหาร ระบบเผาผลาญ พันธุกรรม โรคประจำตัว และการติดเชื้อ

วิธีป้องกันที่ดีกว่าคือดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ลดอาหารเค็ม จำกัดอาหารเสี่ยงตามชนิดนิ่ว กินแคลเซียมจากอาหารในปริมาณเหมาะสม และพบแพทย์หากเคยเป็นนิ่วซ้ำหรือมีอาการผิดปกติ เพราะการรู้ชนิดของนิ่วจะช่วยให้ป้องกันได้ตรงจุดกว่าการเดาเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...