ผู้ทำแท้งไม่เคยกระจอก และการรับผิดชอบ ไม่ได้แปลว่าต้องคลอดเสมอไป จากกรณีรายการ ‘อย่าหาว่าน้าสอน’ ที่สะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากยังมีอคติกับผู้ทำแท้ง
เรื่องการทำแท้งได้กลายเป็นประเด็นให้พูดถึงอีกครั้ง จากรายการ อย่าหาว่าน้าสอน ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งโทรไปปรึกษาน้าเน็กผู้เป็นเจ้าของรายการ ว่าเธอตั้งท้องและทำให้คนรักอยากเลิกรา เธอจึงต้องการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งคำตอบส่วนหนึ่งที่เธอได้รับก็คือ “แค่อยาก ***กัน สุดท้ายเอาออก อย่าอ้างเศรษฐกิจ อย่าอ้างความยากลำบาก อย่าอ้างไม่มีเงิน ไม่มีทอง อย่าอ้างพร้อม ไอ*** มึงก็แค่กระจอก”
คำตอบนี้นับว่าเป็นการลดทอนคุณค่าของผู้ที่เลือกยุติการตั้งครรภ์ ทั้งยังเป็นการเพิกเฉยต่อเงื่อนไขสำคัญในชีวิตของเธอคนนั้น รวมถึงสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเธอไปโดยปริยาย โดยหลังจากข้อความนี้ได้เผยแพร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตจำนวนมากที่พุ่งเป้าโจมตีเจ้าของเรื่องที่โทรมาขอคำปรึกษา ซึ่งสะท้อนได้ว่าคนจำนวนมากในสังคมไทยยังเต็มไปด้วยอคติต่อผู้ทำแท้ง และมองว่า ‘ความรับผิดชอบ’ หมายถึงการต้องคลอดออกมาเพียงเท่านั้น
ทั้งที่ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่อนุญาตให้ทำแท้ง นั่นคือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ที่อนุญาตให้อายุครรภ์ไม่เกิน 12 หรือ 20 สัปดาห์เข้ารับการยุติการตั้งครรภ์ได้ และในหลายๆ กรณี การทำแท้งก็เป็นทางเลือกในการป้องกันไม่ให้อีกหนึ่งชีวิต ต้องเกิดมาเผชิญกับต้นทุนติดลบหรือสภาพแวดล้อมที่ขาดความพร้อม ในแง่หนึ่ง การตัดสินใจที่จะไม่คลอด ก็นับว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตที่ต้องเกิดมาเช่นกัน
ที่สำคัญ ตัวผู้ตั้งครรภ์เองก็ต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอย่างมากในการตัดสินใจ เพราะในสังคมบ้านเรายังเต็มไปด้วยการตีตรา ทั้งจากคนในสังคม (ซึ่งกรณีรายการอย่าหาว่าน้าสอนนี้ก็ช่วยยืนยันว่ามันเกิดขึ้นจริง) หรือกระทั่งบุคลากรทางการแพทย์ที่มีหน้าที่ให้บริการ การเลือกทางเดินนี้จึงเป็นการเผชิญหน้ากับความจริงที่ ‘ไม่ง่าย’ ซึ่งถือว่าห่างไกลจากคำว่า ‘กระจอก’ หรือการหนีปัญหามากนัก
ผู้ตั้งครรภ์รู้ดีว่าร่างกายตนเองต้องเผชิญกับอะไร โดยเฉพาะบาดแผลทางจิตใจที่อาจอยู่กับเธอคนนั้นไปอีกยาวนาน ทั้งการตั้งคำถามกับตัวเอง เผชิญคำถามจากสังคม บางคนอาจต้องถูกหลอกหลอนด้วยเรื่องบาปกรรมหรือเรื่องผีสางที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยซึ่งหลายคนมักหยิบมายัดเยียดใส่ผู้ที่เลือกทำแท้ง ทั้งที่การตัดความเสี่ยงที่เด็กคนหนึ่งจะต้องเกิดมาเผชิญความยากลำบากซึ่งจะส่งผลต่อเด็กคนหนึ่งไปทั้งชีวิต ไม่ใช่ความผิดบาปด้วยซ้ำ
และหากจะว่าถึงสาเหตุของปัญหาท้องไม่พร้อม แน่นอนว่าเรายังคงต้องสื่อสารเรื่องการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีที่เลือกทำแท้งนั้นเกิดจากการไม่ป้องกัน อย่างที่ ‘มูลนิธิทำทาง’ ระบุถึงสถิติว่า “คนที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมส่วนมากผ่านการคุมกำเนิด แต่การคุมกำเนิดทุกประเภทล้วนมีโอกาสผิดพลาด”
ไม่เพียงเท่านั้น ปัญหาท้องไม่พร้อมในหลายกรณีก็ไม่ใช่เพียงเรื่องความต้องการทางเพศของปัจเจกบุคคล แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยรายงาน State of World Population โดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ระบุว่า ในแต่ละปีมีสถิติการตั้งครรภ์ไม่พร้อมสูงถึง 121 ล้านครั้งทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการตั้งครรภ์ทั้งหมด และตัวเลขนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเหลื่อมล้ำ โดยผู้หญิงที่ยากจนและไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน มักขาดความรู้เรื่องการคุมกำเนิดและไม่มีอำนาจในการปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ (สถิติพบว่าเกือบ 1 ใน 4 ของผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนา ไม่สามารถปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์กับสามีหรือคู่รักได้)
หากสังคมยังบังคับให้ผู้ตั้งครรภ์ที่อยู่ในสภาวะยากจนและไม่พร้อมต้องคลอดลูกเท่านั้น ย่อมเป็นการซ้ำเติมให้สถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวนั้นย่ำแย่ลง และเป็นการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นไปสู่เด็กที่กำลังจะเกิดมา การให้สิทธิพวกเธอในการเลือกยุติการตั้งครรภ์ จึงเป็นการคืนอำนาจในการจัดการชีวิตของตัวเอง เพื่อให้พวกเธอพร้อมที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ก่อนที่จะตัดสินใจมีบุตรในเวลาที่เหมาะสมจริงๆ
และที่สุดแล้ว ผู้ที่เผชิญปัญหานี้อาจเป็นใครก็ได้ แม้ในทางสถิติ คนที่ประสบสภาวะยากจนอาจมีแนวโน้มท้องไม่พร้อมที่สูงกว่า แต่ใช่ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ในสถานะทางสังคมอื่นๆ และเราคงต้องย้ำกันอีกครั้งว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายตัวเองนั้นเป็นสิทธิของเจ้าของร่างกายเอง ไม่ใช่เรื่องที่ใครอื่นจะเข้าไปตัดสินหรือตีตรา เพราะนอกจากจะไม่ได้เป็นการช่วยให้ชีวิตของผู้ตั้งครรภ์ดีขึ้น ยังเป็นการฝากบาดแผลร้ายแรงให้กับพวกเธอ โดยที่ไม่จำเป็นเลย
อ้างอิง
https://www.facebook.com/share/v/17nLQJMMnD/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/p/18uKzdsgFY/
บทความต้นฉบับได้ที่ : ผู้ทำแท้งไม่เคยกระจอก และการรับผิดชอบ ไม่ได้แปลว่าต้องคลอดเสมอไป จากกรณีรายการ ‘อย่าหาว่าน้าสอน’ ที่สะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากยังมีอคติกับผู้ทำแท้ง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com