ทลายขบวนการลอบขนแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ชำแหละเส้นทางเงิน บัญชีม้า-บริษัทบังหน้า ท่อน้ำเลี้ยงหลักสูบเงินคนไทยไปหล่อเลี้ยงฐานอาชญากรรมไซเบอร์
วันที่ 21 พ.ค. 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก.,พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป.,พ.ต.อ.สุธี เสน่ห์ลักษณา รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น
รอง ผบก.ปพ., ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป., ว่าที่ พันตำรวจเอก เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป., พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป., พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป.,พ.ต.อ.สมศักดิ์ เนียมเล็ก ผกก.5 บก.ป., พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองไสย ผกก.6 บก.ป., พ.ต.อ.นโรตม์ ยุวบูรณ์ ผกก.3 บก.ทล., พ.ต.อ.พงษ์พันธ์ ศิริภัทรนุกุล ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.ปพ., พ.ต.อ.นพรัตน์ คำมาก ผกก.สายตรวจ บก.ปพ. และ พ.ต.อ. อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บก.ป.,บก.ทล.,บก.ปพ.
ได้บูรณาการร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา 22 ราย ดังนี้
1.นายภูมิพัฒน์ (นามสมมติ) อายุ 34 ปี สัญชาติไทย
2.น.ส.กานต์ธิดา (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติไทย
3.นางสาวิตรี (นามสมมติ) อายุ 33 ปี สัญชาติไทย
4.น.ส.ชลธิชา (นามสมมติ) อายุ 38 ปี สัญชาติไทย
5.น.ส.พิมพ์ชนก (นามสมมติ) อายุ 36 ปี สัญชาติไทย
6.นางปาริชาติ (นามสมมติ) อายุ 37 ปี สัญชาติไทย
7.นายบุญส่ง (นามสมมติ) อายุ 52 ปี สัญชาติไทย
8.นายณรงค์ศักดิ์ (นามสมมติ) อายุ 45 ปี สัญชาติไทย
9.นายวีรภัทร (นามสมมติ) อายุ 37 ปี สัญชาติไทย
10.นายสมบัติ (นามสมมติ) อายุ 56 ปี สัญชาติไทย
11.นายชาญชัย (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติไทย
12.นายประสิทธิ์ (นามสมมติ) อายุ 50 ปี สัญชาติไทย
13.นายธีรเดช (นามสมมติ) อายุ 41 ปี สัญชาติไทย
14.น.ส.รัตนา (นามสมมติ) อายุ 40 ปี สัญชาติไทย
15.นายจักรพันธ์ (นามสมมติ) อายุ 31 ปี สัญชาติไทย
16.น.ส.สุภาวดี (นามสมมติ) อายุ 50 ปี สัญชาติไทย
17.น.ส.วารุณี (นามสมมติ) อายุ 75 ปี สัญชาติไทย
18.นายภาคภูมิ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี สัญชาติไทย
19.น.ส.ณิชาภัทร (นามสมมติ) อายุ 27 ปี สัญชาติไทย
20.น.ส.ปวีณา (นามสมมติ) อายุ 34 ปี สัญชาติไทย
21.นายกฤษณะ (นามสมมติ) อายุ 24 ปี สัญชาติไทย
22.นายอัครพล (นามสมมติ) อายุ 28 ปี สัญชาติไทย
โดยผู้ต้องหาที่ 1-13 เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ในความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม, สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน
และร่วมกันฟอกเงิน (คดีอยู่ในความรับผิดชอบของ กก.2 บก.ป.) และผู้ต้องหาที่ 14-22 เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ความผิดฐาน เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (คดีอยู่ในความรับผิดชอบของ กก.6 บก.ป.)
พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 14 รายการ ดังนี้
1. เงินสดจำนวน117,500 บาท
2. สมุดบัญชี/บัตรเครดิตจำนวน33 เล่ม/ใบ
3. รถยนต์จำนวน6 คัน
4. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวน 35 เครื่อง
5. ทองคำจำนวน 10 บาท
6. โฉนดที่ดดินจำนวน 6 ฉบับ
7. ของสะสมจำนวน208 ชิ้น
8. พระเครื่องจำนวน88 องค์
9. สิ่งของแบรนด์เนมจำนวน6 ชิ้น
10. เครื่องประดับจำนวน 9 ชิ้น
11. ยาไอซ์จำนวน 1 ซอง พร้อมอุปกรณ์การเสพ
12. ยาบ้าจำนวน 15 เม็ด
13. อาวุธปืนจำนวน 2 กระบอก
14. เครื่องกระสุนจำนวน 350 นัด
รวมมูลค่าของกลางกว่า 20 ล้านบาท
สถานที่จับกุมและตรวจค้น รวม 14 จังหวัด 23 จุดตรวจค้น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, จันทบุรี, ระยอง, นครปฐม, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, เชียงราย, เชียงใหม่, กำแพงเพชร, ตาก, ชัยนาท, ขอนแก่น, ชัยภูมิ, ศรีสะเกษ, ตรัง และพื้นที่เกี่ยวข้อง โดยผลการตรวจค้นพบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงการแบ่งหน้าที่ การรับ-ส่งบุคคลต่างด้าว การใช้ยานพาหนะหลายคัน การรับเงินค่าจ้าง การใช้บัญชีธนาคารหลายทอด และการใช้ นิติบุคคลบางรายเป็นทางผ่านของเงิน
พฤติการณ์ เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 68 ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.(ชลบุรี) ได้ตรวจสอบจากการข่าวพบว่ามีการจับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน จำนวน 42 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือ 215 เครื่อง ในพื้นที่ชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมตรวจพบโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.(ชลบุรี) จึงเริ่มสืบสวนขยายผล จนพบว่ามีกลุ่มรถยนต์หลายคันร่วมขบวน ทำหน้าที่รับ-ส่งบุคคลต่างด้าวเป็นช่วงๆ จากพื้นที่ตอนในของประเทศไปยังพื้นที่ชายแดน (ตาก-จันทบุรี) จึงได้วางแผนสกัดจับกุม
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล. 2 กก.3 บก.ทล.(ชลบุรี) ได้วางแผนและเข้าสกัดจับกุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 68 ในเส้นทางพื้นที่ภาคตะวันออก บนถนนทางหลวงหมายเลข 344 กม.80 (ขาออก กทม.) ต.พลงตาเอี่ยม อ.วังจันทร์ จ.ระยอง พบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ที่เดินทางร่วมกันเป็นขบวน สามารถจับกุม ผู้ขับขี่ชาวไทย 2 ราย พร้อมบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน 6 ราย อีกทั้งตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 25 เครื่อง บัตร ATM 8 ใบ และยานพาหนะที่ใช้ในการลำเลียงไว้เป็นพยานหลักฐาน จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อมูลการติดต่อ การสั่งการ และพยานหลักฐานอื่นๆ อันพบเป็นพฤติการณ์เครือข่ายลักลอบลำเลียงบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน เข้าออกประเทศโดยผิดกฎหมาย มีจำนวนผู้กระทำความผิดร่วมกันหลายกลุ่ม และแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบและองค์กร
หลังการจับกุมครั้งที่ 1 เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลต่อเนื่องจากพยานหลักฐานที่ตรวจยึดได้ พบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเฉพาะผู้ขับรถในวันเกิดเหตุ แต่ยังมีผู้สั่งการ ผู้ประสานงาน ผู้จัดหารถ ผู้สนับสนุนด้านการเงิน และกลุ่มรับช่วงในพื้นที่ปลายทาง ซึ่งแบ่งหน้าที่กันทำงานเป็นลำดับชั้นในหลายพื้นที่ ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.(ชลบุรี) ได้ขยายผลจับกุมครั้งที่ 2 บนถนนทางหลวงหมายเลข 344 กม.43 และ 57 (ขาเข้า กทม.) ต.หนองใหญ่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี พบผู้ต้องหาชาวไทยอีก 2 ราย ใช้รถยนต์ 2 คัน ลำเลียงบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนรวม 4 ราย โดยพยานหลักฐานที่ตรวจพบเชื่อมโยงกับเครือข่ายเดียวกับการจับกุมวันที่ 7 ธ.ค. 68 ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นขบวนการเดียวกันที่ดำเนินการซ้ำหลายครั้ง ไม่ใช่เหตุเฉพาะราย
จากพยานหลักฐานทั้งหมดวิเคราะห์ได้ว่า เป็นการรวมกลุ่มกัน มีสมาชิกเป็นองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกระทำความผิด และปกปิดวิธีการดำเนินงาน มีลักษณะเข้าองค์ประกอบความผิดอั้งยี่ และร่วมกันหรือสนับสนุนการขนคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ต่อมาได้ทำการสืบสวนเชิงลึกพบผู้สั่งการได้รับเงินทุนในการสนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวจากกลุ่มบัญชีม้าทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ซึ่งพฤติกรรมการเป็นอั้งยี่ดังกล่าว เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้มีพฤติกรรมโอนรับทรัพย์สิน ปกปิดอำพราง และควรจะรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดจากการเป็นอั้งยี่และขนคนโดยผิดกฎหมาย อันเข้าองค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงิน จึงได้ขยายผลร่วมกับ กก.2 บก.ป. เพื่อออกหมายจับผู้ต้องหา 16 ราย
ต่อมาจากการสืบสวนพบว่าเงินทุนของเครือข่ายรับมาจากบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (SCAMMER) ซึ่งมีผู้เสียหายหลายรายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ ซึ่งเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงิน และเงินของผู้เสียหายได้ถูกโอนไปยังบัญชีม้าจำนวนหลายแถวจนไปถึงบัญชีเงินทุนดังกล่าว จากการตรวจสอบบัญชีต้องสงสัยทั้งหมดโดยละเอียดพบความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์รวม 181 คดี มีธุรกรรม 665 รายการ และยอดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 185 ล้านบาท พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชนคนไทยมาใช้เป็นทุนในการเคลื่อนย้ายบุคคลต่างด้าว จ่ายค่าจ้างผู้ลำเลียง จัดหายานพาหนะ และอำพรางทรัพย์สินผ่านบัญชีบุคคลกับนิติบุคคลบังหน้า โดย กก.6 บก.ป. ได้ทำการสืบสวนผู้เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์และติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 9 ราย เพื่อดำเนินคดี
จากพยานหลักฐานทั้งหมด เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเครือข่ายนี้เป็นขบวนการขนคนจีนข้ามชาติ มีการวางแผนล่วงหน้า แบ่งหน้าที่กันทำงานหลายพื้นที่ และพยายามลดการเชื่อมโยงถึงตัวการหลัก โดยใช้เงินจากอาชญากรรมออนไลน์เป็นท่อน้ำเลี้ยงในการขยายเครือข่ายลำเลียงบุคคลต่างด้าวข้ามประเทศ
ทั้งนี้ รายละเอียดเชิงเทคนิค วิธีการสืบสวน และข้อมูลปฏิบัติการเฉพาะ ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อรักษาความลับของทางราชการและประสิทธิภาพในการขยายผลต่อไป
ผลปฏิบัติในการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บก.ป., บก.ทล. และ บก.ปพ. เพื่อเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 23 จุด 14 จังหวัด ติดตามผู้ต้องหาตามหมายจับ 25 หมาย สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 22 ราย และอยู่ระหว่างหลบหนีอีก 3 ราย พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางได้รวม 14 รายการข้างต้น เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีและขยายผลต่อไป
มุมข่าว รายงาน