โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สมรภูมิ AI บิ๊กเทคแย่งทุน อาจดัน เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยโลกพุ่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด AI กำลังเป็นตัวการใหญ่ทำเงินเฟ้อโลกพุ่ง หลังบิ๊กเทคกวาดเม็ดเงินลงทุน-แร่ทองแดงวิกฤตผลิตไม่ทัน ดันต้นทุนการเงินและดอกเบี้ยโลกเพิ่ม

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เผยในหัวข้อ "AI กับ Geopolitics" ว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่าสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนถือเป็น "สงคราม AI ครั้งแรกของโลก" ที่พลิกโฉมจากตำราสงครามแบบเดิมๆ

จาก ที่เคยเชื่อว่าฝ่ายที่มีกำลังทหารหรือรถถังมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ แต่ยูเครนกลายเป็นห้องทดลองสงคราม AI ขนาดใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนระบบ Data Intelligence และเครือข่ายดาวเทียมจากสหรัฐฯ

ในขณะเดียวกัน อิหร่านได้เข้ามาหนุนหลังรัสเซียด้วยการส่งฝูงโดรนรบเข้าร่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความได้เปรียบทางต้นทุนที่น่ากลัว โดยโดรนหนึ่งตัวมีราคาเพียงประมาณ 20,000 ดอลลาร์ แต่ฝ่ายตรงข้ามต้องใช้ระบบสกัดกั้น (Intercept) ที่มีราคาสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ (ต่างกันถึง 100 เท่า) การโจมตีด้วยฝูงโดรนที่ขับเคลื่อนด้วยระบบสมองกลอัจฉริยะ (Autonomous AI) แบบ Real-time โดยไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณดาวเทียมแบบเดิม ทำให้ยุทโธปกรณ์ราคาแพงของโลกยุคเก่าแทบจะไร้ความหมาย ความได้เปรียบจึงตกเป็นของผู้ที่มีความสามารถด้าน Intelligence ที่เหนือกว่า

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสมรภูมิล่าสุด คือการที่เป้าหมายการโจมตีเปลี่ยนจากการทำลายล้างทางกายภาพไปสู่ "Data Center" เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันทำหน้าที่เป็นขุมพลังทั้งในภาคพลเรือนและภาคความมั่นคงครึ่งต่อครึ่ง และนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กระทรวงกลาโหมของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภาคเอกชน (Commercial/Big Tech) เนื่องจากภาครัฐพัฒนาตามไม่ทัน

นอกจากนี้ การล่มสลายของ กำแพงเบอร์ลิน ในปี 1990 ถูกระบุว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง หลังจากการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน โลกได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า "Peace Dividend" หรือช่วงเวลาที่ได้รับผลประโยชน์จากความสงบสุขของโลก

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานับจากเหตุการณ์นั้น รัฐบาลในหลายประเทศลดความกังวลเรื่องสงครามลง และเปลี่ยนไปมุ่งเน้นการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจแทน ส่งผลให้งบประมาณด้านความมั่นคงและกะลาโหมถูกลดทอนลง เนื่องจากมีความเชื่อว่า "โลกจะไม่รบกันอีกแล้ว"

แนวคิดที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคกำแพงเบอร์ลินล่มสลายได้เริ่มสิ้นสุดลง เมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ ที่บีบให้ประเทศต่างๆ ต้องกลับมาเร่งลงทุนด้านการทหารและเทคโนโลยี AI เพื่อพึ่งพาตนเองอีกครั้ง

เค้ก 5 ชั้นของ AI และวิกฤตทรัพยากรที่มีจำกัด

เจนเซน หวง (Jensen Huang) CEO ของ Nvidia เคยเปรียบเทียบ AI ยุคนี้ไว้ว่าไม่เหมือนยุค Dot-com ในอดีตที่เป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ แต่ AI ยุคนี้เปรียบเหมือน "เค้ก 5 ชั้น" ที่ต้องสร้างฐานรากจากโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและฮาร์ดแวร์ โดยมีหัวใจสำคัญดังนี้

ชั้นที่ 1 พลังงาน (Energy): ฐานรากที่สำคัญที่สุด เนื่องจาก AI ไม่เหมือน Search Engine แบบเดิม แต่เป็นการ "ผลิตความรู้แบบ Real-time" ซึ่งกินพลังงานมหาศาล คาดการณ์ว่าในอนาคต AI จะดึงพลังงานไปใช้สูงถึง 15% ของระบบจ่ายไฟทั้งหมด จนทำให้บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ต้องผันตัวมาเป็นผู้สร้างโรงงานผลิต (Manufacturing) และไล่ซื้อพลังงานสะอาดและนิวเคลียร์

ชั้นที่ 2 ชิปประมวลผล (Chips): ความต้องการชิปหน่วยความจำ (DRAM) พุ่งสูงจนราคาปรับขึ้น 5 เท่าในรอบปี ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในองค์กรอย่าง Samsung ที่พนักงานแผนกชิป AI ได้รับโบนัสสูงถึงหลักแสนดอลลาร์ เทียบกับแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป

ชั้นที่ 3 โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure): ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ต้องมองเป็น "AI Factory" (โรงงานผลิต AI) ซึ่งต้องใช้ทั้งที่ดิน พลังงาน ปูนซีเมนต์ น้ำ และสายไฟไฟเบอร์ออปติกจำนวนมาก

ชั้นที่ 4 และ 5 โมเดลและแอปพลิเคชัน (Model & Application): ส่วนยอดของเค้กที่จะพัฒนาไปสู่ Physical AI เช่น โดรนรบ หรือรถยนต์ไร้คนขับ

ในขณะที่ความต้องการใช้งาน AI ของมนุษย์มีแนวอย่างไม่จำกัด (Unlimited Demand) แต่ทรัพยากรในโลก (Supply) กลับมีจำกัดอย่างยิ่ง การขาดแคลนลามไปถึงแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะ "ทองแดง" (Copper) ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดและเส้นประสาทของ AI Factory ในการนำไฟฟ้า ระบายความร้อน และแลกเปลี่ยนข้อมูล

โดย AI Factory ต้องใช้ทองแดงมากกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปถึง 5 เท่า จนเกิดภาวะ Supply ผลิตไม่ทันความต้องการ แม้กระทั่งในตลาดแรงงาน แรงงานฝีมือในโลกกายภาพอย่าง "ช่างไฟ ช่างประปา และช่างก่อสร้าง" สำหรับสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ กลายเป็นที่ต้องการและขาดแคลนมากกว่าผู้จบปริญญาเอกด้าน Computer Science เสียอีก

"Orbital Data Center" ทางออกของ Elon Musk สู่โรงงานบนห้วงอวกาศ

เมื่อข้อจำกัดบนโลกมีมากเกินไป ทั้งเรื่องการขอใบอนุญาต สิ่งแวดล้อม การขาดแคลนที่ดิน น้ำ และพลังงาน อีลอน มัสก์ (Elon Musk) จึงนำเสนอแนวคิดการย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นไปบนอวกาศในชื่อ "Orbital Data Center"

แก้ปัญหาพลังงาน เพราะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

แก้ปัญหาระบบหล่อเย็น (Cooling) แม้อวกาศจะเป็นสูญญากาศที่ไม่มีอากาศช่วยถ่ายเทความร้อน แต่จะใช้ระบบแอมโมเนียเหลวลดอุณหภูมิ และปล่อยความร้อนออกไปในรูปแบบของรังสีอินฟราเรด (Infrared Radiation) แทน

ความเร็วในการส่งข้อมูล ตัวสถานีดาวเทียมขนาดใหญ่ยักษ์ (AI 1) จะโคจรอยู่เหนือโลก 550 กิโลเมตร ยิงสัญญาณด้วยเลเซอร์ด้วยความเร็วแสง ทำให้ใช้เวลาไป-กลับเพื่อประมวลผลข้อมูล (Latency) ไม่เกิน 50 มิลลิวินาที ซึ่งมนุษย์จะไม่รู้สึกถึงความล่าช้า โดยจะเน้นรองรับการประมวลผลคำถามทั่วไป (Offload Query) ส่วนการเทรนโมเดลคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนยังคงต้องทำบนโลก

ด้วยความได้เปรียบที่มัสก์มีจรวด Starship ของ SpaceX ทำให้เขาสามารถควบคุมต้นทุนการขนส่ง และสเกลการติดตั้งดาวเทียม Data Center ได้อย่างรวดเร็วเป็นสิบๆ ตัวพร้อมกัน ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งทะยานสู่ 2-2.5 ล้านล้านดอลลาร์ แม้จะยังไม่เริ่มส่งมอบบริการจริงในปี 2027 แต่ยอดจองกำลังการผลิต (Capacity) นั้นเต็มล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว

สงครามแย่งชิงทุน (Capital Grap) และภาวะเงินเฟ้อ

เม็ดเงินลงทุนใน Fal Infrastructure หรือโรงงาน AI ทั่วโลกในปีนี้พุ่งสูงถึง 600,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะแตะระดับ "ล้านล้านดอลลาร์ทุกปี" ในอนาคตอันใกล้ ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต่างแย่งชิงระดมทุนผ่านการออกหุ้นและบอนด์ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่ภาครัฐทั่วโลกต้องการกู้เงินเพื่อความมั่นคงและการทหาร

การแย่งชิงเม็ดเงินทุน (Capital) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้บริษัทที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ AI ต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงิน (Cost of Funding) ที่สูงขึ้นตามไปด้วย

“วิกฤตการณ์ "Global Resource Race" ทั้งการแย่งชิงคน พลังงาน แร่ธาตุ และเงินทุนในครั้งนี้ จึงเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ของโลกในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...