“สงครามอิหร่าน” ทำบริษัททั่วโลกเสียหายแล้วกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์
"สงครามอิหร่าน" ทำบริษัททั่วโลกเสียหายแล้วกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่หลายบริษัทเริ่มขึ้นราคา ลดการผลิต และปรับลดคาดการณ์กำไรต่อเนื่อง
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.10 น. สำนักข่าวรอยเตอร์วิเคราะห์ว่า สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านได้สร้างความเสียหายให้บริษัททั่วโลกแล้วอย่างน้อย 25,000 ล้านดอลลาร์ และต้นทุนดังกล่าวยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
จากการตรวจสอบแถลงการณ์ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น พบว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง ห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก และเส้นทางการค้าสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากการที่อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อมูลระบุว่า มีบริษัทอย่างน้อย 279 แห่ง ที่ระบุว่าสงครามเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องออกมาตรการป้องกันผลกระทบทางการเงิน เช่น การขึ้นราคาสินค้า ลดกำลังการผลิต ระงับการจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืน พักงานพนักงาน เพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง หรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากรัฐบาล
ความปั่นป่วนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวิกฤตใหญ่ของภาคธุรกิจโลก ต่อจากการระบาดของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยหลายบริษัทเริ่มปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
Marc Bitzer ซีอีโอของ Whirlpool Corporation กล่าวว่า ระดับการชะลอตัวของอุตสาหกรรมในปัจจุบันใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตการเงินโลก และรุนแรงกว่าช่วงเศรษฐกิจถดถอยอื่น ๆ หลังบริษัทตัดสินใจลดคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปีลงครึ่งหนึ่งและระงับการจ่ายเงินปันผล
นักวิเคราะห์ มองว่า เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว อำนาจในการขึ้นราคาของบริษัทจะลดลง ขณะที่ต้นทุนคงที่กลับรับมือได้ยากขึ้น ส่งผลให้กำไรของภาคธุรกิจเสี่ยงถูกบีบในไตรมาส 2 และหลังจากนี้
Bitzer ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้บริโภคเริ่มชะลอการซื้อสินค้าใหม่ และหันไปซ่อมแซมของเดิมแทน
บริษัทจำนวนมากเริ่มเตือนถึงต้นทุนที่พุ่งขึ้น เช่น Procter & Gamble, Karex Berhad ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ของมาเลเซีย และ Toyota Motor Corporation
การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญที่สุดของโลก ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากช่วงก่อนสงคราม
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น วัตถุดิบขาดแคลน และเส้นทางการค้าหลายสายหยุดชะงัก โดยสินค้าอย่างปุ๋ย ฮีเลียม อะลูมิเนียม และโพลีเอทิลีนได้รับผลกระทบหนัก
โดยประมาณ 20% ของบริษัทในรายงาน ซึ่งครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่เครื่องสำอาง ยางรถยนต์ ผงซักฟอก ไปจนถึงสายการบินและธุรกิจเรือสำราญ ระบุว่า สงครามสร้างผลกระทบทางการเงินโดยตรง
บริษัทส่วนใหญ่อยู่ในอังกฤษและยุโรป ซึ่งเดิมก็เผชิญต้นทุนพลังงานสูงอยู่แล้ว ขณะที่เกือบหนึ่งในสามเป็นบริษัทจากเอเชีย ซึ่งพึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงจากตะวันออกกลางอย่างมาก
รอยเตอร์เปรียบเทียบว่า ภายในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัททั่วโลกเคยประเมินต้นทุนจากมาตรการภาษีปี 2568 ของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งระดับความเสียหายจากสงครามครั้งนี้กำลังเข้าใกล้ตัวเลขดังกล่าว โดยกลุ่มสายการบินได้รับผลกระทบหนักที่สุด คิดเป็นมูลค่าราว 15,000 ล้านดอลลาร์ จากราคาน้ำมันเครื่องบินที่เกือบเพิ่มขึ้นเท่าตัว
ด้านToyota เตือนว่า บริษัทอาจเผชิญผลกระทบมูลค่า 4,300 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ P&G ประเมินว่ากำไรหลังหักภาษีอาจหายไปราว 1,000 ล้านดอลลาร์
McDonald's Corporation ระบุว่า บริษัทคาดต้นทุนระยะยาวจะเพิ่มขึ้นจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ยืดเยื้อ โดย Chris Kempczinski กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่สูงกำลังกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภครายได้น้อยอย่างชัดเจน
ทั้งนี้เกือบ 40 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ และวัสดุ ระบุว่าเตรียมขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนปิโตรเคมีจากตะวันออกกลาง
Newell Brands เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะเพิ่มต้นทุนให้บริษัทประมาณ 5 ล้านดอลลาร์
ส่วน Continental AG ผู้ผลิตยางรถยนต์จากเยอรมนี คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างน้อย 100 ล้านยูโรในไตรมาส 2 จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยผู้บริหารบริษัทระบุว่า ผลกระทบเต็มรูปแบบจะเริ่มเห็นชัดในช่วงครึ่งหลังของปี
แม้ผลประกอบการบริษัทหลายแห่งในไตรมาสแรกยังแข็งแกร่ง และช่วยให้ดัชนีอย่าง S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แต่ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า นักวิเคราะห์เริ่มปรับลดคาดการณ์อัตรากำไรสุทธิของหลายกลุ่มธุรกิจในไตรมาส 2 ลงแล้ว
ด้าน นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs มองว่า บริษัทในดัชนี STOXX 600 ของยุโรปจะเริ่มเผชิญแรงกดดันต่อกำไรในไตรมาส 2 เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นเริ่มส่งผ่านได้ยาก และการป้องกันความเสี่ยงด้านต้นทุนทยอยหมดลง
Gerry Fowler จาก UBS Group AG ระบุว่ากลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค เช่น รถยนต์ โทรคมนาคม และสินค้าในครัวเรือน กำลังเผชิญการปรับลดคาดการณ์กำไรลงมากกว่า 5% สำหรับช่วง 12 เดือนข้างหน้า
ในญี่ปุ่น นักวิเคราะห์ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตกำไรไตรมาส 2 ลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 11.8%
Rami Sarafa กล่าวว่า ผลกระทบต่อกำไรบริษัทยังไม่ปรากฏเต็มที่ในงบการเงินส่วนใหญ่ และอาจเริ่มเห็นชัดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
อ้างอิง : www.reuters.com