เกมแก้ รธน. เดือด! ปมตัดอำนาจ สว. เสี่ยงร่างคว่ำ ‘ภูมิใจไทย’ ส่งสัญญาณไม่เอาด้วย
สัปดาห์นี้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) คงมีความชัดเจนมากขึ้น หลังก่อนหน้านั้น รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและนอกสภา ถึงความจริงใจในการผลักดันการแก้ไขกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ ในนโยบายก็ไม่ได้กำหนดไว้ ความพยายามแก้ไขก็ไม่มีผลเป็นรูปธรรม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีการพิจารณาเรื่องเร่งด่วน การให้ความเห็นชอบพิจารณาร่างพ.ร.บ. ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของ รธน. มีร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของสภา และ วุฒิสภา ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร้องขอต่อสภา จำนวน 34 ฉบับ โดยไม่มีการผลักดันร่างการแก้ไข รธน.ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) อีกทั้ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ชี้แจงว่า เรื่องการแก้ไข รธน. เป็นเรื่องของสภา ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
“นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในสังกัดพรรค ภท. กล่าวชี้แจงในระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภา ว่า พรรค ภท. มีความจริงใจและมีเจตจำนงชัดเจนต่อการแก้ รธน. โดยเปิดช่องให้มีสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) และได้หารือกับ นายอนุทิน ฐานะหัวหน้าพรรค และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ฐานะเลขาธิการพรรค ว่า วันที่ 19 พ.ค. จะประชุมพรรค ภท. ส่วนร่างได้ยกร่างเสร็จแล้ว หากไม่มีเหตุขัดข้องจะมีมติ และเสนอร่างโดย สส.ทั้ง 190 คน และนำเสนอร่างแก้ไข รธน. ต่อรัฐสภาต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ตามผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง
เชื่อว่าพรรคฝ่ายค้าน คงจับตามองเนื้อหาการแก้ไขร่าง รธน. ของพรรค ภท. เพราะในฐานะเสียงข้างมากในสภา ที่มาของ ส.ส.ร. จะยังคงไว้ซึ่งการให้อำนาจวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบการแก้ไข รธน. หรือไม่ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลจะหนุนร่างของพรรคแกนนำรัฐบาลหรือไม่ อีกทั้งพรรค ภท. มีเสียง สส. 192 เสียง บวกรวมกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อีก 140 เสียง นั่นหมายความว่ามีเสียงข้างมากของรัฐสภา สามารถกำหนดเนื้อหาได้ตามต้องการ จะเกิดปรากฏการณ์กินรวบหรือไม่
ด้าน "นายชูศักดิ์ ศิรินิล" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางพรรค พท. เรื่องการแก้ไข รธน. เตรียมพูดคุยในคณะทำงานพรรคที่มี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมอยู่ด้วยในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางของพรรคฯ ว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อ ใน 2 ประเด็นใหญ่ คือตัวร่างแก้ไข รธน. จะใช้ร่างแบบเดิมที่ให้แต่ละจังหวัดเลือก สมาชิก ส.ส.ร. มา แล้วให้รัฐสภาเลือกอีกรอบหรือไม่
ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้เลือกโดยตรง ไม่ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยศาล รธน. และยึดหลักประชาธิปไตยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกบุคคลมาเป็น ส.ส.ร. หรือจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อีกประเด็น คือ เรามี สส. 74 เสียง ต้องขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่น ให้ร่วมลงชื่อในการเสนอร่างแก้ไข รธน. ให้ถึง 1 ใน 5 ซึ่งเชิงหลักการเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนรวม ต้องร่วมมือร่วมใจแก้ไข รธน. ไม่ควรคิดว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ดังนั้นใครคิดว่าร่างแก้ไข รธน. ของพรรค พท. หลักการไปได้ เป็นผลดีกับการปฏิรูปการเมืองจะขอความร่วมมือในการลงชื่อ แต่ทั้งหมดต้องหารือกันก่อนถึงจะมีผลสรุปออกมาว่า พรรคฯ จะดำเนินการอย่างไร แต่เท่าที่ตรวจสอบจากคณะผู้บริหารเข้าใจว่าจะให้เดินหน้าต่อ
ขณะที่ "น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์" สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรค ปชน. ให้ความเห็นกรณีพรรค ภท. และพรรค พท. เตรียมผลักดันร่างแก้ไข รธน. ว่า เป็นเรื่องที่ดี และเคารพเสียงของประชาชน แม้ไม่ได้ดึงร่างเก่ากลับมา แต่สิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นชัด คือ ร่างของ ครม. เพราะเขายื่นกลับมา ในฐานะร่างพรรค ภท. ซึ่งไม่ได้แสดงเจตจำนงของรัฐบาล
“สิ่งที่เราอยากเห็น คือ รัฐบาลเอาจริงกับการผลักดันแก้ไข รธน. เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ฉะนั้น จึงควรมีร่างของ ครม. ที่เป็นรูปธรรม นี่เป็นสิ่งที่เราอยากเห็น และค่อนข้างผิดหวัง กับท่าทีตลอดระยะที่ผ่านมาของพรรค ภท. ที่ดูไม่ยี่หระกับ 21.6 ล้านเสียง แต่ทั้งนี้เมื่อมีท่าทีว่า จะมีร่างของพรรค ภท. และพรรค พท. ที่เตรียมจะเสนอร่างแก้ไข รธน. เข้าสู่สภา พรรค ปชน. มีการสื่อสารต่อไปผ่าน ครม.เงา และเราจะมีการเสนอร่างแก้ไข รธน. เข้าไปอีกครั้ง” น.ส.พนิดา กล่าว
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงหรือกังวลประเด็นแก้ รธน. อย่างไรบ้าง น.ส.พนิดา กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ก่อนที่จะไปถึงมือพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ และเราต้องสร้างจุดร่วมเดียวกันของทุกพรรคว่า เราจะต้องมาหาฉันทามติร่วมกันว่า เราจะยังคงให้ สว. มีเสียง 1 ใน 3 ในการที่จะผ่าน รธน. ฉบับใหม่หรือไม่ ในเมื่อประชาชน 21.6 ล้านเสียง เขาชัดเจนแล้วว่าจะเอา รธน. ฉบับใหม่
“แปลว่าอำนาจที่จะผ่าน รธน. อยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่คอขวดอย่าง 1 ใน 3 ของ สว. ที่จะมาปิดโอกาสที่ รธน. ฉบับใหม่จะผ่านได้ นี่เป็นสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วง และมองว่าเราควรมาหาฉันทามติร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไข รธน. ในมาตรา 256 ไม่สูญเปล่า” น.ส.พนิดา กล่าว
นั่นหมายความการตัดอำนาจ สว. ไม่ให้มีส่วนร่วมในการพิจารณาการแก้ไข รธน. ยังเป็นความต้องการของพรรคส้ม ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงกับร่างการแก้ไข รธน. ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เพราะ ภท. คงไม่เห็นด้วย
อีกประเด็นร้อนท่าทีของฝ่ายบริหาร หลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย Zero Corruption และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการจากภาคเอกชน พบสัญญาณการเรียกผลรับผลประโยชน์มากถึง 26 หน่วยงานราชการ โดย "นายสมชาย แสวงการ" รองประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เร่งขับเคลื่อนงานปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน โดยแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนต่อการขจัดการคอร์รัปชัน รวมถึงเร่งปฏิรูปกฎหมายเพื่อปกป้องคนทำดีและเปิดเผยข้อมูลคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส รวมไปถึงเร่งรัดการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ปรับเป็นรัฐบาลดิจิทัล 100% โดยภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลเร่งใช้ดิจิทัลและเอไอเชื่อมโยงข้อมูลกลาง เปิดเผยงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-Government Procurement อย่างโปร่งใสเพื่อปิดช่องโหว่การเรียกรับเงินสินบน
นายสมชาย ยังแนะนำว่า ควรจัดตั้งบอร์ดต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ โดยมี นายกรัฐมนตรี เป็นประธานด้วยตัวเอง เพื่อแสดงพลังขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเด็ดขาด และมีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ที่ช่วยกันดำเนินการจริงจัง และต่อเนื่อง
"ผมขอชื่นชมในความกล้าหาญยิ่งของภาคเอกชน ที่กล้าศึกษาตรวจสอบ และเปิดเผยสู่สังคม ทั้งนี้ผมได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ที่ทราบว่า อาจถูกหน่วยงานขู่จะฟ้องร้องนั้นมีความกังวลใจ ว่า ประเทศชาติต้องการการแก้ไขโดยด่วนมากกว่าการฟ้องร้องทะเลาะกัน หรือคำแก้ตัว" นายสมชาย ระบุ
ด้าน "นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร" อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า กรณีที่หน่วยงานราชการที่ถูกกล่าวถึงในผลการสำรวจ มีข้อสงสัย และต้องการขอคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการสำรวจข้อมูล โดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสำรวจ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไข ปรับปรุง และปิดช่องว่างในการทำทุจริตคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานของตน
ตนเชื่อว่า กกร. พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่เปิดเผยในครั้งนี้ กกร. ก็บอกชัดอยู่แล้วว่ามาจากการสำรวจจากภาคธุรกิจ ไม่ได้ทึกทักมั่วขึ้นมาเอง แต่ต้องไม่ใช่ท่าทีที่วางอำนาจ และข่มขู่ กกร. ในแบบที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะท่าทีที่ข่มขู่ กกร. เป็นการสะท้อนว่า รัฐกำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุนในประเทศ และการตัดสินใจลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ
และที่น่าผิดหวังอย่างมาก ก็คือ การที่ "นายสุชาติ ชมกลิ่น" ในฐานะรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมายอมรับว่าตนเป็นคนสั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นนั้น พร้อมกับขู่สำทับอีกด้วยว่าจะฟ้องร้อง หรือใช้กระบวนการทางศาลต่อ กกร. ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคเอกชน ที่มีที่มาจากสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ที่น่าผิดหวังกว่า คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์ว่า "หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ" ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมาก อารยประเทศต่างๆ เขามีแต่จะปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดโปง หรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน หรือที่เรียกว่า Whistleblower Protection ซึ่งในมาตรา 131-135 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ก็มีการระบุเอาไว้ แต่คนที่เป็นถึงระดับนายกฯ กลับไม่ได้ตระหนักถึงแนวคิดสำคัญนี้เลย น่าผิดหวังจริงๆ
ต้องรอดูฝ่ายบริหารจะปรับท่าที หลัง กกร. และองค์กรพันธมิตร ออกมาเปิดเผยว่า พบสัญญาณการเรียกผลรับผลประโยชน์มากถึง 26 หน่วยงานราชการ และจะตรวจสอบข้อมูลว่า มีข้อเท็จจริงในเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เป็นอย่างไร.
"ทีมข่าวการเมือง"