โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผ่าสัญญาณเตือนวิกฤตการเงินรอบใหม่ บททดสอบบิทคอยน์ หลุมหลบภัยหรือสินทรัพย์เสี่ยง

Manager Online

เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤตการเงินครั้งใหม่ แม้จะยังไม่ปะทุเต็มรูปแบบ แต่เค้าลางแห่งหายนะเริ่มก่อตัวชัดเจน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและราคาน้ำมันดิบกำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดตึงเครียด บีบให้ผู้กำหนดนโยบายต้องหาทางออก ทว่าการจะเกิดรอยร้าวระดับเดียวกับปี 2551 ได้นั้น ตลาดจำเป็นต้องเห็นสัญญาณยืนยันจากการพุ่งขึ้นของส่วนต่างดอกเบี้ยหุ้นกู้ ความผันผวนขั้นสุด และภาวะตึงตัวในระบบการเงินเสียก่อน ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจมหภาคที่กำลังก่อตัว นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญที่จะชี้ชะตาว่า บิทคอยน์ จะทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภัย หรือเป็นเพียงสินทรัพย์เสี่ยงที่ถูกเทขายทิ้งเป็นอันดับแรก

วิกฤตการเงินโลกครั้งใหม่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ทว่าเส้นทางสู่หายนะครั้งนี้เริ่มปรากฏชัดเจนจนสามารถคาดการณ์ได้

ลำดับขั้นของวิกฤตเริ่มต้นจากตลาดหนี้และราคาน้ำมัน ก่อนที่จะลุกลามเข้าสู่ตลาดสินเชื่อ ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและราคาน้ำมันดิบเบรนต์ขยับเข้าใกล้จุดตึงเครียด บีบให้การจัดการนโยบายกลายเป็นวาระเร่งด่วน

เมื่อปิดตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี แตะระดับ 5.109% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.857% ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยืนหยัดแถว 108.54 ดอลลาร์สหรัฐ และดัชนีความผันผวน VIX อยู่ที่ 18.53 ตัวเลขเหล่านี้คือเข็มทิศชี้ว่า ตลาดกำลังเคลื่อนเข้าสู่โซนอันตราย ที่แรงกระแทกจากพันธบัตรและน้ำมันจะบีบให้ตลาดอื่นๆ ต้องตอบสนอง

ความแตกต่างอยู่ที่ผลในทางปฏิบัติ หากพันธบัตรสหรัฐ 30 ปี ทะลุ 5.25% พันธบัตรอังกฤษทะลุ 6% หรือน้ำมันเบรนต์ยืนเหนือ 115 ดอลลาร์สหรัฐได้อย่างต่อเนื่อง ภาระการชำระหนี้และวิกฤตเงินเฟ้อจะเลวร้ายลงอย่างหนัก แต่เหตุการณ์พังทลายระดับปี 2551 ต้องการปัจจัยมากกว่าแค่หนี้ภาครัฐและพลังงานราคาแพง แรงกดดันต้องลุกลามเข้าสู่ตลาดสินเชื่อ ความผันผวน ภาวะการเงิน ตลาดทุน และทำให้เกิดการบังคับขายทิ้งล้างพอร์ต

ภาพรวมข้อมูลตลาดยังคงสะท้อนทิศทางที่แตกต่าง ส่วนต่างดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงของสหรัฐ (High-yield spreads) อยู่ที่เพียง 2.82% เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 5.19% ข้อมูลอัปเดตจาก FRED ระบุว่าส่วนต่างดอกเบี้ยดังกล่าวอยู่ที่ 2.76% ในวันที่ 14 พฤษภาคม ส่วนดัชนีภาวะการเงินระดับชาติของ Chicago Fed (NFCI) ยังคงติดลบที่ -0.524 ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 8 พฤษภาคม บ่งชี้ถึงภาวะการเงินที่ยังคงผ่อนคลายกว่าค่าเฉลี่ย

ตลาดจึงตกอยู่ในสภาวะแบ่งรับแบ่งสู้ สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นแล้ว แต่สัญญาณยืนยันการพังทลายยังมาไม่ถึง

ด่านแรกที่เสี่ยงทะลุขีดจำกัดคือพันธบัตรสหรัฐ 30 ปี พันธบัตรอังกฤษ 30 ปี และน้ำมันเบรนต์ ส่วนจุดยืนยันที่สำคัญกว่าคือส่วนต่างดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดัชนี VIX และดัชนี NFCI มาตรวัดความเคลื่อนไหวรายวันแสดงให้เห็นความน่ากังวล หากพันธบัตรสหรัฐ 30 ปี ขยับขึ้น 9.6 เบสิสพอยต์ต่อวันแบบซ้ำๆ มันจะแตะ 5.25% ในเวลาเพียง 1.5 วันทำการ และทะลุ 5.50% ใน 4 วัน หากพันธบัตรอังกฤษ 30 ปี ทำซ้ำสถิติขยับขึ้น 20.6 เบสิสพอยต์ ระดับ 6% จะอยู่ห่างไปไม่ถึงหนึ่งวันทำการ เช่นเดียวกับน้ำมันเบรนต์ หากบวกเพิ่มวันละ 2.82 ดอลลาร์สหรัฐ ระดับ 115 ดอลลาร์สหรัฐจะมาถึงใน 2-3 วัน

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่การพยากรณ์ แต่มันคือหมุดหมายที่แสดงให้เห็นว่าตลาดอยู่ใกล้จุดเปลี่ยนบริบทมากเพียงใด

ทำไมพันธบัตรและน้ำมันถึงเป็นจุดแตกหักแรก

อัตราผลตอบแทนระยะยาวคือจุดรับแรงกดดันด่านแรก เพราะมันส่งผ่านความเครียดไปสู่ทุกสินทรัพย์ สำหรับรัฐบาล อัตราผลตอบแทน 30 ปีที่พุ่งสูงขึ้นหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมใหม่ที่แพงหูฉี่ ในจังหวะที่งบประมาณตึงตัวอยู่แล้ว รายงาน Fiscal Monitor ของ IMF เมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกพุ่งแตะระดับเกือบ 94% ของจีดีพีในปี 2568 และคาดว่าจะพุ่งทะลุ 100% ภายในปี 2572 ฐานะการคลังของหลายประเทศกำลังร้าวรานจากภาระดอกเบี้ยที่บานเบอะ

การพุ่งขึ้นของผลตอบแทนระยะยาวจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ มันกระชากต้นทุนแห่งเวลาของรัฐบาล ภาคครัวเรือน ธนาคาร บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ และภาคธุรกิจที่พึ่งพาการประเมินมูลค่าระยะยาว

แรงกระแทกนี้ทำงานได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดการล้มละลายครั้งใหญ่ ดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้นบดขยี้มูลค่าพอร์ตพันธบัตร กดดันต้นทุนรีไฟแนนซ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยและภาคธุรกิจ และทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นทำได้ยากขึ้น รัฐบาลถูกบีบให้เลือกระหว่างการรัดเข็มขัดงบประมาณ การออกพันธบัตรเพิ่ม หรือยอมแบกรับดอกเบี้ยที่พุ่งกระฉูด การเปลี่ยนผ่านจากความตึงเครียดสู่วิกฤตสามารถเริ่มต้นอย่างเงียบเชียบในตลาดตราสารหนี้ ก่อนจะลุกลามเป็นการเลิกจ้าง วิกฤตสภาพคล่องแบงก์ หรือความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้

น้ำมันคือช่องทางส่งผ่านแรงกดดันที่สอง EIA ระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์คอขวดที่สำคัญ ปริมาณน้ำมันไหลผ่านจุดนี้เฉลี่ย 20 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2567 หรือคิดเป็น 20% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวทั่วโลก World Bank ประเมินว่าน้ำมันเบรนต์อาจมีราคาเฉลี่ยสูงถึง 115 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ภายใต้สถานการณ์เลวร้ายที่มีการทำลายแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซสำคัญจนกระทบการส่งออก

นอกจากนี้ น้ำมันเบรนต์คือหัวใจสำคัญของสมการวิกฤตการเงินรอบนี้ เพราะมันตรึงเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับสูง กัดกร่อนรายได้ที่แท้จริง บีบอัตรากำไร และริดรอนอำนาจของธนาคารกลางในการลดดอกเบี้ยหากตลาดหุ้นเริ่มดิ่งลง มันไม่จำเป็นต้องพังทลายระบบธนาคารโดยตรง แต่ก็ทำให้การกู้วิกฤตสินเชื่อในภายหลังทำได้ยากลำบากแสนเข็ญ

หากย้อนกลับไปในปี 2551 และ 2563 ผู้กำหนดนโยบายสามารถอัดฉีดเม็ดเงินกู้ระบบได้อย่างเต็มที่ แต่เกมนี้มีข้อจำกัดที่ต่างออกไป หากรีบอุ้มตลาดเร็วเกินไป ความน่าเชื่อถือในการปราบเงินเฟ้อจะพังทลาย แต่หากรอช้าเกินไป เสถียรภาพทางการเงินอาจล่มสลายไปก่อน

สัญญาณยืนยันความพังพินาศเชิงระบบ

จุดแตกหักที่รุนแรงต้องการตัวเร่งที่มากกว่าแค่พันธบัตรสหรัฐ 30 ปี ระดับ 5.25% หรือ 5.50% เป็นเพียงสัญญาณเตือนภัยขั้นรุนแรง เช่นเดียวกับพันธบัตรอังกฤษที่ 6% หรือน้ำมันเบรนต์เหนือ 115 ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อพิสูจน์ที่แท้จริงจะมาจากการลุกลามของวิกฤต

ประการแรก ความผันผวนต้องทะลุขีดจำกัด หากดัชนี VIX ทะลุ 25 นั่นหมายความว่านักลงทุนหุ้นยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อประกันความเสี่ยง การทะลุ 30 คือสัญญาณเทขายหนีตายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นในจังหวะที่ผลตอบแทนพันธบัตรและน้ำมันยังคงพุ่งสูง

ประการที่สอง ตลาดสินเชื่อต้องประเมินราคาใหม่ ส่วนต่างดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ระดับ 4.5% ถึง 5.0% คือเส้นแบ่งความตายที่สำคัญที่สุด มันบ่งชี้ว่านักลงทุนไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นแค่ปัญหาอัตราดอกเบี้ยอีกต่อไป พวกเขาจะเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้และปัญหาสภาพคล่องที่สูงขึ้น นี่คือจุดเปลี่ยนที่วิกฤตเศรษฐกิจมหภาคกลายร่างเป็นวิกฤตสินเชื่อ ระยะห่างจาก 2.82% ไปสู่ 4.5% คือประมาณ 168 เบสิสพอยต์ ช่องว่างนี้คือเหตุผลว่าทำไมหลักฐานในปัจจุบันจึงยังไม่เข้าข่ายวิกฤตสินเชื่อแบบปี 2551

ประการที่สาม ภาวะการเงินต้องตึงตัวเป็นวงกว้าง หากดัชนี NFCI ข้ามแดนบวกเหนือศูนย์ นั่นหมายความว่าความเครียดไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในตลาดดอกเบี้ย น้ำมัน หรือหุ้นอีกต่อไป แต่มันลุกลามไปสู่ตลาดเงิน ตลาดตราสารหนี้ และระบบธนาคารที่กอดรัดสภาพคล่องแน่นกว่าปกติ

หลังจากผ่านจุดนี้ไป วิกฤตเชิงระบบที่แท้จริงถึงจะเผยโฉม ทั้งแรงกดดันด้านเงินทุน การเรียกหลักประกันเพิ่ม หลุมดำแห่งสภาพคล่อง งบดุลธนาคารที่ปริแตก และการถูกบังคับขายล้างพอร์ต

จากหลักฐานในปัจจุบัน ฉากทัศน์นี้ยังคงเป็นเพียงความเป็นไปได้ลำดับรอง โอกาสเกิดวิกฤตในรอบ 12 เดือนข้างหน้ายังอยู่ที่ 10% ถึง 15% และอาจขยับขึ้นเป็น 15% ถึง 20% หากพันธบัตรสหรัฐ 30 ปี ทะลุ 5.25% พันธบัตรอังกฤษ 6% น้ำมันเบรนต์ยืนเหนือ 115 ดอลลาร์สหรัฐ และ VIX พุ่งทะลุ 25 การขยับขึ้นของส่วนต่างดอกเบี้ยหุ้นกู้ทะลุ 4.5% จะมีนัยสำคัญมากกว่าตัวเลขพันธบัตรใดๆ เพราะมันคือใบเสร็จยืนยันว่าตลาดสินเชื่อรับแรงกระแทกไปแล้วเต็มๆ

บททดสอบชี้ชะตา "บิทคอยน์"

การพิสูจน์มูลค่าของบิทคอยน์ จะเกิดขึ้นหลังจากบททดสอบทางเศรษฐกิจมหภาค ตลาดคริปโต มีขนาดใหญ่พอที่จะตอบสนองต่อกลไกสภาพคล่องเดียวกันกับที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ ข้อมูลจาก CryptoSlate ชี้ให้เห็นมูลค่าตลาด คริปโต รวมที่ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย บิทคอยน์ ครองสัดส่วนตลาดราว 60% ราคา บิทคอยน์ เคลื่อนไหวแถว 78,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงสุดสัปดาห์ ปรับตัวลดลงราว 2.8% ในรอบ 24 ชั่วโมง

การรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดของ CryptoSlate สะท้อนให้เห็นว่าสัญญาณของ บิทคอยน์ นั้นซับซ้อน บิทคอยน์ มีบางจังหวะที่เคลื่อนไหวแยกทางจากตลาดหุ้นสหรัฐ ในขณะที่น้ำมัน ผลตอบแทนพันธบัตร และเงินดอลลาร์เข้ากดดันตลาดทุน ปัจจุบัน บิทคอยน์ ร่วงหลุด 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ สวนทางกับดัชนี S&P 500 ที่เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่

การแยกทางกันเพียงหนึ่งหรือสองช่วงการซื้อขาย ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสินทรัพย์อย่างถาวร หากวิกฤตนี้จำกัดอยู่แค่พันธบัตรและน้ำมันโดยไร้สัญญาณแทรกซ้อนจากตลาดสินเชื่อ บิทคอยน์ อาจซื้อขายตามปัจจัยเดิมๆ ทั้งความคาดหวังเรื่องสภาพคล่อง แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ทิศทางดอลลาร์ กระแสเงินใน ETF และความกล้าเสี่ยงของนักลงทุนบิทคอยน์ อาจเคลื่อนไหวแยกทางได้ชั่วคราว แต่นั่นไม่ได้พิสูจน์ว่ามันได้กลายเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตอย่างแท้จริง

หากวิกฤตลุกลามเข้าสู่ตลาดสินเชื่อ บททดสอบจะทวีความโหดเหี้ยมขึ้น ในสภาวะที่ตลาดถูกบังคับให้ลดการกู้ยืม นักลงทุนจะเทขายทุกสิ่งที่ขายได้ ไม่ใช่แค่สิ่งที่อยากขายบิทคอยน์ อาจถูกปฏิบัติเหมือนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะหากความผันผวนพุ่งปรี๊ดและสภาพคล่องลดลง

ข้ออ้างเชิงบวกระดับมหภาคต้องอยู่รอดผ่านช่วงเวลานรกนี้ไปให้ได้บิทคอยน์ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความต้องการของนักลงทุนที่มองว่ามันคือเกราะป้องกันความตึงเครียดทางการคลัง ความสับสนวุ่นวายทางการเงิน หรือความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของนโยบายรัฐ หลังจากแรงเทขายหนีตายสิ้นสุดลง นี่คือมาตรฐานที่สูงลิบลิ่ว เหนือกว่าแค่การทำผลงานชนะตลาดหุ้นในวันที่ตัวเลขเศรษฐกิจผันผวน

เส้นทางอนาคตขึ้นอยู่กับต้นตอของแรงเทขาย หากตลาดปรับฐานเพราะอัตราดอกเบี้ย สินทรัพย์ระยะยาวและพอร์ตเก็งกำไรจะถูกเชือดก่อน หากเงินเฟ้อพุ่งเพราะราคาน้ำมัน ความกล้าเสี่ยงของตลาดจะหดหาย พร้อมกับคำถามถึงอำนาจซื้อของเงินเฟียต แต่หากวิกฤตเกิดจากตลาดสินเชื่อพังทลาย นั่นคือหายนะขั้นสุด เพราะสภาพคล่องจะกลายเป็นของหายาก การตอบสนองของบิทคอยน์ ต่อทั้งสามสถานการณ์นี้จะเป็นคำตอบให้กับตลาดได้ดีกว่าการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของราคารายวัน

เส้นแบ่งระหว่างการปรับฐานและวิกฤต

ตลาดในวันนี้ยังไม่ถึงขั้นส่งสัญญาณว่าวิกฤตปี 2551 หวนกลับมาแล้ว แต่เส้นทางสู่จุดจบแบบนั้นเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนพอให้ต้องเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ ปัจจัยตั้งต้นเข้าใกล้ขีดจำกัดแล้ว ทั้งผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐและอังกฤษ ราคาน้ำมัน แรงกดดันเงินเฟ้อ และทางตันของธนาคารกลาง

สิ่งที่ยังขาดหายไปคือ ส่วนต่างดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ต้องทะลุ 4.5% ถึง 5.0% ดัชนี VIX เหนือ 25 ถึง 30 และดัชนี NFCI ข้ามแดนบวก หากเกิดวิกฤตการเงินรอบใหม่ ตัวเลขพันธบัตรและน้ำมันจะต้องปรับตัวอย่างรุนแรงเกิดขึ้นก่อน ตามมาด้วยตลาดสินเชื่อที่จะเกิดความผันผวน และภาวะการเงินตอบสนองตาม อย่างไรก็ตามสิ่งที่เผชิญอยู่เป็นเพียงความเสี่ยงในการปรับฐานเศรษฐกิจมหภาคที่มีความอันตราย แต่ยังไม่ใช่วิกฤตเชิงระบบที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...