Tencent จ่อฮุบหุ้นใหญ่ Manus หลังจีนสกัด Meta ซื้อกิจการ 2 พันล้านดอลลาร์
Tencent กำลังเจรจาขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Manus สตาร์ทอัพ AI ดาวรุ่งของจีน หลังรัฐบาลปักกิ่งสั่งระงับดีลขายกิจการให้ Meta มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Tencent Holdings กำลังเจรจาเพื่อเข้าถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดใน Manus สตาร์ทอัพ AI ของจีนที่พัฒนาเทคโนโลยี Agentic AI หลังจากดีลเข้าซื้อกิจการโดย Meta Platforms มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกทางการจีนสั่งระงับ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Financial Times
รายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า นักลงทุนเดิมของ Manus ซึ่งประกอบด้วย Tencent, ZhenFund และ HSG (เดิมคือ Sequoia Capital China) กำลังหารือเพื่อสนับสนุนการทำข้อตกลงใหม่ โดยมีเป้าหมายยกเลิกดีลเดิมกับ Meta และปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ที่มูลค่าบริษัทเท่าเดิมคือ 2,000 ล้านดอลลาร์
ก่อนหน้านี้ ดีลการเข้าซื้อ Manus ของ Meta เคยถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของสตาร์ทอัพ AI จีนที่สามารถก้าวสู่เวทีโลก แต่กลับเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักในจีน เนื่องจากมีความกังวลว่าการขายกิจการจะทำให้เทคโนโลยี AI สำคัญของประเทศตกไปอยู่ในมือบริษัทสหรัฐฯ ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ
ความกังวลดังกล่าวนำไปสู่การตรวจสอบภายใต้กฎหมายควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี และในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางการจีนมีคำสั่งระงับดีลดังกล่าว ส่งผลให้ Meta ต้องเริ่มกระบวนการยกเลิกธุรกรรมที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อเดือนมิถุนายนว่า Meta ได้แยกการดำเนินงานของ Manus ออกจากบริษัท รวมถึงยุติการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน เพื่อสร้างกำแพงข้อมูล (Firewall) ระหว่างทั้งสององค์กร ระหว่างรอการคลี่คลายของกระบวนการทางกฎหมาย
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยี โดยกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น ByteDance และ Moonshot AI ต้องได้รับอนุมัติจากภาครัฐก่อนรับเงินลงทุนจากสหรัฐ รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบบริษัทจีนที่ต้องการระดมทุนหรือเข้าจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นฮ่องกง
ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนท่าทีของจีนที่ต้องการรักษาเทคโนโลยี AI เชิงยุทธศาสตร์ไว้ภายในประเทศ และลดการไหลออกของเทคโนโลยีไปยังต่างชาติ ท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ระหว่างจีนและสหรัฐที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น
อ้างอิง : www.bloomberg.com