บันทึกหน้า 4
ไม่ผิดคาดแต่อย่างใดกับมติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้คำร้องคดีดังกล่าวที่สองพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ พรรคประชาชนกับพรรคประชาชน เข้าชื่อกันยื่นคำร้อง ส่งให้ศาล รธน.วินิจฉัย ฝ่ายค้าน เงิบ-หน้าแตก เพราะที่ผ่านมา หลายภาคส่วนก็เห็นกันทั้งประเทศว่าประชาชนเดือดร้อนจากสงครามตะวันออกกลาง
ที่แม้จะมีการเซ็น MOU กันไปแล้วระหว่างผู้นำสหรัฐกับอิหร่าน แต่สถานการณ์ก็ยังไม่นิ่ง ทำให้สถานการณ์ด้านพลังงานของโลกยังไม่เสถียร หลายคนจึงเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลอนุทินออก พ.ร.ก.ดังกล่าว เพื่อมาช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ ทั้งระยะเฉพาะหน้าและระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ฝ่ายค้านก็ยังคงจะยื่นคำร้องดังกล่าวด้วยเหตุผลทางการเมือง แม้จะเป็นเรื่องดีในการแสดงบทบาทการตรวจสอบถ่วงดุล จนสุดท้ายผลออกมาอย่างที่เห็น ศาล รธน.ไฟเขียวให้ พ.ร.ก.กู้เงินสี่แสนล้านบาทได้ไปต่อ…
ทั้งนี้ มติของที่ประชุมตุลาการศาล รธน.ดังกล่าว แยกออกเป็นสองมติ โดยมติแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ … (1) เพื่อช่วยเหลือ ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ส่วนมติที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยมติ 7 ต่อ 2 ประกอบด้วย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 7 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานฯ วงเงิน 200,000ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง..เป็นการปิดสำนวนคดีร้อนอีกหนึ่งคดีของศาล รธน.ในปีนี้ หลังจากนี้ก็เหลือคดีบัตรเลือกตั้ง 8ก.พ. ที่ใกล้งวดเข้ามาทุกที
..หลังจากหลายฝ่ายรอคอยและลุ้นมานานในเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อหวังให้เป็นอีกหนึ่งสะพานไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ หลังที่ผ่านมาประเทศไทยติดหล่มอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง การแบ่งสีแบ่งขั้วกันมาร่วมยี่สิบปี จนทำให้เกิดผลกระทบกับหลายภาคส่วน ในที่สุด ความพยายามเรื่องนี้ก็เกิดผล เพราะที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพุธที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขหรือร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 307 ต่อ 141 เสียง ซึ่งผลการลงมติพบว่า 307 คะแนนเสียงเห็นชอบนั้น ส่วนใหญ่เป็น สส. ซีกรัฐบาลทั้งหมด โดยกลุ่มใหญ่มาจากพรรคภูมิใจไทย 183 เสียง จาก สส. ทั้งหมด 192 คน นอกจากนี้ เสียงเห็นชอบยังมาจากพรรคเพื่อไทยอีก 66 เสียง จาก สส. ทั้งหมด 74 คน โดยมีนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ สวนมติวิปรัฐบาลโดยโหวตไม่เห็นชอบ ขณะที่เสียงไม่เห็นชอบ 141 เสียง มาจากพรรคประชาชน 119 เสียง เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรค นำทีมโหวตไม่เห็นชอบรวม 16 เสียง..ซึ่งคนที่โดนทัวร์ลงอย่างหนักก็คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่หลายคนเห็นการอภิปรายของอภิสิทธิ์เมื่อวันที่ 8 ก.ค.แล้วต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผิดหวังกับลีลาการโหนของอภิสิทธิ์ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ต้องการเล่นกับกระแส เพื่อหวังสร้างฐานเสียงใหม่ๆ แต่สุดท้ายอภิปรายได้อย่างน่าผิดหวัง จนเสียคะแนนไปเยอะ!.
หินกลิ้ง