โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัส "โต๊ะโจ๊ก" สะเทือนการเมือง! “สามารถ”วิเคราะห์รอยร้าวรัฐบาล จาก "เกาเหลาไม่กินเส้น" สู่เกมวัดเสถียรภาพ 292 เสียง

สยามรัฐ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

ถอดรหัส "โต๊ะโจ๊ก" สะเทือนการเมือง! “สามารถ”วิเคราะห์รอยร้าวรัฐบาล จาก "เกาเหลาไม่กินเส้น" สู่เกมวัดเสถียรภาพ 292 เสียง

เมื่อวันที่ 9 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า

กลืนง่ายไม่ต้องเคี้ยว! ถอดรหัสรอยร้าวขั้วรัฐบาล จาก "เกาเหลาไม่กินเส้น" ถึง "มาม่า" สู่ "โต๊ะโจ๊ก 2569"

การเมืองไทย ณ นาทีนี้ ไม่มีกระแสไหนจะร้อนแรงและน่าจับตาไปกว่าสัญลักษณ์อาหารชามล่าสุดที่หลุดออกมาจากตึกไทยคู่ฟ้า นั่นคือรหัสคำว่า "ทานโจ๊ก" ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้เชิญแกนนำพรรคเพื่อไทยมาร่วมโต๊ะมื้อเช้า ก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้พลังงาน 4 แสนล้านบาท ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคมนี้

เมื่อนำมาถอดรหัสเชิงรัฐศาสตร์ นี่ยังอาจตีความได้ว่าเป็นภาพสะท้อนของกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงและเสถียรภาพของรัฐบาลผสม ที่สามารถถอดรหัสเปรียบเทียบกับหน้าประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจ

1. ยุคกินโจ๊กปัจจุบัน: สะท้อนสัญญาณ "เบ็ดเสร็จ… สู่ด่านสภา"

คำว่า "กินโจ๊กคือไม่ต้องเคี้ยว" ในบริบทขุมกำลังรัฐบาลปัจจุบันปี 2569 ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลักกุมเสียงในมือถึง 193 ที่นั่ง บวกกับพรรคเพื่อไทยอีก 74 ที่นั่ง และพรรคร่วมรวมพรรคเล็กทั้งหมดตามตัวเลขจัดตั้งรัฐบาลที่ 292 เสียง อาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงความปึกแผ่นว่า แผนรองรับฉากทัศน์ต่างๆ (Scenario) อาจถูกหารือจนตกผลึกเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนเข้าห้องประชุม

ถ้ามองลึกไปกว่านั้น ในทางขั้นตอนกฎหมาย ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้ พ.ร.ก. เงินกู้นี้ผ่านด่านแรกไปได้ แต่ในท้ายที่สุด พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโหวตรับรองร่างอยู่ดี

การที่ท่านนายกฯ อนุทินเชิญแกนนำพรรคเพื่อไทยมาร่วมพูดคุยและใช้วลีเรื่องการทานโจ๊ก จึงอาจตีความได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมด้านเสถียรภาพ ว่าตราบใดที่พรรคแกนนำหลักและพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น สมการเสียงกึ่งหนึ่งในสภาก็ยังคงทำงานได้อย่างมั่นคง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารนี้จึงสะท้อนภาพลักษณ์ความราบรื่น ราวกับเนื้อโจ๊กที่กลืนง่ายโดยไม่มีข้อติดขัดแต่อย่างใด

2. ยุคกินมาม่าในอดีตอันใกล้: ดีลสายฟ้าแลบสยบสุญญากาศ

หากมองย้อนกลับไปในรัฐบาลก่อนหน้า ภาพของโต๊ะโจ๊กวันนี้ มีความคล้ายคลึงในแง่ของการบริหารสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโต๊ะอาหาร แต่มีเงื่อนเวลาที่ต่างจากเหตุการณ์เช่น "การกินมาม่าที่บ้านจันทร์ส่องหล้า" อย่างเห็นได้ชัด

กินมาม่าจันทร์ส่องหล้า ถ้าย้อนกลับไปในวันที่คุณเศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเวลานั้นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเดิมและรัฐมนตรีได้ตบเท้าเข้าพบคุณทักษิณ ชินวัตร เพื่อหารือแนวทางและล็อกตัวบุคคลสำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ถัดมาทันที ซึ่งในเหตุการณ์นั้น เมื่อสื่อมวลชนสอบถามถึงการรวมตัวดังกล่าว คุณทักษิณได้ตอบกลับสั้นๆ ว่าเป็นการ "มากินมาม่า" จนกลายเป็นรหัสลับทางการเมือง ซึ่งสะท้อนถึงการแก้เกมที่เน้นความรวดเร็วฉับไวในภาวะสุญญากาศ

พอมาถึงการกินโจ๊กที่ตึกไทยคู่ฟ้าวันนี้ อาจมองได้ว่าเป็นยุทธวิธีที่ต่างออกไป คือการพูดคุยเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนที่วันสำคัญจะมาถึง เพื่อเตรียมรับมือและกระชับความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาลให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันล่วงหน้า ทั้งสำหรับการรับฟังคำวินิจฉัยของศาลและการเดินหน้าต่อในชั้นสภา

3. ยุคเกาเหลาการเมืองในอดีต: บทเรียนเมื่อพรรคร่วม “ไม่กินเส้น” กัน

เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพในปัจจุบันชัดเจนขึ้น หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีบทเรียนในยุคที่รัฐบาลผสมเต็มไปด้วยความขัดแย้งเชิงนโยบายและการจัดสรรผลประโยชน์ จนเกิดสภาวะ “เกาเหลาไม่กินเส้น” กลางรัฐสภา

รัฐบาลชวน 1 (พ.ศ. 2535 - 2538): มีประเด็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคในกรณีปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 4-491 จนนำไปสู่การถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลและการโหวตสวนในสภา บีบให้นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภาในที่สุด

รัฐบาลบรรหาร (พ.ศ. 2538 - 2539): แม้จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค แต่ความไม่ลงตัวในการบริหารงานและนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้เกิดรอยร้าวลึก ระหว่างการศึกซักฟอกพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนกลับกดดันให้นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก จนสุดท้ายต้องจบลงด้วยการยุบสภา

รัฐบาลพลังประชารัฐ (พ.ศ. 2562 - 2565): เป็นภาพสะท้อนของเกาเหลาการเมืองในยุคหลัง ที่แม้จะอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่มีการขัดแย้งเชิงนโยบายหลักอย่างเด่นชัด เกิดปัญหาเสถียรภาพและการโหวตสวนมติในสภาเป็นระยะๆ

หน้าประวัติศาสตร์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หากรัฐบาลผสมไม่มีขุมกำลังและเอกภาพที่แท้จริง อาการ "ไม่กินเส้น" ก็พร้อมจะเกิดขึ้นและสั่นคลอนรัฐบาลได้เสมอ

4. วิเคราะห์ฉากทัศน์และการบริหารความเสี่ยง

หากกรณี พ.ร.ก. เงินกู้มีอันต้องสะดุดลงในขั้นตอนทางกฎหมาย ในแง่บรรทัดฐานเดิมในอดีต (เช่น กรณี พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ในอดีต) รัฐบาลก็อาจเลือกเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องลาออก หรือในอีกทางหนึ่ง หากนายกรัฐมนตรีเลือกแนวทาง "ลาออกเพื่อแสดงสปิริต" และลดแรงเสียดทานทางสังคม ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคร่วมรัฐบาล 292 เสียงยังคงให้การสนับสนุนอย่างเหนียวแน่น เอกภาพที่ถูกล็อกไว้บนโต๊ะอาหารก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีกลับเข้าสู่สภาลื่นไหลและไร้รอยต่อ

รวมไปถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับประเด็นข้อกฎหมายอื่นๆ ในอนาคต เช่น คำร้องเกี่ยวกับ "บัตรเลือกตั้ง QR Code" ที่ยังคงอยู่ในการพิจารณา ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการเป็นช็อตๆ ไป

การเมืองจึงไม่ได้วัดกันแค่เสียงในสภา แต่ยังวัดกันที่การบริหารความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเมื่อความขัดแย้งถูกแปรเป็นความร่วมมือ "เกาเหลา" ก็อาจกลายเป็น "โจ๊ก" ที่กลืนง่ายในทางการเมืองได้ นี่คือการตีความเชิงสัญลักษณ์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มิใช่ข้อยืนยันถึงผลลัพธ์ในอนาคต.

แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาฟันธงวิเคราะห์การเมืองให้ว่า วันที่ 9 ก.ค. ผลมติจะออกมาเป็นอย่างไร ( ทุกอย่างเป็นความเห็นส่วนตัว ที่มองผ่านจากฉากทัศน์การเมือง )

#สามารถผู้มาก่อนการ #ถอดรหัสกินโจ๊ก #ไม่ต้องเคี้ยว #รัฐบาลอนุทิน #มาม่าจันทร์ส่องหล้า #เกาเหลาการเมือง #พรกเงินกู้พลังงาน #บัตรเลือกตั้งQRcode #การเมืองปี2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...