“สวนหินพุหางนาค” มหัศจรรย์ป่าหินล้านปีที่สุพรรณบุรี
ก้อนหินขนาดมหึมารูปร่างแปลกตาภูมิประเทศแบบคาสต์ในผืนป่าเขียวชอุ่ม นับเป็นผลงานสร้างสรรค์จากกาลเวลาที่ขัดเกลาโดยกระแสลม กระแสน้ำ กัดกร่อนตามกระบวนการตามธรรมชาติรังสรรค์มาเป็นประติมากรรมแห่งธรณีวิทยาน่าตื่นตาตื่นใจ ที่ปรากฏให้เห็นใน “พุหางนาค” สุพรรณบุรี
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อาจนึกถึง “อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” ในภาพของจุดหมายด้านการเป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญ และศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะหลักฐานประวัติศาสตร์ที่พบว่าเป็นเมืองต้นกำเนิดอารยธรรมในดินแดนสุวรรณภูมิ มีหลักฐานด้านโบราณคดีซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเป็นดั่งเมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดีอันเก่าแก่ เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง หนึ่งในพิพิธภัณฑ์มาตรฐานระดับประเทศ รวมทั้งพุทธสถานร่วมสมัยอย่างวัดเขาทำเทียมที่แกะสลักพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ บนหน้าผาหินขนาดใหญ่ และมีสกายวอล์กยาวที่สุดในเมืองไทย
แต่นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์กับศิลปวัฒนธรรมแล้ว อำเภออู่ทอง ยังมีพื้นที่แห่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่มีชื่อว่า “พุหางนาค” หรือ “สวนหินพุหางนาค” ซึ่งอยู่ในเขตการดูแลของ “วนอุทยานพุม่วง" เขตป่าสงวนแห่งชาติเขาตะโกทอง และป่าเขาเพชรน้อย
ที่มาของ “พุหางนาค”
เกิดจากคำว่า “พุ” คือ น้ำผุดตามธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาทางด้านล่างของภูเขา ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนของหางพญานาค และชาวบ้านท้องถิ่นมีความเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีพญานาค 3 ตน คอยปกปักรักษา แบ่งพื้นที่กันดูแลในช่วงบน กลาง ล่าง
ปัจจุบัน “พุหางนาค” ได้รับการพัฒนาส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของภาคกลาง โดยจังหวัดสุพรรณบุรีได้ประกาศจัดตั้ง “อุทยานธรณีพุหางนาค” เป็นอุทยานธรณีในระดับท้องถิ่นไปเมื่อปี พ.ศ.2565 ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภออู่ทอง อำเภอดอนเจดีย์ และอำเภอหนองหญ้าไซ
อย่างไรก็ตาม การมาเที่ยวพื้นที่ป่าหินพุหางนาค นักท่องเที่ยวก็นิยมปักหมุดไว้ที่อำเภออู่ทอง ซึ่งมีเส้นทางเดินเที่ยวด้วยตัวเอง โดดเด่นด้วยลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ และภูเขาหินปูน โดยจากการศึกษาลักษณะทางธรณีวิทยาพบว่า บริเวณพื้นที่พุหางนาครวมถึงบริเวณภูเขาทางตะวันตกของอำเภออู่ทอง ประกอบด้วยหินตะกอนและหินแปรยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician rocks) ที่มีอายุราว 505-438 ล้านปี หินอัคนีแทรกซอนยุคไทรแอสซิก (Triassic rocks) มีอายุราว 245-210 ล้านปี และตะกอนยุคควอเทอร์นารี (Quaternary) ที่มีอายุราว 1.6-0.01 ล้านปี
พุหางนาค จึงได้รับการขนานนามว่า ผลงานธรรมชาติร้อยล้านปี เนื่องมาจากความสวยงามของสวนหินดึกดำบรรพ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีลักษณะโดดเด่นแปลกตา อันเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกและภูมิอากาศต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี จนกระทั่งหินในพื้นที่พุหางนาคถูกแปรสภาพเป็นสวนหินที่มีเอกลักษณ์ งดงามแปลกตา เป็นความโดดเด่นทางธรณีที่นับว่าหาชมได้ยากในเมืองไทย
นอกจากความเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว พุหางนาค ยังเป็นหนึ่งในเส้นทาง “วิ่งเทรล” ของเหล่านักวิ่งสายรักธรรมชาติอีกด้วย โดยมีกิจกรรม “พุหางนาค เทรล” จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามของจังหวัดสุพรรณบุรี
เส้นทางท่องเที่ยวสวนหินพุหางนาคด้วยตัวเอง
แม้ว่ามีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ แต่ “สวนหินพุหางนาค” ก็ไม่ยากเกินกว่าจะท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเอง แนะนำให้เริ่มต้นปักหมุดไปที่ “สำนักสงฆ์พุหางนาค” พื้นที่เล็กๆของสำนักสงฆ์ที่เปรียบเสมือนทางเข้าก่อนไปแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
จากนั้น เดินเท้าไปตามเส้นทางที่แผ้วถางไว้สังเกตได้ไม่ยาก เริ่มต้นความตื่นเต้นที่ “ประตูเมืองลับแล” ที่ถือเป็นทางเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนสมัยก่อน ลักษณะของก้อนหินขนาดใหญ่ซ้อนทับกันเป็นช่องให้เดินลอดเข้าไป ก่อนโผล่ไปอีกด้านที่ตื่นตาตื่นใจไปด้วยเส้นทางสู่ลานหินเต็มไปด้วยแมกไม้นานาชนิด
มีเอกลักษณ์ของสวนหินที่มีก้อนหิน โตรกผา รูปร่างแปลกตาชวนจินตนาการ สลับแทรกแซมไปด้วยพันธ์ุไม้ดึกดำบรรพ์อายุนับพันปี และพืชพรรณไม้หายากประจำถิ่น เช่น ต้นจันผา ปรง กระเจียวป่า (พบได้ในช่วงฤดูฝน) สลัดได ผกากรอง สุพรรณิการ์ มะค่า สมุนไพรพื้นเมือง เป็นต้น
ทั้งนี้ ก้อนหินขนาดใหญ่หลายก้อนที่อยู่เรียงรายระหว่างเส้นทาง สามารถจินตนาการเป็นรูปร่างได้ตามคำบอกกล่าว เช่น หินรูปเต่า หินรูปช้าง หินรูปเศียรพญานาค หินรูปวาฬ เป็นต้น ช่วยสร้างความเพลิดเพลินไปกับการมองก้อนหินที่งดงามตามธรรมชาติรูปแบบธรณีวิทยาให้กลายเป็นเรื่องสนุกกว่าเดิม
สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวสวนหินพุหางนาค นักท่องเที่ยวส่วนมาก เลือก “เส้นทางที่ 1” ไป-กลับเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมในการสัมผัสความโดดเด่นของสถานที่ เหมาะกับนักท่องเที่ยวทั่วไป
“เส้นทางที่ 2" ไป-กลับ เป็นระยะทางราว 4- 5 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาพืชพรรณไม้ และธรณีวิทยาแบบเจาะลึกมากขึ้น
ส่วน “เส้นทางที่ 3” ระยะทางราว 20-30 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่เหล่านักวิ่งเทรล นิยมเลือกมาฝึกซ้อม และออกกำลังกาย โดยควรเตรียมฟิตร่างกาย-เตรียมน้ำดื่มมาให้พร้อม และไม่ควรมาวิ่งคนเดียว
สอบถามเพิ่มเติม วนอุทยานพุม่วง โทร. 08-9948-3018
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO