โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สวนหินพุหางนาค” มหัศจรรย์ป่าหินล้านปีที่สุพรรณบุรี

Manager Online

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ก้อนหินขนาดมหึมารูปร่างแปลกตาภูมิประเทศแบบคาสต์ในผืนป่าเขียวชอุ่ม นับเป็นผลงานสร้างสรรค์จากกาลเวลาที่ขัดเกลาโดยกระแสลม กระแสน้ำ กัดกร่อนตามกระบวนการตามธรรมชาติรังสรรค์มาเป็นประติมากรรมแห่งธรณีวิทยาน่าตื่นตาตื่นใจ ที่ปรากฏให้เห็นใน “พุหางนาค” สุพรรณบุรี

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อาจนึกถึง “อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” ในภาพของจุดหมายด้านการเป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญ และศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะหลักฐานประวัติศาสตร์ที่พบว่าเป็นเมืองต้นกำเนิดอารยธรรมในดินแดนสุวรรณภูมิ มีหลักฐานด้านโบราณคดีซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเป็นดั่งเมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดีอันเก่าแก่ เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง หนึ่งในพิพิธภัณฑ์มาตรฐานระดับประเทศ รวมทั้งพุทธสถานร่วมสมัยอย่างวัดเขาทำเทียมที่แกะสลักพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ บนหน้าผาหินขนาดใหญ่ และมีสกายวอล์กยาวที่สุดในเมืองไทย

แต่นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์กับศิลปวัฒนธรรมแล้ว อำเภออู่ทอง ยังมีพื้นที่แห่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่มีชื่อว่า “พุหางนาค” หรือ “สวนหินพุหางนาค” ซึ่งอยู่ในเขตการดูแลของ “วนอุทยานพุม่วง" เขตป่าสงวนแห่งชาติเขาตะโกทอง และป่าเขาเพชรน้อย

ที่มาของ “พุหางนาค”

เกิดจากคำว่า “พุ” คือ น้ำผุดตามธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาทางด้านล่างของภูเขา ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนของหางพญานาค และชาวบ้านท้องถิ่นมีความเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีพญานาค 3 ตน คอยปกปักรักษา แบ่งพื้นที่กันดูแลในช่วงบน กลาง ล่าง

ปัจจุบัน “พุหางนาค” ได้รับการพัฒนาส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของภาคกลาง โดยจังหวัดสุพรรณบุรีได้ประกาศจัดตั้ง “อุทยานธรณีพุหางนาค” เป็นอุทยานธรณีในระดับท้องถิ่นไปเมื่อปี พ.ศ.2565 ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภออู่ทอง อำเภอดอนเจดีย์ และอำเภอหนองหญ้าไซ

อย่างไรก็ตาม การมาเที่ยวพื้นที่ป่าหินพุหางนาค นักท่องเที่ยวก็นิยมปักหมุดไว้ที่อำเภออู่ทอง ซึ่งมีเส้นทางเดินเที่ยวด้วยตัวเอง โดดเด่นด้วยลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ และภูเขาหินปูน โดยจากการศึกษาลักษณะทางธรณีวิทยาพบว่า บริเวณพื้นที่พุหางนาครวมถึงบริเวณภูเขาทางตะวันตกของอำเภออู่ทอง ประกอบด้วยหินตะกอนและหินแปรยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician rocks) ที่มีอายุราว 505-438 ล้านปี หินอัคนีแทรกซอนยุคไทรแอสซิก (Triassic rocks) มีอายุราว 245-210 ล้านปี และตะกอนยุคควอเทอร์นารี (Quaternary) ที่มีอายุราว 1.6-0.01 ล้านปี

พุหางนาค จึงได้รับการขนานนามว่า ผลงานธรรมชาติร้อยล้านปี เนื่องมาจากความสวยงามของสวนหินดึกดำบรรพ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีลักษณะโดดเด่นแปลกตา อันเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกและภูมิอากาศต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี จนกระทั่งหินในพื้นที่พุหางนาคถูกแปรสภาพเป็นสวนหินที่มีเอกลักษณ์ งดงามแปลกตา เป็นความโดดเด่นทางธรณีที่นับว่าหาชมได้ยากในเมืองไทย

นอกจากความเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว พุหางนาค ยังเป็นหนึ่งในเส้นทาง “วิ่งเทรล” ของเหล่านักวิ่งสายรักธรรมชาติอีกด้วย โดยมีกิจกรรม “พุหางนาค เทรล” จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามของจังหวัดสุพรรณบุรี

เส้นทางท่องเที่ยวสวนหินพุหางนาคด้วยตัวเอง

แม้ว่ามีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ แต่ “สวนหินพุหางนาค” ก็ไม่ยากเกินกว่าจะท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเอง แนะนำให้เริ่มต้นปักหมุดไปที่ “สำนักสงฆ์พุหางนาค” พื้นที่เล็กๆของสำนักสงฆ์ที่เปรียบเสมือนทางเข้าก่อนไปแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

จากนั้น เดินเท้าไปตามเส้นทางที่แผ้วถางไว้สังเกตได้ไม่ยาก เริ่มต้นความตื่นเต้นที่ “ประตูเมืองลับแล” ที่ถือเป็นทางเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนสมัยก่อน ลักษณะของก้อนหินขนาดใหญ่ซ้อนทับกันเป็นช่องให้เดินลอดเข้าไป ก่อนโผล่ไปอีกด้านที่ตื่นตาตื่นใจไปด้วยเส้นทางสู่ลานหินเต็มไปด้วยแมกไม้นานาชนิด

มีเอกลักษณ์ของสวนหินที่มีก้อนหิน โตรกผา รูปร่างแปลกตาชวนจินตนาการ สลับแทรกแซมไปด้วยพันธ์ุไม้ดึกดำบรรพ์อายุนับพันปี และพืชพรรณไม้หายากประจำถิ่น เช่น ต้นจันผา ปรง กระเจียวป่า (พบได้ในช่วงฤดูฝน) สลัดได ผกากรอง สุพรรณิการ์ มะค่า สมุนไพรพื้นเมือง เป็นต้น

ทั้งนี้ ก้อนหินขนาดใหญ่หลายก้อนที่อยู่เรียงรายระหว่างเส้นทาง สามารถจินตนาการเป็นรูปร่างได้ตามคำบอกกล่าว เช่น หินรูปเต่า หินรูปช้าง หินรูปเศียรพญานาค หินรูปวาฬ เป็นต้น ช่วยสร้างความเพลิดเพลินไปกับการมองก้อนหินที่งดงามตามธรรมชาติรูปแบบธรณีวิทยาให้กลายเป็นเรื่องสนุกกว่าเดิม

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวสวนหินพุหางนาค นักท่องเที่ยวส่วนมาก เลือก “เส้นทางที่ 1” ไป-กลับเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมในการสัมผัสความโดดเด่นของสถานที่ เหมาะกับนักท่องเที่ยวทั่วไป

“เส้นทางที่ 2" ไป-กลับ เป็นระยะทางราว 4- 5 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาพืชพรรณไม้ และธรณีวิทยาแบบเจาะลึกมากขึ้น

ส่วน “เส้นทางที่ 3” ระยะทางราว 20-30 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่เหล่านักวิ่งเทรล นิยมเลือกมาฝึกซ้อม และออกกำลังกาย โดยควรเตรียมฟิตร่างกาย-เตรียมน้ำดื่มมาให้พร้อม และไม่ควรมาวิ่งคนเดียว

สอบถามเพิ่มเติม วนอุทยานพุม่วง โทร. 08-9948-3018

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...