บุกบ้าน GISTDA ศรีราชา เพราะยุคนี้ดาวเทียมไม่ใช่เรื่องไกลตัว
รายงานพิเศษ
ในอดีตแม้คนไทยรู้จักคำว่าดาวเทียม ทั้งคำว่า "จานดาวเทียม" จานรับสัญญาณดาวเทียมบนอวกาศ ทั้งจากหนังสือเรียนในอดีต ที่อาจมีภาพสถานีโทรคมนาคมภาคพื้นดินแห่งแรกของประเทศไทย อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บางคนอาจเคยรู้จัก ดาวเทียมไทยคม (Thaicom) ขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี 2536 หรือการใช้จานดาวเทียมในด้านต่างๆ ทั้งการติดต่อสื่อสาร การรับชมถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ รวมไปถึงโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม และอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม สำหรับใช้ในป่าหรือกลางทะเล
แต่ในชีวิตประจำวัน ดาวเทียมอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนและมีราคาแพง กระทั่งคนไทยได้สัมผัสเทคโนโลยีส่องหลังคาบ้านตัวเอง และสถานที่ที่ตนเองสนใจอย่าง Google Earth และเมื่อสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น บริการนำทาง Google Maps ที่นำภาพถ่ายดาวเทียมมาประกอบ ทุกชีวิตมักใช้นำทางไปยังสถานที่ต่างๆ โดยไม่ต้องจำว่าจุดหมายปลายทางนั้นไปทางไหน เทคโนโลยีดาวเทียม จึงเริ่มใกล้ตัวมากขึ้น
แต่คนไทยอีกหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่พัฒนาดาวเทียมสำรวจโลกของเราเอง โดยมีชื่อว่า จิสด้า (GISTDA) หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีด้านภูมิสารสนเทศ จากดาวเทียมมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ได้แก่ ด้านการเกษตร ด้านการสำรวจภัยพิบัติ ด้านการพัฒนาที่ดินและชุมชนเมือง ด้านการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ และด้านความมั่นคง
GISTDA ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อบริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ บริการวิชาการต่าง ๆ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยได้นำส่งดาวเทียม ทีออส-1 (THEOS-1) ขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี 2551 และดาวเทียม ทีออส-2 (THEOS-2) เมื่อปี 2566 ซึ่งปัจจุบันมีสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน ตั้งอยู่ภายในอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ หรือ Space Krenovation Park ของ GISTDA ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
โดยคำว่า Krenovation มาจากคำว่า Knowledge (องค์ความรู้) ผสมผสานกับคำว่า Creation (การสร้างสรรค์) และ Innovation (นวัตกรรม) เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในองค์กร
เมื่อวันก่อน MGR Online ได้มีโอกาสเยี่ยมชม Space Krenovation Park ซึ่งภายในมีอาณาบริเวณกว้างขวาง โดยจุดที่เยี่ยมชมมี 2 อาคารหลัก ได้แก่ ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (National Satellite Assembly, Integration, And Test Center) เป็นสถานที่สำหรับการพัฒนาชิ้นส่วน ประกอบ และทดสอบดาวเทียมทั้งของ GISTDA รวมถึงให้บริการทั้งจากส่วนราชการและเอกชนในไทย รวมถึงหน่วยงานจากต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์
ภายในศูนย์ฯ มีเครื่องมือทดสอบแรงสั่นสะเทือน การทดสอบเชิงมวล การทดสอบอุณหภูมิ และการทดสอบในสภาวะสูญญากาศ เพื่อให้มั่นใจว่าดาวเทียมสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนระหว่างการปล่อยจรวด รวมถึงสภาพแวดล้อมที่รุนแรงในอวกาศ นอกจากนี้ เป็นห้องปฏิบัติการที่ควบคุมความสะอาด อุณหภูมิ และความชื้นอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ดาวเทียมที่นำมาทดสอบเกิดตำหนิ (Defect) ที่ไม่สามารถแก้ไขได้
อีกจุดหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน คือ อาคารพัฒนาเเละควบคุมระบบดาวเทียม (Space Centrarium) เป็นทั้งสถานที่จัดแสดงเทคโนโลยีด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศต่างๆ เช่น ระบบเฝ้าระวังและติดตามวัตถุอวกาศ (GARNET) ระบบพยากรณ์สภาพอวกาศ (JASPER) ระบบจัดการจราจรอวกาศ (ZIRCON) ระบบ Drone Monitoring ที่ใช้กับอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และรับชมห้องปฎิบัติการรับสัญญาณดาวเทียม
ดร.ฐนิตา เสือป่า ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมพันธมิตรและพัฒนาธุรกิจ GISTDA กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ ประกอบ และทดสอบดาวเทียม ไปจนถึงการนำข้อมูลจากดาวเทียมไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านการเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการน้ำ การติดตามไฟป่า ภัยพิบัติ และการสนับสนุนงานด้านความมั่นคง โดย GISTDA มีภารกิจครอบคลุมทั้ง ต้นน้ำ คือการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียม และปลายน้ำ คือการนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ประโยชน์
โดยปัจจุบันประเทศไทยมี ดาวเทียมสำรวจโลกที่กำลังใช้งาน 2 ดวง คือ ดาวเทียมทีออส-1 (THEOS-1) และทีออส-2 (THEOS-2) และมีแผนพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกอีก 18 ดวง ตั้งแต่ทีออส-3 (THEOS-3) กลุ่มดาวเทียม 5 ดวง รองรับภารกิจด้านการเกษตร, ทีออส-4 (THEOS-4) กลุ่มดาวเทียม 2 ดวง เน้นการตรวจจับจุดความร้อน, ทีออส-5 (THEOS-5) กลุ่มดาวเทียม 11 ดวง รองรับงานด้านภัยพิบัติและความมั่นคง และทีออส-6 (THEOS-6) เป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติความละเอียดสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งจะทำหน้าที่ต่อเนื่องจาก THEOS-1 และ THEOS-2
เหตุผลที่ต้องสร้างดาวเทียมหลายดวงเป็นกลุ่ม เนื่องจากดาวเทียมสำรวจโลก โคจรรอบโลกจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ โดยจะโคจรผ่านประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 4 ครั้ง ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเอง หากมีเพียงดวงเดียว จะไม่สามารถถ่ายภาพพื้นที่เดิมได้ตลอดเวลา การมีดาวเทียมหลายดวง จึงช่วยให้สามารถกลับมาถ่ายภาพพื้นที่เดิมได้ถี่ขึ้น รองรับการติดตามสถานการณ์น้ำท่วม การเกษตร และไฟป่าได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับการพัฒนาดาวเทียม ทีออส-3 ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศไทย เพราะเป็นดาวเทียมที่วิศวกรไทยออกแบบโดยใช้ประสบการณ์จากดาวเทียมทีออส 2-เอ (THEOS-2A) ซึ่งพัฒนาร่วมกับบริษัทจากอังกฤษ ก่อนต่อยอดเป็นการออกแบบใหม่ ที่ติดตั้งกล้อง 4 ตัว จากเดิมที่มีเพียง 1 ตัว ทำให้สามารถถ่ายภาพครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า 20 กิโลเมตร รองรับภารกิจด้านการเกษตร การติดตามน้ำท่วม และภัยพิบัติได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในตอนท้าย ดร.ฐนิตา กล่าวว่า GISTDA ยังมี Space Safety Operation Center ทำหน้าที่เฝ้าระวังขยะอวกาศและติดตามวัตถุที่โคจรรอบโลก เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงที่ดาวเทียมจะชนกันล่วงหน้า รวมถึงติดตามวัตถุอวกาศที่อาจตกสู่โลก เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแจ้งเตือนประชาชนหากพบความเสี่ยง ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และการพึ่งพาตนเองในอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต
ปัจจุบัน GISTDA อยู่ระหว่างพัฒนาดาวเทียมทีออส-3 ในขั้นตอนที่เรียกว่า Engineering Model และมีแผนเริ่มทดสอบระบบต่าง ๆ ภายในปี 2572 ก่อนเข้าสู่การผลิตจริง ถือเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมดาวเทียม ที่ขยับจากการเป็นผู้ใช้งานมาเป็นผู้ผลิต และอาจเรียกได้ว่า อุตสาหกรรมอวกาศถือเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เทคโนโลยีด้านภูมิสารสนเทศกำลังเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันบนโลกมากขึ้น.
หมายเหตุ : ผู้เข้าร่วมหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ “กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3 : สร้างเครือข่ายความรู้สู่วาระสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน” สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ นำโดย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เข้าเยี่ยมชมสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO