"พริษฐ์" เปิดหลักฐานแฉคดีโกงเลือกสว. หวั่น กกต.-DSI ตัดตอน จี้สาวตัวการใหญ่
ที่อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ระบุถึงการจัดกิจกรรม "ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว." ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและเจาะลึกหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สังคมรับรู้ข้อเท็จจริง
นายพริษฐ์กล่าวว่า สังคมมักเรียกเรื่องนี้ว่าคดีฮั้ว สว. แต่คำที่เหมาะสมคือคดีโกง สว. เนื่องจากหลักฐานปรากฏกระบวนการใช้เงินและผลประโยชน์จ้างคนลงสมัครและลงคะแนนเสียงเพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐโดยมิชอบ ซึ่งคดีนี้สำคัญต่ออนาคตการเมืองไทย หากสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบ การใช้อำนาจกลั่นกรองกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ย่อมเกิดคำถามถึงความชอบธรรม
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังเปิดช่องให้การโกง สว. นำไปสู่การสร้างระบบการเมืองที่ฮั้วกันทั้งกระดาน หากกลุ่มการเมืองแทรกแซงจนมีบุคคลกำกับทิศทางการลงมติได้จำนวนมาก จะส่งผลให้การรับรองตำแหน่งในองค์กรอิสระถูกแทรกแซง และทำให้กลไกตรวจสอบอ่อนแอลง
ปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการของ 2 หน่วยงาน ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งต้องมีมติภายในต้นเดือนกันยายนว่าจะส่งเรื่องต่อศาลหรือไม่ ตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 16 ที่เห็นว่ามีผู้มีมูลความผิด 229 คน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่รับคดีฐานอั้งยี่และฟอกเงิน โดยสังคมกังวลว่าคดีอาจไม่ถึงศาล หากทั้งสองหน่วยงานตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ
"เหตุผลก็เพราะว่าในฝั่ง กกต. อย่างที่เรารู้ดีว่า 4 ใน 7 ของกรรมการ กกต. ที่จะลงมติเรื่องนี้ก็ถูกรับรองหรือว่าดำรงตำแหน่งได้เพราะมติของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ยังไม่นับว่าเราเห็น กกต. ชุดนี้ตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาซึ่งกลายเป็นว่ามีมติที่ค่อนข้างจะค้านสายตาสังคม คือบอกว่าไม่มีใครใน 229 คนมีมูลกระทำความผิดเลย" นายพริษฐ์กล่าว
ส่วน DSI นั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า หลังสอบสวนเป็นเวลานาน สรุปสำนวนเสนออัยการฟ้องเพียง 8 คน ก่อนที่อัยการจะส่งสำนวนกลับมาเมื่อต้นปี 2567 จึงมองว่าขณะนี้ DSI อยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่างเพื่อรอดูมติ กกต. พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหาก กกต. มีมติไม่ส่งคดีไปศาล DSI อาจใช้มติดังกล่าวเป็นเหตุรองรับการดำเนินการของหน่วยงาน นอกจากนี้การเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายบุคลากรใน DSI ยิ่งทำให้เกิดข้อกังวลว่าเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีหรือไม่
นายพริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมถึงหลักฐานใน 4-5 จังหวัดที่เคยนำเสนอในสภาว่า เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ส่งมาถึงวิปฝ่ายค้าน ซึ่งมีน้ำหนักในระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าหน่วยงานตรวจสอบควรเข้าถึงหลักฐานได้มากกว่า เช่น การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดโรงแรม หรือตรวจสอบข้อมูลการชำระเงินค่าตั๋วเครื่องบินของผู้สมัคร หากหลักฐานที่ตนเองได้รับมีความหนักแน่นแล้ว หลักฐานที่หน่วยงานรัฐเข้าถึงย่อมมีน้ำหนักมากกว่า จึงอยากให้สังคมตั้งคำถามว่าเหตุใดคดีจึงอาจไม่ถูกส่งไปยังศาล
"หลักฐานหลายอย่างที่เรามานำเสนอ ในความจริงเจ้าของหลักฐานเล่าให้ฟังว่าเขายื่นให้กับหน่วยงานตรวจสอบไปหมดแล้ว แต่อย่างที่บอกคือสิ่งที่เขากังวลใจคือพอยื่นไปแล้วเกิดสมมติหน่วยงานตรวจสอบไม่ทำงานตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการดังกล่าวมันกลายเป็นว่าสังคมก็ไม่ได้รับรู้ว่า หลักฐานที่ยื่นเข้าไปที่หน่วยงานตรวจสอบตัดตอนมันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง" นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ ย้ำทิ้งท้ายว่า การเปิดเผยหลักฐานเพื่อให้ประชาชนร่วมติดตามการทำงานของหน่วยงานตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่าหาก กกต. และ DSI ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรส่งเพียงคดีของบุคคลบางรายไปยังศาล หรือเลือก สว. เพียง 10-20 คนมารับผิด แต่ต้องส่งหลักฐานเชื่อมโยงถึงเครือข่ายนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่อาจอยู่เบื้องหลัง เพื่อไม่ให้นำคนบางส่วนมาสังเวยเพื่อปกป้องบุคคลใกล้ศูนย์อำนาจ