โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ดร.สามารถ’ ชี้รัฐเล็งรวบรถไฟฟ้าทุกสี เสี่ยงเอกชนโยนภาระให้ประเทศ

เดลินิวส์

อัพเดต 2 มิถุนายน 2569 เวลา 21.38 น. • เผยแพร่ 58 นาทีที่แล้ว • เดลินิวส์
‘ดร.สามารถ’ แนะจับตารัฐบาลเตรียมเดินหน้ารวบรถไฟฟ้าทุกสีให้รฟม.คุมทั้งหมด ชี้ ‘เกมใหญ่’ ซื้อคืนสัมปทาน 1.4 แสนล้าน เสี่ยงเอกชนโยนภาระให้รัฐบาลและประชาชนแบกรับ

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการโอนสิทธิบริหารจัดการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่า เมื่อรัฐบาลเดินหน้าแนวคิดการบริหารรถไฟฟ้าเหลือเพียงรายเดียว หรือ Single Ownership ให้รถไฟฟ้าทุกสายอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อปูทางสู่ “ตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม” หลายคนมองว่านี่คือข่าวดีที่รอคอยมานาน แต่คำถามสำคัญคือนี่เป็นเพียงการจัดระเบียบรถไฟฟ้า หรืออาจมีเกมใหญ่กว่าที่หลายคนคิด

1. ตั๋วร่วม-ค่าโดยสารร่วม ใครๆ ก็อยากได้ โดยตั๋วร่วมหมายถึงการใช้บัตรหรือแอปพลิเคชันเดียวขึ้นรถไฟฟ้าได้ทุกสาย ส่วนค่าโดยสารร่วมหมายถึงการคิดอัตราค่าโดยสารเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่เริ่มนับค่าโดยสารใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนสาย ไม่ใช่คิดแยกตามผู้ให้บริการ ผลลัพธ์คือประชาชนจ่ายน้อยลง เดินทางสะดวกขึ้น คนหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น รถติดลดลง มลพิษลดลง ใช้พลังงานน้อยลง และเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. “ไม่ใช้งบประมาณ และไม่กระทบหนี้สาธารณะ” จริงหรือ หากรัฐบาลต้องการให้ค่าโดยสารเหลือ 40 บาทตลอดวัน ก็มีคำถามง่ายๆ คือรายได้ที่หายไป ใครจะเป็นคนจ่าย เพราะหากรายได้จากค่าโดยสารลดลง ย่อมต้องมีผู้รับภาระส่วนต่าง และถ้าสุดท้ายเป็นภาครัฐ ก็ย่อมหนีไม่พ้นการเป็นภาระทางการคลังในอนาคต

3. “เกมใหญ่กว่า” ที่น่าจับตา ก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องแนวคิดการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนด้วยวงเงินสูงถึง 140,000 ล้านบาท เพื่อเปิดทางสู่การลดค่าโดยสาร หากแนวคิดนี้ยังอยู่บนโต๊ะ นี่อาจเป็นเกมใหญ่กว่าที่หลายคนคิด เพราะฝ่ายที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดอาจไม่ใช่ประชาชนหรือรัฐบาล แต่เป็นผู้รับสัมปทานเดิม เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป ส่วนรัฐบาลจะกลายเป็นผู้รับความเสี่ยงแทบทั้งหมด แต่หากรัฐเพียงจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างจากการลดค่าโดยสาร โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ ค่าซ่อมบำรุง และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด แล้วทางเลือกไหนคุ้มค่ากว่ากัน

นายสามารถ เน้นย้ำว่า ตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมเป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯ รอคอยมานาน และควรเกิดขึ้นได้แล้ว แต่ความสำเร็จของนโยบายนี้ ไม่ได้อยู่ที่การโอนรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีไปที่ รฟม.เท่านั้น แต่อยู่ที่คำตอบของคำถามสำคัญว่าค่าโดยสารที่ถูกลงนั้นจะยั่งยืนได้อย่างไร และใครจะเป็นผู้รับภาระส่วนต่าง เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงข่าวดีในวันนี้ แต่ต้องการระบบขนส่งที่ดี เป็นธรรม และไม่กลายเป็นภาระของประเทศในวันข้างหน้า จึงขอให้รัฐบาลศึกษาและพิจารณานโยบายนี้อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ควบคู่กับการประเมินผลกระทบในระยะยาว เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาในวันนี้ กลายเป็นภาระที่รัฐบาลและประชาชนต้องร่วมกันแบกรับในอนาคต

อ่านโพสต์เต็มได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...